เหนื่อยไหมคนดี มีพี่เป็นแฟน!

1.

ามคุณ...
               
ถามว่าอยู่ดีๆวันหนึ่งก็มีร้านหนังสือที่เล็กมากร้านหนึ่งเปิดขึ้นมา ร้านหนังสือร้านนี้เล็กเสียจนกล่าวได้ว่าพื้นที่ของร้านทั้งหมดแคบกว่าแผนกหนึ่งของร้านหนังสือที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าเสียด้วยซ้ำ  เมื่อเป็นเช่นนี้คุณจะอยากไปเยือนร้านหนังสือที่ว่าบ้างไหม? คุณจะเปลี่ยนบรรยากาศไปซื้อหนังสือจากร้านที่ว่าบ้างไหม?
           
หากว่ากำลังคิดหาคำตอบอยู่ ในเมื่อคิดแล้วก็ขออีกคำถามแล้วกัน
           
แล้วคุณคิดว่าร้านหนังสือร้านนี้จะอยู่รอดไหม? เมื่อนึกถึงนิสัยการอ่านของพี่น้องไทยเราๆทั้ง หลายแล้วคุณคิดว่าร้านนี้จะไปไหวไหม?  
           
หนังสือเป็นเล่มๆนั้นจริงทีเดียวว่ามีการเดินทางของมัน
 
จากตัวอักษรที่ลอยล่องอยู่ในอากาศมันถูกนักเขียนซึ่งนั่งอยู่ในห้องแคบๆที่ไหนสักแห่ง อาจจะเป็นที่ดอยโป่งแยง บ้านเช่าริมเขาหลวง หรือไม่ก็อพาร์ทเมนต์กลางกรุงจับมันร้อยเป็นเรื่องราว  นักเขียน ดังกล่าวอาจขัดเกลาเรื่องราวอยู่หลายครั้ง จนเมื่อพอใจเขาคนเดิมก็เดิน(ความจริงแล้วควรนั่งรถ)เอาเรื่อง ราวทั้งหมดไปเสนอสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหานคร
               
ด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนผู้พิถีพิถันและใส่ใจกับงานอยู่เสมอปรากฏว่าตอนที่ไปถึงนั้นเจ้าของสำนักพิมพ์ยื่นมือมารับเอาไปด้วยอาการสั่นเทา ได้รับแล้วเจ้าของสำนักพิมพ์ก็นั่งลงอ่าน หลังจากอ่านไปพักใหญ่เขาก็ยิ้ม เมื่อเขายิ้มนักเขียนก็ยิ้ม จากนั้นเจ้าของสำนักพิมพ์ก็กล่าวขึ้นว่า
           
“ตกลง...งานชิ้นนี้ของคุณเราจะพิมพ์ 30,000 เล่มเช่นเคย ส่วนค่าตอบแทน10%นั้นเมื่อหนังสือ พิมพ์เสร็จจะโอนเข้าบัญชีให้คุณทันที ระหว่างนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของเรา” การตกลงระหว่างกันง่ายอย่างนี้ สั้นและชัด ไม่มีคำว่าขอคิดดูก่อนหรือเราจะติดต่อไปในทีหลัง ทุกคนต่างรู้ว่าควรต้องทำอะไร
               
เมื่อส่งต้นฉบับเสร็จ ด้วยถือคติว่าคนเขียนหนังสือควรออกไปดูโลกเสียบ้าง นักเขียนก็เริ่มคิดว่าได้เงินจากงานชิ้นนี้แล้วจะไปพักผ่อนที่ไหนดี บาหลีนั้นเขาไปมาแล้วสองครั้ง ปีนี้เลยอยากจะไปฮาวาย
               
ส่วนฝ่ายเจ้าของสำนักพิมพ์เมื่อนักเขียนกลับไปก็เริ่มงานในสายของตัว ต้นฉบับที่เขารับมานั้นถูกนำมาจัดอาร์ตเวิร์คอย่างสวยงามในไม่ช้า สัปดาห์ต่อมามันก็เข้าโรงพิมพ์และก็เพียงสามสิบวันเท่านั้นเองหนังสือจำนวน 30,000 เล่มก็เสร็จสมบูรณ์
               
ถึงตอนนี้นั้นค่าตอบแทนจำนวนหกหลักได้ถูกโอนไปยังนักเขียนแล้วและดูเหมือนนักเขียนจะเดินทางไปฮาวายเรียบร้อยแล้ว
               
การจัดจำหน่ายหนังสือนั้นเล่าก็เป็นไปอย่างราบรื่น
               
สายส่งหนังสือแห่งหนึ่งกระจายหนังสือไปยังร้านหนังสือทั้งรายเล็กรายใหญ่ที่ตั้งกระจายกันอยู่ทุกหัวระแหง คนอ่านเองก็เข้าคิวซื้อหนังสือกันเนืองแน่น หนำซ้ำหนังสือ 30,000 เล่มก็ดูจะต้องพิมพ์ซ้ำในไม่ช้า ซึ่งนั่นหมายถึงว่าทุกฝ่ายจะมีรายได้กันมากกว่าเก่า ตอนที่ได้ยินว่าหนังสือจะต้องพิมพ์ซ้ำนั้นนักเขียนรู้สึกว่านี่มันราวกับความฝัน เจ้าของสำนักพิมพ์ก็รู้สึกเช่นนั้น เจ้าของร้านหนังสือเองก็รู้สึกไม่ต่าง        
           
“นี่มันจริงใช่ไหม? นี่เราไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?” พวกเขาแทบไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นความจริง
 
 
2.
 
