1.
ต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่ง
กลางปี 2549 หน่วยงานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าย่านสุขุมวิททำสิ่งหนึ่งที่ต้องปรบมือให้
ในสถานที่ที่เรียกว่าสถาบันการเรียนรู้ที่แสนหรูหรา วันนั้น Sarah Anderson เจ้าของตัวจริงของร้านหนังสือ The Travel Bookshop ร้านหนังสือซึ่งโด่งดังอย่างยิ่งจากหนังเรื่อง Nothing Hill ถูกเชิญมาพูดคุยกับนักอ่านกลุ่มใหญ่ Sarah ถูกขอให้พูดถึงการ “Turn Passion into Reality” แปลเป็นไทยคือ “การทำฝันให้กลายเป็นจริง” เธอเล่าถึงประสบการณ์ในการทำร้านของเธฮและพูดถึงวิธีอยู่กับมัน ตอนที่เธอพูดจบใครหลายคนลุกขึ้นบอกให้เธอรู้ว่าร้านหนังสือก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเขาคิดฝัน แต่การลงมือทำจริงนั้นคงต้องรอก่อน ท่ามกลางผู้ฟังหลายคนในวันนั้นมีใครคนหนึ่งอยู่ด้วย ใครคนนี้มีร้านหนังสือเช่นกันและมารู้ทีหลังว่าร้านของเขาบังเอิญมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับร้านของ Sarah ตอนที่ฟัง Sarah พูดเขาเลยรู้สึกว่าเหมือนกำลังนั่งฟังเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเขาเอง
“It fells strange to get up as Huge Grant” Sarah เริ่มต้นด้วยถ้อยคำติดตลกว่ามันแปลกอยู่ที่ตื่นมาแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็น Huge Grant
เธอว่าภาพของดาราหนุ่มที่เล่นเป็นเจ้าของร้านยังติดแน่นอยู่ในความรู้สึกของผู้คน หลังจากหนังออกฉายผู้คนมากมายมาเยี่ยมร้านของเธอเหมือนมันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แม้ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้คิดว่าจะต้องได้เจอกับ Huge Grant แต่ Sarah ว่าเธอก็รู้สึกได้ว่าพวกเขาคาดหวังอะไรทำนองนั้น ซึ่งมันไม่ใช่
ย้อนกลับไป Sarah บอกว่าจุดเริ่มต้นของเธออาจมาจากความประทับใจที่ครั้งหนึ่งเธอมีโอกาสไปอเมริกาด้วยรถเกรย์ฮาวด์ในราคา 99 เหรียญ “I love journey” เธอใช้คำนี้
การเดินทางในหลายประเทศช่วงต้น 1970 ทำให้เธออยากเห็นโลกมากขึ้น ครั้งหนึ่งเธอเข้าไปในร้านหนังสือขนาดใหญ่ในแคลิฟอร์เนียเพื่อหาหนังสือที่ต้องการ แต่ปรากฏว่าร้านนั้นช่วยอะไรไม่ได้เลย “That bookshop doesn’t have such an idea!” เธอว่า
ก่อนมีร้านเป็นของตัวเอง Sarah เคยทำงานในร้านของคนอื่น และเคยช่วยคนอื่นเซ็ทร้านหนังสือ เหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจ เธอเคยบอกกับเพื่อนๆว่าหากรีไทร์เมื่อไร... ไม่แน่! เธออาจทำมัน
แต่ใครบางคนบอกเธอว่า “Now is the time!” ทำตอนนี้แหละดีที่สุด
นั่นทำให้Sarah เดินทางกลับมาอังกฤษและเริ่มลงมือ เธอเชื่อว่าการได้เฉพาะลงไปในเรื่องเดินทางจะทำให้เธอได้ใช้ทักษะที่ชอบทั้งหมดทั้ง ”Traveling, Reading and Collecting Things”