ช่! หากเชื่อว่าเรื่องราวข้างต้นเป็นจริงทั้งหมด ประเทศนี้ก็ดูจะน่าอยู่จนเกินไปแล้ว      
               
ในการผลิตหนังสือ นักเขียนเขียนเรื่องแล้วต้องเอาเรื่องไปเสนอสำนักพิมพ์นั้นจริง  สำนักพิมพ์ได้เรื่องมาแล้วต้องเอามาจัดรูปเล่มเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิมพ์ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง สำนักพิมพ์พิมพ์หนังสือเสร็จแล้วก็บอกให้โรงพิมพ์ส่งหนังสือไปให้สายส่งเพื่อให้สายส่งกระจายไปยังร้านหนังสือต่างๆก็เป็นขั้นตอนที่ทำกันจริง
               
แต่ที่ไม่จริงก็คือ พ.ศ.นี้ใช่ว่านักเขียนทุกคนจะโชคดีที่งานทุกชิ้นได้รับการตีพิมพ์
               
ถึงได้รับการตีพิมพ์ก็ใช่จะพิมพ์กันถึง 30,000 เล่ม ส่วนใหญ่ก็แค่ 2,000-3,000 หนำซ้ำแค่ 2,000 หรือ 3,000 ปีนึงก็ใช่จะขายกันหมด นั่นก็เพราะเอาเข้าจริงเพื่อนร่วมประเทศของเราส่วนใหญ่หาได้ชอบอ่านหนังสือกันไม่ การที่นักเขียนจะได้พักผ่อนสบายๆนั้นดูจะไกลเกินฝัน หนักกว่านั้นคือร้านหนังสือเองก็หาได้มีอยู่ทุกที่ ที่มีก็ดูจะเน้นขายหนังสือในเครือตัวเองเป็นหลัก ครั้นจะมีเปิดใหม่ขึ้นมาแทนที่จะช่วยให้ระบบที่บิดๆเบี้ยวๆเข้าที่เข้าทางขึ้นบ้างก็ดูจะยากเสียน่าดู ยากทั้งจะเอาหนังสือจากไหนมาขาย  และยากว่าจะทำอย่างไรให้มันขายได้                       
               
เมื่อร้านหนังสือเดินทางเปิดแล้วนั้น วันหนึ่งมีเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
               
หลังจากทำความคุ้นเคยอยู่พักหนึ่ง ขณะคนกำลังพลุกพล่าน เขาก็เอ่ยขึ้นกับแม่ “แม่ๆพี่เขาทำได้ไง? ผมเห็นมีแต่คนหยิบหนังสือขึ้นมาดูๆแล้วก็วาง ไม่เห็นมีใครซื้อเลย”
           
วันนั้น... ถ้อยคำนี้ดูจะดึงความสนใจได้ดีทีเดียว ทันทีที่เด็กชายพูดจบปรากฏว่าหลายคนพลันมีรอยยิ้ม บ้างก็ส่งเสียงหัวเราะ ใครบางคนถึงกับแอบแซวหยาบๆอยู่ในใจ  “แหม...ทำไมถึงพูดได้แทงใจดำนักล่ะหนู!”
           
พูดไปก็เหมือนใส่ร้ายสังคม ทว่าขนาดเด็กยังรู้สึก เกี่ยวกับทรรศนะของผู้คนที่มีต่อร้านหนังสือนั้น  ช่วงเวลาที่ร้านหนังสือเดินทางเปิดใหม่ๆ  เมื่อรู้ถึงค่าเช่า เมื่อรู้ถึงเงื่อนไข บวกกับความเชื่อเรื่องคนไทยไม่อ่านหนังสือดั่งที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เหมือนทุกคนจะสรุปเหมือนกันหมดว่าไม่น่าจะไปรอด
               
เขาไม่ได้บอกตรงๆว่าไปไม่รอด 
           
เพื่อรักษาไว้ซึ่งน้ำใจ “ยากหน่อย” คือคำที่พวกเขาเลือกใช้ ทว่าฟังจากน้ำเสียงแล้วใจความที่ได้ก็ไม่เห็นต่าง ดีอยู่หน่อยก็ตรงที่เมื่อเห็นว่าคนทำร้านไม่น่าจะถอยเอาง่ายๆ คงด้วยห่วงใยพวกเขาที่พอจะใกล้ชิดเลยช่วยเสนอความคิดเห็น นี่ยังไม่นับว่าผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งถึงกับพยายามคิดว่าทำอย่างไรถึงจะผ่อนปรนค่าเช่าลงได้บ้าง ซึ่งแม้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ทว่านึกไปแล้ววันนี้ยังรู้สึกขอบคุณ
           
“ร้านเล็กต้องเล่นทางลึก เล่นทางกว้างไม่ได้อยู่แล้ว!”
           
“อย่าพุ่งไปข้างหน้ามากเกินเพราะหากเขาไม่ต่อสัญญาให้สิ่งที่คุณลงทุนไปก็จบ”
               
“แต่คุณก็ไม่ควรกะถอยอย่างเดียวเพราะการเอาแต่คิดอย่างนั้นจะทำให้ไปไม่ถึงในสิ่งที่ควรได้ ทั้งที่หากพยายามอีกนิดก็ได้แล้ว”
           
“ต้องเพิ่มรายได้นะ ไม่ได้เพิ่มรายจ่าย”
               
“ตัวตนคืออะไร ร้านบรรยากาศเมืองนอกในเมืองไทย เซอร์วิสดีไหม โดนจริตหรือเปล่า?”
               
“คุณต้องมีความหวังในสิ่งที่คุณทำ”
           
“ในการทำร้านเหล้านะเว้ย! นอกจากค่าตกแต่ง คุณยังต้องมีสายป่าน เพราะกว่าร้านจะติดอย่างต่ำเป็นปียกเว้นว่าคุณจะเอาดาราหรือแม่ครัวชื่อดังมา เพราะชื่อเสียงก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง”
               
“ร้านหนังสือว่ากันตามตรงถ้าให้อยู่รอดโดยไม่หวังกำไรมากอยู่แล้วค่าเช่าควรอยู่ที่ 5,000 บาทจะได้ไม่กดดันเกิน Pressure มันดีตรงที่ทำให้เราแกร่งก็จริง แต่มากเกินไปก็แย่”
               
“จะว่าไปค่าเช่าสูงก็พอมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะตราบใดที่ยังมีคนคอยถามคุณด้วยความเป็นห่วงในแง่นี้ค่าเช่าก็ช่วยทำให้เรารู้จักกันและกัน ความจริงอย่างหนึ่งก็คือเราเรียนรู้จากสิ่งที่เราไม่ชอบก็ได้” ทั้งที่ใจเบื้องลึกเชื่อว่าคงยาก แต่เหล่านี้คือบางคำแนะนำจากพวกเขา
               
คำแนะนำที่ไม่ว่าจะเอาไปทำตามหรือไม่แต่ก็ช่วยให้เห็นอะไรมากกว่าเดิม และหากมองโลกในแง่ดี บางทีนี่ก็พอจะเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าทางข้างหน้าคงไม่โดดเดี่ยวเสียทีเดียว
               
ปี 2545 เป็นปีแรกที่ร้านเปิด และมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน สี่เดือนแรกที่ร้านหนังสือเดินทางเปิดนั้นแต่ละเดือนยอดขายอยู่ที่ 135,471, 157,666, 164,443, 123,295 บาทตามลำดับ  เหตุที่เดือนเมษายนน้อยที่สุดเป็นเพราะมีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและมีสงกรานต์วันหยุดยาว
               
เปิดร้านขึ้นมาแล้วมีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยถือเป็นเรื่องดีแต่ได้ยินแล้วดูจะยิ่งต้องคิด  และยิ่งคิดว่าการคิดที่ดีควรจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ด้วยสี่เดือนแรกที่ร้านเปิดหนุ่มกับโยเลยดูมีเรื่องต้องคิดตลอดเวลา ทุกคืนก่อนที่ไฟดวงสุดท้ายจะดับพวกเขารอคอยเสมอขณะกดเครื่องคิดเลขเพื่อรวมยอด ขายของวัน ทุกเดือนเมื่อวันที่สามสิบมาถึงพวกเขามองหน้ากันเสมอเมื่อรู้ว่าเดือนนี้ยอดขายอยู่ที่เท่าไร  สิ่งที่พวกเขากำลังคิดก็คือตัวเลขที่ว่าหมายถึงอะไร? และจะทำอย่างไรกับตัวเลขที่เห็นนั้น?
           
มองแบบมีความหวัง...ร้านเล็กๆคูหาเดียวแต่ขายหนังสือได้เดือนละแสนกว่าอันที่จริงก็ไม่น่าจะแย่
               
หากจำกันได้ ธุรกิจร้านหนังสือนั้นเป็นระบบฝากขายโดยรายได้จะอยู่ที่ 20–25 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวม เมื่อร้านหนังสือเดินทางขายกาแฟด้วย(กาแฟมีอัตราส่วนของกำไรมากกว่าหนังสือ)คิดแบบมักน้อยไว้ก่อนโดยให้กำไรอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ถ้วนแล้วกัน ในแง่นี้เมื่อขายได้หนึ่งแสนก็ได้สองหมื่นห้า ขายได้แสนห้าก็มีรายได้สามหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท หากอยู่แบบพอดีๆ ไม่สร้างหนี้หรือบริโภคเกินตัวชีวิตก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ใครคนหนึ่งซึ่งรู้เบื้องหลังดีถึงกับเคยกล่าวไว้ “ไอ้หนุ่มนะ! นี่ถ้าเป็นบ้านมันเอง ขายของได้ขนาดนี้มันอยู่สบายแล้ว”
               
แต่ก็นั่นแหละ! หากจำกันได้อีก ร้านหนังสือเดินทางต้องจ่ายค่าเช่าอยู่ที่เดือนละ 35,000 บาท
               
และถ้ายังไม่ลืม นอกจากค่าเช่าแล้วยังมีค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอะไรอีกจิปาถะซึ่งรวมแล้วทำให้ต้นทุนต่อเดือนอยู่ที่ตัวเลขไม่น้อยกว่าห้าหมื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ขายของได้เดือนละแสนกว่าก็จริงทว่าในแง่รายได้แล้วถือว่าติดลบ        
               
เดือนแรกลบ เดือนที่สองก็ลบ เดือนที่สามยังแดง เดือนที่สี่ยิ่งแล้วใหญ่ อย่าเพิ่งถามถึงรายได้ที่เป็นกำไรเลย แค่ค่าเช่ายังไม่พอ
               
หวั่นไหวไหมกับรายได้ที่เห็น? สูญเปล่าหรือเปล่ากับสิ่งที่ทำ? เมื่อเห็นผลประกอบการของสามสี่เดือนแรกแล้วนั้นหนุ่มกับโยต่างถามตัวเอง และต่างก็ถามตัวเองกันตลอดมา
               
ทุกวันคำถามติดปากที่พวกเขามีให้กันคือ “วันนี้ขายได้เท่าไหร่?” และตั้งแต่วันนั้นจิตใจของพวกเขาก็ไม่เคยโล่ง ปัญหาเรื่องการหาหนังสือเข้าร้านนั้นยังคงอยู่ทว่าบัดนี้ในหัวกลับมีเรื่องตัวเลขเข้ามาเพิ่ม  สายตาเล่าก็ดูจะพร่าเลือนลงด้วยซ้ำเหตุเพราะทุกวันกลายเป็นการพยายามปั้นตัวเลขให้แซงหน้ารายจ่าย  มันเหมือนต้องกู้ระเบิดให้ได้ในแต่ละเดือน แผนในใจคิดอยู่แต่ทำอย่างไรถึงจะอยู่ให้ได้ครบสัญญา 3 ปีนอกจากนี้ก็ดูจะมองไม่เห็นอะไรแล้ว
               