ในตอนต้น Sarah ได้สถานที่แห่งหนึ่งที่เคยเป็นร้านหนังสือมาก่อน เพื่อนของเธอบางคนที่เป็นนักเขียนพาเธอไปยังร้านหนังสือต่างๆในประเทศเพื่อดูว่าควรจะซื้อหนังสือเล่มไหนเข้าร้านบ้าง
“I know nothing about business, I tell you.” Sarah ยืนยันว่าเธอเริ่มจากไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่โชคดีหน่อยตรงที่เมื่อเปิดวันแรกร้านของเธอไปปรากฏในหนังสือพิมพ์และได้สัมภาษณ์สดทางวิทยุ ตอนนั้นเธอออกแบบสัญลักษณ์ของร้านเป็นรูปรถไฟกำลังข้ามสะพาน
สิ่งหนึ่งที่เธอพยายามให้เกิดขึ้นเสมอที่ร้านในช่วงแรกก็คือการเปิดตัวหนังสือ ส่วนถามว่ามีร้านแล้วต้องทำอะไรบ้าง Sarah บอกว่า “To do absolutely everything, you never sit and read. Over 20 years, I spend a total of half an hour reading” ใช่! ตลอด 20 กว่าปีที่ทำร้านมา Sarah บอกว่าเบ็ดเสร็จแล้วช่วงเวลาที่เธอได้นั่งลงอ่านหนังสือจริงๆคงอาจแค่ครึ่งชั่วโมง
ในปีแรกๆนั้นพอเปิดร้านได้ไม่นานเหตุผลบางอย่างกลับทำให้ต้องย้ายร้านไปหาสถานที่ใหม่ และนั่นก็ทำให้ย่าน Nothing Hill ซึ่งสมัยนั้นยังไม่น่าสนใจอะไรปรากฏขึ้นมา
Sarah บอกว่าในการทำธุรกิจผู้คนมักบอกกันเสมอว่าสิ่งสำคัญสุดมีเพียง 3 อย่างเท่านั้นคือ “Location, Location and Location” แต่เธอไม่เชื่อ
ตอนที่ย้ายมา Nothing Hill เธอบอกว่าเธอรู้สึกมั่นใจ และเชื่อว่าตรงนี้แหละที่เป็นไปได้ เธอว่า “I just got a hint, I just got a felling. I think this gonna be the place.”
เมื่อย้ายมา Nothing Hill เธอเปลี่ยนโลโก้ของร้านจากรถไฟกำลังข้ามสะพานเป็นลูกโลกกำลังหมุน
“I want to make it as a private library, so people will be comfortable.” นี่คือแนวทางที่ Sarah ใช้ในการตกแต่งร้านของเธอ เธอจัดหนังสือโดยแบ่งเป็นประเทศๆไป เช่นหากเป็นประเทศไทยก็จะมีทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่บนชั้นหนังสือชั้นนั้น
กับการอยู่กับที่นานหลายปี Sarah ว่าเธอพบคนมากมายที่เข้ามาในร้านแล้วพวกเขาทักกันว่าเคยเจอกันที่นี่ ที่นั้น บางคนบอกว่าเคยเจอกันบนทางสายไหม เธอว่าเวลาได้ยินพวกเขาทักกันแบบนี้เธอตื่นเต้นแทบตายเหตุเพราะเธอนั้นไปไหนไม่ได้เลย
การอยู่กับที่นานๆนั้นแน่ว่าย่อมทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่แต่ Sarah บอกว่าแล้ววันหนึ่งก็มีทางออกเมื่อมีประกาศหาคนเพื่อเดินทางไปที่แห่งหนึ่งเป็นเวลาสั้นๆแล้วเธอรีบอาสา การเดินทางครั้งนั้นทำให้เธอสามารถเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางโดยรถไฟในศรีลังกาขึ้นมา และนั่นก็กลายเป็นประตูนำเธอไปสู่โลกของการเขียนและมีเพื่อนเป็นนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวอีกหลายคน
เกี่ยวกับการเดินทาง Sarah บอกว่าการเดินทางเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวของเรา
“Travel is not an escape, because you can’t escape yourself.” เธอยังเชื่ออีกว่าการเดินทางไม่ใช่การหลีกหนีอะไร เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่สามารถหลีกหนีตัวเองได้
ในมิติของการเขียนเรื่องเดินทางท่องเที่ยว Sarah เล่าว่าเธอมีเพื่อนคนหนึ่งที่เขียนหนังสือชื่อ “A Journey Around My Room” ซึ่งเป็นเรื่องราวการเดินทางที่อยู่แค่ในห้องนอนของเขาเท่านั้น Sarah ว่ามันไม่จำเป็นหรอกว่าคุณเขียนถึงที่ไหน สิ่งสำคัญอยู่ที่ “Quality” ของมันมากกว่า
กลับมาที่ร้านหนังสือ อาจเพราะอยากเดินทางมากขึ้น และอยากทำอย่างอื่นด้วย Sarah จึงตัดสินใจมีผู้จัดการร้านและค่อยๆถ่ายโอนกิจการให้คนอื่นไปในเวลาต่อมา
“I love my bookshop, but I need more freedom.” เธอว่าอย่างนี้
แล้วร้านของเธอเข้าไปอยู่ในหนังได้อย่างไร Sarah เล่าว่าวันหนึ่ง Richard Curtis ซึ่งเป็นผู้กำกับหนังและอาศัยอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามาแล้วบอกว่าอยากทำหนังเกี่ยวกับร้านของเธอ
Sarah บอกว่า เธอไม่ได้ค่าสถานที่ ไม่ได้เครดิตใดๆ ที่ได้ก็แค่เชมเปญหนึ่งขวด แต่เธอก็ยอมรับว่าหนังทำให้ร้านมี High Profile มากขึ้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้เธอก็ไม่มีปัญหาอะไร
หลังจากหนังออกฉาย Sarah เล่าว่ามีคนมาถ่ายรูปร้านมากมาย มากจนเธอรู้สึกว่าทุกครั้งที่เปิดประตูคงได้เข้าไปอยู่ในอัลบั้มรูปของใครสักคน ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ต่อมาเธอกับเพื่อนถึงกับต้องตัดสินใจเขียนหนังสือชื่อ Inside Nothing Hill ขึ้นเพื่อจะบอกว่า Nothing Hill มีอะไรมากกว่านั้น
มาถึงคำแนะนำสำหรับคนที่อยากมีร้านหนังสือบ้าง Sarah บอกว่าถ้ามีความมุ่งมั่นจริงก็ควรทำมัน การมีความตั้งใจนั้นจะทำให้สามารถเชื่อมกับคนอื่นได้
“I believe there is still room for independence.” โดยส่วนตัว Sarah ว่าเธอยังเชื่อว่าที่ทางสำหรับคนเล็กๆนั้นมีอยู่
“Commitment, passion and interest. If you have passion, you will enjoy and it will work.” แต่ก็นั่นแหละ! หากใครสักคนจะเริ่มต้น ความมุ่งมั่น ความตั้งใจและความสนใจ ดูจะเป็นสิ่งสำคัญที่เธอเน้นย้ำและพยายามบอก
ส่วนทำแล้วรวยหรือเปล่า? Sarah บอกว่าถ้าอยากทำก็แค่ลงมือทำแต่อย่าได้หวังเป็นเศรษฐีจากอาชีพนี้
“If you want to do it, just do it. But don’t expect to get rich from it.” Sarah ใช้คำนี้
และนี่ก็เป็นคำพูดสุดท้ายของเธอในวันนั้น
2.