คำถาม คำถาม และก็คำถาม โลกของหนังสือที่ร้านหนังสือเดินทางต้องเจอในตอนต้นดูราวกับวนอยู่แต่ในค่ายกลของคำถาม
               
บางวันชงกาแฟอยู่ เมื่อได้ยินเสียงช้อนกระทบแก้วดังกริ๊ง กริ๊ง ใครคนหนึ่งที่เริ่มคุ้นหน้าก็หันมามองแล้วถามขึ้นว่า “ต้องชงกาแฟกี่แก้ววะ จึงจะพอค่าเช่า?”
           
แม้ไม่ได้ตอบ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้นานๆเข้า ในวันที่เริ่มอ่อนล้าหนุ่มกับโยก็พบว่าบางครั้งคำถามเล็กๆก็พาไปสู่อีกหลายคำถาม และบางคำถามก็ช่างเสียดแทง บาดลึก และทิ่มไปบนความรู้สึกเสียจนใจสั่น
 
 
3.
 
มีคนบอกว่าธุรกิจที่เริ่มต้นโดยคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ ถ้าจะเจ๊งก็เจ๊งกันในปีแรก
               
ถ้าปีแรกผ่านก็ถือว่ามีประสบการณ์ โอกาสที่จะฝ่าด่าน พลิกแพลงจนยืนอยู่ได้ก็มีค่อนข้างสูง ปีแรกสำคัญอย่างไร หลักใหญ่แล้วกล่าวได้ว่าเป็นปีแห่งความลำบาก และก็ลำบากในทุกมิติ ซึ่งก็เป็นเจ้าความลำบากตัวนี้นี่แหละที่หนุ่มสาวหลายคนฝ่าฝันมันไปไม่ได้
               
เอาเข้าจริงก็ไม่มีเวลามาดู นานๆไปคนใกล้ตัวก็เริ่มเบื่อหน่าย แม้จะบอกว่าขาดทุนก็ไม่เป็นไรเพราะอย่างน้อยก็มีที่ไว้พบปะเพื่อนฝูง ทว่าเมื่อขาดทุนจริงเพื่อนที่เอามาหุ้นก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงสันดานที่แท้ ถึงตอนนี้นอกจากเสียเงิน เสียเพื่อน แล้วยังเสียความรู้สึก   
               
ย่อเรื่องแบบนี้มาไว้ที่ถนนพระอาทิตย์                                                   
               
ตั้งแต่ก่อนปี 2540 แล้วก็ว่าได้ที่หนุ่มสาวมากมายมาเปิดผับเปิดร้านกันบนถนนเส้นนี้ หนังสือพิมพ์บางเล่มถึงกับหันมาทำสกู๊ปเพื่อจับกระแสที่เกิดขึ้น นักเดินทางบางคนก็บอกว่าถนนพระอาทิตย์เริ่มดูคล้ายถนนบางเส้นในซิดนีย์ แต่ก็นั่นแหละดูจะมีแต่คนที่คลุกคลีกับมันจริงๆเท่านั้นที่รู้ว่าร้านรวงบนถนนเส้นนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลายร้านอยู่ได้ไม่นานก็จากไป และก็จากไปด้วยวิกฤติของปีแรกที่ว่า        
               
ร้านหนังสือเดินทางก็เหมือนกัน ผ่านปีแรกไปได้ก็จริง...แต่อย่างนั้นก็เถอะ
               
ทั้งคำแนะนำ ติชม วิพากษ์วิจารณ์ หลังจากไปโผล่ในรายการวิทยุมาหนึ่งครั้ง  และถึงแม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มเป็นจุดสนใจของคนทำนิตยสาร แม้สิ่งนี้จะมีประโยชน์แต่เมื่อสถานการณ์ยังไม่ดีหนุ่มกับโยก็พบว่าการไปหลงลมกับมันนานนั้นเป็นสิ่งไม่ควร เท่าที่คิดได้ ถึงตอนนี้วิธีเดียวที่ทำให้ร้านอยู่รอดก็คือต้องเด็ดขาด อดทน และพึ่งตัวเองให้หนักกว่าเก่าเท่านั้นเอง
               
ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูก หลายปัญหาซึ่งดูจะแน่นอนแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขได้นั้น เมื่อได้คุยกันให้ชัดเจนว่าจะรับมือกับมันอย่างไรก็ดูจะช่วยขึ้นได้อีกมากโข
               
กับปัญหาค่าเช่า... คำแนะนำทำนองว่า “ค่าเช่าไม่ควรเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ของการทำร้าน” หรือ “ทำเท่าไหร่ จ่ายค่าเช่าหมดไหวหรือวะ?” ยังคงมีให้ได้ยิน ซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินก็มีแต่จะตอกย้ำความจริงและก็ทำให้ยิ่งลำบากใจ  ด้วยรู้ๆกันว่าธุรกิจร้านหนังสือเป็นอย่างไรวันนั้นมีเสียงแว่วว่าผู้ใหญ่หลายคนดูจะจริงจังมากขึ้นในการช่วยหาวิธีลดเงื่อนไขข้อนี้ ทว่าก่อนที่ทุกอย่างจะไปไกลเกินแม้จะสำนึกในความเมตตาแต่หนุ่มกับโยกลับคิดอีกแบบ  โยบอกว่า
               
“อย่าเลยคะ ค่าเช่าจะมากหรือน้อยพวกหนูก็ตัดสินใจรับมันมาเอง ถ้ามันจะไม่รอดก็ให้มันไม่รอดเพราะพวกหนู และถ้ามันรอดหนูก็อยากให้รอดเพราะพวกหนูเหมือนกัน ถ้ารอดเพราะคนอื่นเดี๋ยวจะกลายเป็นบุญคุณซึ่งนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ก็เลยจบไปหนึ่งประเด็น
               
สรุปคือพวกเขาจะสู้         
               
กับปัญหาเรื่องหนังสือนั้นขายยาก...นี่ก็อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ อันที่จริงใครๆก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี เพราะถ้าพี่น้องไทยเราอ่านหนังสือกันมากจริงมันก็ควรมีร้านหนังสืออยู่ทุกหัวมุมถนนแล้ว แต่ก็นั่นแหละเมื่อรักชอบหนุ่มก็คิดว่าไม่ควรมองปัญหานี้แบบหมดความหวัง คิดแบบแง่ดีมากๆก็คงอย่างที่คุณปกรณ์ พงศ์วราภา แห่งนิตยสารGMบอกไว้ แกว่าแกพูดมาหลายทีแล้วว่า “ประเทศญี่ปุ่นการอ่านของเขาโตไปถึง 90%ไม่โตไปกว่านี้แล้ว คนของเขาอ่านหนังสือเกือบหมดแต่ของเรายังอยู่แค่ประมาณ 10% เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นยังโตได้อีก 90% (กรุงเทพธุรกิจ จุดประกายวรรณกรรม-31 ก.ค.2548)”  
               
คาดหวังหรือมองเห็น 90%ที่ยังว่างนั้นหรือเปล่า...ไม่รู้
               
แต่หนุ่มเห็นด้วยว่าต้องมองเรื่องนี้แบบมีโอกาส ที่ผ่านมาแม้ยอดขายจะติดลบตลอดทว่าหากไม่นับเดือนเมษายนซึ่งมีสงกรานต์อันเป็นเทศกาลที่ไม่สามารถเปิดร้านได้แล้วนั้นเส้นกราฟโดยรวมก็เงยขึ้น  รออีกหน่อยเถอะ รอให้สามารถหาหนังสือมาได้มากกว่านี้ รอให้มีของมาใส่ร้านได้มากกว่าเก่าเขาคิดว่ามีความหวัง สรุปคือพวกเขาจะสู้อีก เลยจบไปอีกหนึ่งประเด็น
               
กับปัญหาไม่มีหนังสือเข้าร้าน...ปัญหานี้ยังไม่จบ ทว่าพวกเขาเลือกที่จะรับมันไว้แทน   
               
เมื่อสัมผัสมันนานเข้า หนุ่มกับโยก็เริ่มมองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆว่าตราบใดที่ยังทำร้านหนังสือก็คงต้องรับมือกับปัญหานี้จนถึงวันสุดท้าย การที่ในร้านมีหนังสือจำนวนหนึ่งแล้วก็มีอยู่แต่หนังสือเหล่านั้น เท่านั้น มันทำให้พวกเขาค้นพบอีกปัญหา นั่นก็คือปัญหา “หนังสือตาย”
           
หนังสือตาย...คือสภาพที่ในร้านไม่มีอะไรใหม่ หนังสือที่ใครคนหนึ่งเคยตื่นเต้นเมื่อเข้ามาในร้านเป็นครั้งแรก เมื่อเริ่มเป็นขาประจำคงด้วยซื้อแล้ว อ่านแล้ว เห็นแล้ว เมื่อไม่มีอะไรแปลกตาพวกเขาก็ไม่รู้จะซื้ออะไรอีก การที่ไม่รู้จะซื้ออะไรอีกทั้งที่โอกาสในการขายนั้นมีนี่แหละที่เรียกว่าหนังสือตาย ซึ่งแน่นอนหากเจอสภาพนี้บ่อยๆสิ่งที่ตายอาจไม่ได้มีแต่หนังสือ ร้านเองก็มีสิทธิสิ้นลมหายใจ
               
หนังสือตายนั้นสาเหตุหลักเป็นเพราะร้านมีเงินไม่พอในการไปออกหนังสือค้ำประกันเพื่อเปิดหน้าบัญชีกับสายส่ง ความหลากหลายของหนังสือเลยต่ำ ทว่าบางครั้งแม้เปิดหน้าบัญชีได้ก็ใช่ว่าจะช่วย
               
สำหรับร้านหนังสือเดินทาง เพื่อแก้ปัญหานี้สุดท้ายก็ต้องยอมเอาเงินเดือนจากงานประจำมาลงกันอีกก้อน ซึ่งแม้จะพอถูไถไปได้บ้างแต่กับบางสายส่งก็ยังไม่วายสาวไปเจออีกหนึ่งปมเขื่อง
           
“ครับพี่! ผมร้านเล็กเลยอยากเน้นหนังสือที่มีอารมณ์ของการเดินทางเป็นหลัก” เหมือนเดิมในการคุยกับสายส่งยังคงต้องอธิบาย  แต่กับบางสายส่งก็ปรากฏว่าใช่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ
               
ถ้าจะเอาหนังสือจากเขา วันนั้นสายส่งซึ่งเป็นเจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่งบอกว่าต้องเอาหนังสือของเขาทั้งหมด  เทคโนโลยีการเกษตร วิธีเลี้ยงปลา คู่มือพระเครื่อง เหล่านี้ไม่สามารถเลือก ครั้นเซ้าซี้มากๆเข้าเพราะสงสัยว่าเลือกไม่ได้จริงหรือ พร้อมให้เหตุผลว่าร้านนั้นเล็กจะใส่เข้าไปหมดอย่างไรไหวเขาก็บอกว่าไม่มีนโยบายทำธุรกิจกับร้านเล็กๆเสียอย่างนั้น เอ้อ!...นี่มันอะไรกัน
               