ปลายธันวาคม 2544 วันที่ไม่รู้จักและไม่เกี่ยวอะไรเลยกับร้านของSarah สิ่งที่ต้องรีบในการเริ่มต้นทำร้านหนังสือเดินทางบนถนนพระอาทิตย์นั้นพอจะแบ่งได้สองอย่าง
ในสองอย่างที่ว่า อันที่จริงมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่ถ้าให้แบ่งก็แบ่งได้สองอย่างเท่านั้น
เมื่อความคิดของคนทำและความสัมพันธ์กับคนรอบตัวซึ่งถือว่าสำคัญสุดชัดเจนแล้ว ก็ถึงเวลาของการปฏิบัติจริงเสียที ในเวลาสั้นๆหนุ่มกับโยขึ้นไปเชียงใหม่แล้วเช่นกัน
ไปคุยกับเจ้าของตึกซึ่งเพิ่งย้ายไปอยู่เชียงใหม่เรื่องเงื่อนไขสัญญาเช่า ไปเดินถนนนิมมานเหมินท์เพื่อทำความรู้จักกับร้านหนังสือที่ชื่อ “ร้านเล่า” ซึ่งพ.ศ.นั้นเปิดล่วงหน้าไปแล้วครึ่งค่อนปี ทั้งยังไปนั่งเล่นที่ร้าน “รักคนอ่าน” ร้านหนังสือเช่าที่มีคนเล่าว่ามี ศุ บุญเลี้ยง เป็นเจ้าของ
พวกเขาไปวันเดียว ไปเย็นนี้ พรุ่งนี้กลับ ตอนที่กลับมาทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น มากจนเรียกได้ว่าระฆังแห่งการเริ่มต้นได้ดังขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
สัญญาเช่าที่พวกเขาได้มากินระยะเวลา 3 ปี และนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ของมกราคมที่จะมาถึงนี้เป็นต้นไป
ส่วนค่าเช่าอยู่ที่เดือนละ 35,000 (หรือปีละ 420,000 บาท) และไม่สามารถลดได้มากกว่านี้อีกแล้ว นี่คือใจความสำคัญ
ในสาระที่รองลงมานั้น พวกเขายังต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนสามเดือนและต้องจ่ายค่าเช่าเดือนที่เหลือทุกๆวันที่ 5 ทั้งนี้มีเงื่อนไขด้วยว่าหากเมื่อใดยุติสัญญาต้องทำอาคารให้กลับเหมือนเดิม และระหว่างนี้ เป็นไปได้ขอให้ช่วยดูแลสุนัขตัวหนึ่ง สุนัขตัวอ้วนที่ชื่อ “จมูกแดง” ซึ่งชอบนอนขวางอยู่หน้าประตูบ้านนั้นช่วยดูมันหน่อย
ปลายปีนั้นอากาศหนาวดีนัก!
ที่หนาวนี้ไม่ได้เป็นเพราะค่าเช่า หากแต่หนาวเพราะฤดู ท่ามกลางอารมณ์อบอวลของวันหยุดปลายปีที่กำลังจะมาถึง กับการตัดสินใจอีกหนึ่งครั้งสำคัญ ไม่รู้มันเป็นการเริ่มต้นที่พอเอาเยี่ยงอย่างได้หรือไม่ หลังกลับจากเชียงใหม่หนุ่มกับโยแวะมาที่ตึกเก่าตรงหัวโค้งถนนพระอาทิตย์อีก ต่างอยู่หน่อยตรงครั้งนี้พวกเขามีกุญแจ มันเป็นกุญแจที่พวกเขาใช้เปิดเข้าไปดูด้านในของตัวอาคารเป็นครั้งแรก พวกเขาได้มันมาหลังจากได้ตอบตกลงสัญญาเช่าเดือนละ 35,000 ไปแล้ว
เอาหล่ะ...การตอบตกลงไปโดยที่ยังไม่ทันได้ดูรายละเอียดให้ถี่ถ้วนนั้นจัดได้ว่าสะเพร่าอยู่ แต่เมื่อตัดสินใจแล้วบัดนี้ก็ต้องยอมรับแล้วว่าทุกเดือนโจทย์ที่หนุ่มกับโยต้องแก้คือค่าเช่าเดือนละ 35,000
ซึ่งที่จริง จะว่าไปเจ้าตัวเลข 35,000 ก็เป็นแค่สารตั้งต้นเท่านั้น
จ่าย 35,000 ทุกเดือนแล้วใช่จะเปิดขายได้เลย เมื่อเคาะกันละเอียดจริงๆ(และนี่ก็คือรายจ่ายจริงเมื่อเปิดทำการ)ยังต้องจ่ายค่าคนเฝ้าร้านเดือนละ 8,000 ค่าไฟ 4,500 ค่าเม็ดกาแฟ ค่านมสด ค่าช๊อคโกแลตและวิปปิ้งครีม 4,000 กว่าๆ ไหนจะค่าดอกไม้สดจากปากคลองตลาด 1,000 กว่าบาท นี่ยังไม่นับค่าน้ำแข็ง ค่าคนเก็บขยะและค่ารายจ่ายที่มองไม่เห็นซึ่งต้องจ่ายตัดรำคาญให้กับคนประเภทที่สวมหัวสิงโตแล้วเดินถือถาดเข้ามาพร้อมคำพูดที่ว่า “ขอให้เฮียเฮงๆ” ซึ่งพูดเป็นอยู่คำเดียวอีกจำนวนหนึ่ง