สุดท้ายเลยต้องทน
               
ทนเพราะการที่เขาไม่มีเราไม่เป็นไร แต่เราไม่มีเขานั้นมีปัญหาแน่ กับหนังสือบางเล่มที่ควรมีสุดท้ายก็ต้องซื้อเงินสดแบบซื้อมาขายไปแทน ซื้อทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง ซื้อทั้งที่สายส่งยักษ์ใหญ่อีกแห่งซึ่งผู้บริหารมักออกมาแถลงผลประกอบการจำนวนหลายล้านในแต่ละปีให้ส่วนลดแค่ 20% เท่านั้น ทั้งที่ว่ากันตามตรงก็สามารถให้มากกว่านี้ได้
               
กว่าจะมีภูมิต้านทาน และกว่าจะผ่านปีแรก หลายสิ่งล้วนต้องทำใจทนซึ่งนอกจากต้องทนกับเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว ปรากฏว่ายังต้องทนให้ได้ทางกายภาพด้วย ทางกายภาพในที่นี้หมายถึงร่างกายและจิตใจของคนทำ ซึ่งต้องทน จนถึงขั้นกล้ำกลืนฝืนทนแค่ไหนนั้นคงต้องฟังเรื่องราวต่อไปนี้
               
เมื่อรู้ว่ามีปัจจัยมากมายที่เราควบคุมไม่ได้ แน่นอน…หนุ่มก็หันมาควบคุมในสิ่งที่พอควบคุมได้
               
สิ่งที่พอควบคุมได้ก็คือการเปิดร้านเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยเปิดตั้งแต่เวลาเก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม  จริง! แม้ไม่รวยเงิน แต่เราก็ไม่ควรจนแรง เมื่อต้นทุนต่อเดือนสูง และรายได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าอยู่ที่ 25% ของยอดขาย เคาะเครื่องคิดเลขกันแล้วก็พบว่าต้องขายให้ได้ 7,000 บาทต่อวันถึงจะรอด ที่ถนนพระอาทิตย์ร้านหนังสือเดินทางเลยเปิดทุกวัน โดยในปีแรกนั้นพวกเขาจ้างน้องผู้หญิงคนหนึ่งมาช่วย น้องคนนี้ชื่อปุ๊กปิ๊ก ปุ๊กปิ๊กดูภาคกลางวันส่วนพวกเขารับต่อตั้งแต่เย็นจนถึงค่ำคืน             
               
มีอะไรที่พอทำได้อีก เมื่อรู้ว่าไปสั่นสะเทือนอะไรสายส่งไม่ได้นั้นหนุ่มก็แก้ปัญหาหนังสือตายแบบซื่อๆด้วยการสลับที่วางของหนังสือที่มีอยู่ไปมา หนังสือบางเล่มที่ปกเริ่มเปิดเขาก็หยิบไปซ้อนไว้ข้างใต้ ส่วนเล่มไหนที่สองอาทิตย์แล้วขายไม่ได้ก็เอาไปหันสันเรียงไว้บนชั้นบนๆแล้วเอาเล่มที่ไม่เคยได้รับโอกาสลงมาแทน ซึ่งก็พอสร้างความเร้าใจได้อีกระดับ
               
ในแง่บรรยากาศก็เหมือนกัน ดึกดื่นบางคืนเขาไปหิ้วแผ่นกระดานเก่าๆจากร้านเสริมสวยที่มีคนเอาไปขายแถวคลองถม เอามาดึงรูปโฆษณายาสระผมออกแล้วเอาสีดำทาอีกวันก็ให้โยเอาชอร์คสีลงเขียนเสร็จแล้วก็ปีนเอาแผ่นหนึ่งติดไว้ในร้านใกล้บันใด อีกแผ่นตัดให้ได้ที่แล้วตอกติดไว้กับบานประตูนอกร้าน ตอนนี้ใครไปใครมาก็เห็นชัดขึ้นว่ามีกาแฟ ชา และมุมพักผ่อนสบายๆอยู่บนชั้นสอง
               
การเปิดร้านทุกวัน จัดหนังสือจนเป็นนิสัย รวมทั้งใส่ใจกับอารมณ์ของร้านอยู่เสมอนั้นปรากฏว่าได้ผลจริง สามสี่เดือนต่อมายอดขายก็กระเตื้องขึ้น จากที่แค่แสนนิดๆตอนเดือนเมษาก็ขยับขึ้นถึง 180,000 และก็ถึง 200,000 กว่าๆในเดือนธันวาคม
               
เมื่อยอดขายกระเตื้องขึ้นก็เริ่มเห็นชัดขึ้นว่าเป็นไปได้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่สวนทางกับยอดขายก็คือร่างกายของพวกเขา ขณะที่หนุ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆนั้นปรากฏว่าเมื่อหนึ่งปีผ่านโยก็เข้าโรงพยาบาล
               
ใช่! โยเข้าโรงพยาบาลเพราะใช้ร่างกายหนักเกิน เธอเป็นอีสุกอีไสและมีตุ่มใหญ่ๆขึ้นเต็มไปหมด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้?
               
เมื่อเปิดร้านแล้ว ตอนที่เริ่มเป็นจุดสนใจของคนทำนิตยสาร “OPEN” ดูจะเป็นนิตยสารเล่มแรกๆที่ทำเรื่องเกี่ยวกับร้านหนังสือเดินทาง ในบทสัมภาษณ์สั้นๆเหมือนหนุ่มจะตอบOPEN(ปีที่ 3 ฉบับที่ 24)ไปว่าเขากำลังหาอาชีพสุดท้าย
               
ส่วนโยบอกว่าเธอไม่ได้คิดฝันอะไร และไม่ได้หลงไหลการอ่านขนาดนั้น สิ่งที่เธอต้องการก็คือการได้อยู่ใกล้ๆหนุ่ม  เธอย้ำชัดเจนว่า “เมื่อเขาอยากทำ เราก็ต้องสู้กับเขา” ซึ่งเธอก็ทำจริง 
               
เมื่อนึกถึงร้านหนังสือเดินทางหลายคนมักนึกถึงหนุ่ม ทั้งที่จริงคนที่สำคัญและอดทนมาพอๆกันก็คือโย ร้านอยู่มาได้ก็เพราะเธอคอยสนับสนุน ซึ่งบางครั้งดูเธอจะต้องเหน็ดเหนื่อยกว่าหนุ่มเสียด้วยซ้ำ นานนับปี และเอาเข้าจริงที่ถนนพระอาทิตย์นั้นเป็นเวลาถึงสี่ปีทีเดียวที่โยเลิกงานจากถนนวิทยุแล้วต้องมาทำงานที่ร้านต่อ มาถึงก็ให้น้องที่จ้างมากลับไปแล้วเธอก็เข้าไปนั่งหลังเคาเตอร์แทนจากนั้นก็จับเอาบันทึกยอดขายแต่ละวันซึ่งสมัยนั้นใช้ปากกาจดลงไว้ในสมุดมาคีย์ลงระบบซึ่งเธอใช้โปรแกรม Excel คิดมันขึ้นมา  ส่วนหนุ่มก็ชงกาแฟ เสิร์ฟชา หาหนังสือให้ลูกค้า และเอ็นเตอร์เทนผู้คนไปตามเรื่องตามราว
           
กว่าจะปิดร้านกันก็สามทุ่มขณะที่หนุ่มขึ้นไปปิดชั้นสอง เก็บโต๊ะและแผงโปสการ์ดเข้ามาจากนอกร้านโยก็จะล้างถ้วยจาน เก็บเครื่องทำกาแฟ เอาขยะทั้งในและนอกห้องน้ำไปทิ้งสี่ทุ่มนิดๆถึงจะได้หาข้าวกิน ตอนที่โยขับรถกลับบ้านนั้นเกือบห้าทุ่มแล้วกว่าจะได้นอนก็ราวเที่ยงคืนก่อนจะตื่นอีกทีราวตีห้าครึ่งเพื่อไปทำงานที่ถนนวิทยุในอีกวัน  
               
หมุนเวียนเปลี่ยนไปนี่คือกิจวัตรของโย ปีแรกตอนหนุ่มยังทำงานประจำอยู่พวกเขามักมาถึงร้านพร้อมกัน ครั้นต่อมาเมื่อหนุ่มออกมาดูร้านเต็มตัวแล้วทว่ากิจวัตรของโยก็ยังเหมือนเดิม เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น ทุกคืนวันศุกร์โยจะเอาเสื้อผ้าของหนุ่มกลับไปด้วยเพราะที่ร้านไม่มีที่ซัก เช้าวันเสาร์โยเลยตื่นมาซักผ้าเที่ยงกว่าๆจึงมาที่ร้าน สายวันอาทิตย์เธอจะเอาผ้าที่ซักเมื่อวานติดรถมา ระหว่างทางก็แวะซื้อนม  น้ำตาลและของที่ต้องใช้ในร้านทั้งหมดพอเช้าวันจันทร์ก็ไปทำงานเช่นเคย วันหยุดนั้นไม่มีอีกแล้ว
               
เป็นไปได้หรือที่คนเราจะทำงานโดยไม่หยุดพักเลย? แล้วอาการป่วยไข้มันคงเริ่มจากตรงนี้  
               
หนุ่มเองก็ไม่มีวันพัก แต่เขาอาจโชคดีกว่าตรงที่ปิดร้านแล้วไม่ต้องไปไหนต่อเพราะไม่มีบ้านให้ไป กับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม อันที่จริงเขาก็พอมองเห็น ครั้งหนึ่งเมื่อร้านหนังสือเดินทางไปปรากฏบนสื่ออีก คราวนั้นอธิคม คุณาวุฒิ ซึ่งพ.ศ.นั้น(1มีนาคม2546)กับบทบาทบรรณาธิการจุดประกายเสาร์สวัสดีของนสพ.กรุงเทพธุรกิจซึ่งเขาปรุงได้ครบรสทีเดียวได้จับเอาร้านหนังสือเดินทางกับร้านหนังสือใต้ดิน ร้านหนังสืออิสระอีกแห่งซึ่งต้นปีนั้นนักเขียนหนุ่มนาม วาด รวี กำลังปลุกปั้นอยู่มาสัมภาษณ์ใหญ่ร่วมกัน กับบทสรุปที่ว่าร้านหนังสือไม่ใช่อะไรที่โรแมนติกแน่ๆนั้น หนุ่มเล่าให้ฟังว่าโยต้องเจออะไรบ้างซึ่งเมื่อได้ยินกันอธิคมถึงกับแหย่กลับไป “ทำไมไม่บอกน้องเขา เป็นแฟนเราต้องอดทน” ขณะที่วาด รวีก็ให้กำลังใจแบบขำๆด้วยการร้องเพลง “เหนื่อยไหมคนดี มีพี่เป็นแฟน” ออกมาเสียด้วยซ้ำ
               