ต้นทุนจริงของการทำร้านจึงไม่น้อยกว่าเดือนละ 53,000
เดือนละ 53,000 ปีหนึ่งก็ 636,000 สามปีก็เกือบสองล้าน เมื่อค่าเช่าสูง ต้นทุนทั้งหมดเลยสูงตาม กับธุรกิจขายหนังสือที่ถือเอาระบบฝากขายเป็นเงื่อนไขและรายได้ของร้านมาจาก 25 เปอร์เซ็นต์ของยอดที่ขายได้ พูดให้ชัดคือถ้าขายหนังสือราคา 100 บาท ร้านมีสิทธิเก็บไว้แค่ 25 บาทเท่านั้น ในแง่นี้ต้องขายหนังสือให้ได้เท่าไรเพื่อจะพอรายจ่ายปีละหกแสนกว่า นี่ยังไม่พูดถึงว่าต้องขายมากแค่ไหนจึงจะมีกำไร ว่ากันตามตรง การทำธุรกิจด้วยเงื่อนไขแบบนี้นั้นช่างน่าห่วงใยและไม่ควรเป็นวิสัยของผู้ปรารถนาความเจริญ
แต่ก็นั่นแหละ! ...มีอะไรบ้างที่เราได้มากันง่ายๆ
อาจเพราะยึดเอาตรงนี้เป็นคาถา วันนั้นหนุ่มกับโยเลยกล้า
อาจเพราะมองโลกในแง่ดี และคิดว่ากับบางเงื่อนไขของชีวิตที่ยากกว่านี้ก็ผ่านมาแล้วพวกเขาเลยไม่กลัวที่จะตัดสินใจ บางทีการไม่รู้อะไรมากก็กลายเป็นเหตุผล กรณีนี้หากพูดผ่านถ้อยคำของปราชญ์บนถนนพระอาทิตย์บางคนคงต้องบอกว่า “หากรู้ไปหมด โลกนี้คงไม่มีใครคิดทำอะไร” ถามว่าค่าเช่าสูงไหม? วันที่ไปคุยเรื่องสัญญานั้นหนุ่มกับโยก็รู้ว่ามันสูงอยู่ ทว่าก็ไม่ได้มีใครบังคับให้พวกเขาต้องรับมันไว้นี่ ค่าเช่ามากน้อยแค่ไหนจริงแล้วมันก็เรื่องของผู้ให้เช่า ส่วนเอาไม่เอามันก็เป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเอง เมื่อเลือกเองมันก็ไม่ควรที่จะหวาดกลัวไป
เกี่ยวกับตรงนี้ ถ้าจะคุยกันวันนี้และคุยให้มีประโยชน์บ้างพวกเขาคิดว่าความน่าสนใจควรจะอยู่ที่ในช่วงจังหวะกระชั้นนั้นเรากล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแค่ไหน ทั้งยังมีท่าทีต่อมันอย่างไรมากกว่า?
กับการเริ่มต้นสร้างร้านหนังสือเดินทาง อันที่จริงสิ่งที่หนุ่มกับโยยึดถืออาจไม่ต่างจากมุมมองชีวิตด้านอื่น ทัศนคตินั้นสำคัญ มันก็หลักคิดเดิมๆ พวกเขาคิดว่าถ้าเชื่อว่าทำได้ มันก็คงได้เพราะนั่นทำให้พยายาม
โยเองถึงกับเคยบอกว่าถ้าคิดว่าทำแล้วขาดทุนทุกเดือนก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าอย่างนั้นเอาเงินค่าเช่าไปให้พ่อแม่ไม่ดีกว่าหรือ พ่อแม่ก็มีเงินใช้ เราเองก็ไม่เหนื่อย ถามว่าเธอเอาความมั่นใจมาจากไหน คำตอบคือไม่รู้เหมือนกัน หรือเพราะเธอเชื่อมั่นในตัวหนุ่ม
ส่วนหนุ่มนั้นแล้วใหญ่
เขาหาได้รู้จักทฤษฎี P สี่ตัว (Place-Price-Product-Promotion) ตามที่นักเรียนบริหารยึดถือกันไม่ เขากำลังทำธุรกิจก็จริงแต่ก็ในแบบของเขา และสิ่งที่เขานึกถึงก็แค่อะไรพื้นๆประเภทที่เรียกว่าหากพยายามให้พอ รอให้เป็น อดทนให้ได้ และอย่าเพิ่งพูดคำว่าที่สุดแล้วออกมาง่ายๆ เพราะบางทีเราอาจสามารถทำได้มากกว่านี้อีก หากเอาจริงลักษณะนี้มันก็น่าจะไปรอดอยู่
หรือถ้าไปไม่รอดเขาก็แอบปลอบใจตัวเองไว้แล้ว
กับอายุแค่ 26 เขาคิดว่าโยนั้นยังสาวและเขานั้นยังหนุ่ม บางทีการเจ็บตัวเสียตั้งแต่หนุ่มๆก็อาจเป็นผลดี เจ็บก่อนก็หายเจ็บก่อน พลาดก่อนก็เรียนรู้ก่อน หากที่สุดแล้วไม่ไหวจริงอย่างน้อยๆมันคงได้ชัดเจนไปแล้วหนึ่งอย่าง หนึ่งอย่างที่ว่าจะได้ถูกลืมเสียทีเพราะผ่านการพิสูจน์แล้วว่าไปไม่รอด ในแง่นี้เขาคิดว่ายังมีเวลามากพอให้เขาเริ่มต้นสะสมทรัพย์อีกครั้งหากว่าอนาคตอยากทำอะไรขึ้นมาอีก คงเพราะคิดแบบนี้นี่แหละ! ปลายฤดูหนาวปีนั้นเขาเลยตอบตกลงสัญญาเช่าไปแล้ว อาจด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง...ครุ่นคิดนั้นแน่นอนแต่วันที่ได้เห็นภายในของอาคารตรงหัวโค้งถนนพระอาทิตย์อย่างละเอียดเป็นครั้งแรกเขากับโยจึงไม่ได้กังวลมากกว่าที่ควร
อาคารหลังที่พวกเขาขอเช่านั้นเคยเป็นร้านหนังสือมาก่อน และเพราะเคยเป็นร้านหนังสือมาก่อนภายในของมันจึงยังมีชั้นหนังสือวางอยู่
ตอนที่เปิดประตูบานเฟี้ยมออก พวกเขาพบว่ายังมีประตูติดกระจกอยู่อีกบาน กรอบประตูไม้นั้นทาสีเขียวและอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง บนกระจกทั้งสองข้างยังมีสติ๊กเกอร์บอกชื่อร้าน จากจุดนี้ถ้าเปิดประตูบานเฟี้ยมให้กว้างเต็มที่แล้วเดินผ่านประตูกระจกเข้าไปหากมองออกด้านนอกจะเห็นโคมไฟทรงกลมสามดวงห้อยต่างระดับกันอยู่เบื้องหน้า เห็นกองใบไม้สีเหลืองซึ่งร่วงมาจากต้นไทรหน้าร้านอาหารอิสลามที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งยังเห็นป้อมพระสุเมรุและเห็นสวนสันติชัยปราการ
แต่ถ้ามองเข้าด้านในก็จะเห็นชั้นหนังสือ
ชั้นหนังสือที่ว่าทำด้วยไม้ทาสีน้ำตาลเข้มและยืนอยู่เต็มผนังทั้งสองด้าน หนังสือหลายสิบเล่มจากสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปผีเสื้อยังวางอยู่บนนั้น ดอกไม้แห้งจำนวนหนึ่งก็ด้วย หนุ่มกับโยพิจารณาดูชั้นหนังสือแล้วพบว่ามันถูกสร้างขึ้นมาอย่างประณีต ครั้นเอามือขยับปรากฏว่าสามารถเลื่อนแผ่นไม้ที่แบ่งระหว่างชั้นนั้นได้ทั้งยังเจอแผงไฟซึ่งถูกซ่อนเอาไว้อีกต่างหาก เมื่อเจอแผงไฟพวกเขาเลยเปิดไฟแล้วเดินเข้าไปดูด้านในส่วนที่เหลือ
ส่วนที่เหลือมีอีกประตูกั้นเพื่อบอกให้รู้ว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว และว่ากันตามตรงสิ่งที่หนุ่มกับโยได้เห็นวันนั้นให้ความรู้สึกเหมือนยังไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายอะไรเลย
ในพื้นที่เล็กๆก่อนจะถึงห้องน้ำ ตู้ไม้และเครื่องใช้ไฟฟ้าสองสามชนิดอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในบ้านยังวางอยู่ ครั้นเปิดประตูขึ้นไปชั้นบนก็เช่นกัน ห้องใหญ่ซึ่งดูจะเป็นห้องนอนและห้องเล็กซึ่งเป็นห้องเก็บของนั้นดูราวเพิ่งมีใครลุกออกไปเมื่อเช้านี่เอง ตู้ เตียงยังอยู่ครบ ผ้าม่านลายลูกไม้ยังเกาะอยู่ตรงชายหน้าต่าง หนุ่มกับโยไม่ได้อยู่ตรงนี้นาน หลังจากเห็นข้างบนแล้วพวกเขาก็รีบลงไปชั้นล่าง ก่อนกลับพวกเขาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อดี
หนุ่มนั้นจำไม่ได้เหมือนกันว่าหลังจากได้เห็นรายละเอียดของตึกแล้ววันนั้นโยรู้สึกอย่างไร
ส่วนเขาคิดอยู่อย่างเดียว...ยังไงๆก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ทุกพื้นที่
3.
บางทีนะ! บางที
บางทีมันอาจเป็นลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่งของการเริ่มต้นด้วยตัวเองก็เป็นได้
ไม่น่าจะแค่ร้านหนังสือ เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวหรือเริ่มต้นธุรกิจมูลค่ามหาศาลคงคล้ายกัน วันที่เริ่มต้น หากเริ่มเองตั้งแต่ไม่รู้อะไรเลยนั้นมันคงกลายเป็นวันที่ถูกทดสอบความรู้เหมือนกันหมด
หากไม่นับเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่ถือเป็นการแผ้วถางเงื่อนไขทางใจ วันที่เริ่มต้นทำร้านหนังสือเดินทางให้เป็นรูปธรรมนั้น สิ่งที่หนุ่มกับโยพบว่าจำเป็นต้องใช้แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “สรรพวิชา”
รู้อะไรบ้าง? ใช้ได้จริงหรือเปล่า? แล้วที่ไม่รู้ยอมรับไหมว่าไม่รู้? เหล่านี้คือสิ่งที่ต้องขุดเอาขึ้นมา ซึ่งหลายครั้งพวกเขาก็พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างนั้นพวกเขาก็แทบไม่รู้อะไรเลย
มันกลายเป็นการเรียนรู้ศิลปะการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงไปโดยปริยาย
บทเรียนแรกๆที่พวกเขาได้สัมผัสก็คือหลายปัญหาที่เจอนั้นใช่จะพบทางออกได้ในทันที บางครั้งมีเงินอยู่ก็ไม่อาจช่วยเพราะเวลานั้นสิ่งที่ต้องการไม่มีขาย นี่ยังไม่นับว่าจริงแล้วพวกเขามีเงินอยู่จำกัด หลายอย่างพวกเขาปรอบใจกันว่าใช้ไปก่อน บางสิ่งก็ต้องยอมจ่ายค่าโง่ และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องลงมือเอง
ที่ไม่เคยทำ ก็ได้ลงมือทำ ที่เคยทำเล่นก็ได้ทำจริง ทาสี เรื่อยไม้ ตอกชั้น ปีนบันไดเหล็ก นานนับปีทีเดียวที่พวกเขาต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้
นึกถึงช่วงแรกที่เริ่มต้นแล้วหวนคิดถึงความรู้สึกที่หลายคนมีต่อร้านหนังสือเดินทางในทีหลัง ทุกวันนี้บางห้วงอารมณ์พวกเขาสับสนอยู่เหมือนกันว่าอยู่มาได้อย่างไร
มองโลกในแง่ดี อันที่จริงการได้ลุยเองแบบนี้ก็มีข้อดีหลายอย่างอยู่ ครั้งหนึ่งบก.หนุ่มของนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งเขาสร้างนิตยสารเล่มนั้นขึ้นมาด้วยตัวเขาเองเคยเอ่ยขึ้นในร้านหนังสือเดินทางว่า “คนเราถ้ายังไม่ได้ลงมือทำ ยังไม่ได้