“เหนื่อยไหมคนดี มีพี่เป็นแฟน” อันที่จริงหนุ่มก็อยากร้องเพลงนี้อยู่หรอกหากว่ามันช่วยได้ ทว่าเมื่อความเครียดสะสมและความเหน็ดเหนื่อยหมักหมมเป็นปีๆนั้นปรากฏว่ามันเลวร้ายกว่าที่เขาคิดไว้มาก  ตรงนี้เองที่หนุ่มเริ่มคิดว่าตัวเองพลาด ยิ่งวันที่โยป่วยเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองพลาด ความรู้สึกในวันนั้นดูจะขื่น ฝาด และรับมือกับมันได้อย่างแสนลำบาก
               
แม้อีสุกอีไสเป็นกันได้ทุกคน “แต่วัยประมาณนี้แล้วถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆก็ไม่เป็นหรอก” นี่คือคำอธิบายของหมอที่โรงพยาบาลพญาไท
               
และวันนี้เองซึ่งเมื่อหนุ่มไปนอนเฝ้าไข้นอกจากจะบอกว่าฝากดูน้องด้วยนะ คุณแม่ของโยก็เปรยขึ้นว่า “หากเหนื่อยนักก็เลิกเถอะลูก เงินเดือนก็พอใช้กันไม่ใช่เหรอ?” หนุ่มมารู้ทีหลังว่าที่ผ่านมามีหลายคืนอยู่ที่โยขับรถกลับบ้านด้วยน้ำตาไหลริน และก็นานมากแล้วที่เธอใช้บ้านไม่ต่างอะไรกับโรงแรม  กลับไปถึงคนอื่นก็หลับกันหมด เช้ามืดก็ออก ครอบครัวที่เคยอบอุ่นนั้นไม่มีอีกแล้ว ณ ที่ทำงานก็ไม่เว้น ทุกเที่ยงเธอต้องกิจข้าวแบบรีบๆจากนั้นก็ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วแอบลงไปงีบใต้โต๊ะ เธอทำอย่างนี้อยู่เป็นปีๆ  อาการป่วยไข้นี้ไม่ใช่เธอท้อถอยหรือยอมแพ้แน่ ครั้งหนึ่งก่อนจะไม่สบายหนุ่มเคยบอกให้เธอไม่ต้องเข้ามาร้านทุกวันก็ได้มาแล้วด้วยซ้ำ ทว่าทั้งที่เหนื่อยแทบตายคืนนั้นเธอกลับเขียนข้อความทิ้งไว้อย่างน้อยใจ
               
”ตอนนี้ร้านเป็นรูปเป็นร่างแล้ว การมาร้านได้อยู่กับหนุ่มคือสิ่งที่โยรอคอยทุกเย็น มันคือสิ่งที่ทำให้โยหายเหนื่อย แต่วันนี้มีหลายคนบอกให้โยไม่ต้องทำในสิ่งที่โยอยากทำ ถือว่าใจร้ายมาก รวมทั้งหนุ่มด้วย”  ชัดเจน! เธอมั่นในจุดยืนเสมอการป่วยไข้ครั้งนี้เป็นเพราะมันเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้แล้วแน่นอน
               
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร เมื่อร้านทำท่าว่าจะดีขึ้นแต่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยกันขนาดนี้แล้วจะทำกันอย่างไร เมื่อคนที่เรารักได้ทำในสิ่งที่เขารัก เราจะอยากให้เขาเลิกเพราะเราหรือ?
               
ในเรื่องเดียวกัน หากคนที่เรารักต้องมาลำบากเพราะสิ่งที่เรารัก เราจะยังทำสิ่งนั้นต่อไปหรือ?
           
เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือน ทั้งที่รู้จักกันมาหลายปีแต่ถึงตอนนี้เหมือนทั้งหนุ่มและโยต่างก็ต้องเจอกับบททดสอบเรื่องความสัมพันธ์อีก ซึ่งก็ดูจะรุนแรงและไปไกลกว่าเดิมมาก สำหรับโยเมื่อได้พักผ่อนจริงๆเธอคงได้ทบทวนอะไรมากมาย  คืนหนึ่งเมื่อหนุ่มปิดร้านแล้วรีบไปอยู่เป็นเพื่อนเธอที่โรงพยาบาลนั้นคงด้วยคิดถึงชีวิตที่เอากลับมาไม่ได้แล้ว ปรากฏว่าเธอถามขึ้นว่า “หากเกิดเป็นลูกเศรษฐี หนุ่มจะยังทำร้านหนังสือไหม?”
               
รู้อยู่ว่าเธอไม่ได้บอกให้เลิกแต่คำถามของโยถึงกับทำเอาหนุ่มผงะ
               
ในหัวนั้นหมุนติ้ว ที่โคนลิ้นรู้สึกได้ถึงความผะอืดผะอมในทันทีส่วนใจก็สับสนไปหมด  ด้านหนึ่งก็นึกถึงร้าน และก็คิดว่ามาถูกทางทั้งยังเชื่อว่ามีความหวัง แต่อีกด้านเมื่อเห็นสภาพของโยที่นั่งอยู่ตรงข้าม เห็นแผลที่ตอนนี้เริ่มตกสะเก็ดเป็นตุ่มดำๆไปทั่วตัวเธอ กับชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบนี้เขาก็รู้ว่าใจร้ายเกิน กับสถานการณ์ที่ต้องเลือกเช่นนี้ กับคำถามที่เสียดแทงแบบนี้ หนุ่มนิ่ง อึ้งและคิดอยู่นานทีเดียวกว่าจะตอบ  
               
และตอนที่เขาตอบนั้น เขาตอบอย่างกับคายก้อนสะอึกออกมา เขาบอกโยว่า “อย่าถามอย่างนี้เลย องุ่นเปรี้ยวนา” จากนั้นก็แสร้งขอปิดไฟแล้วแล้วล้มตัวลงนอน
               
ส่วนการจะหลับจริงๆนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย.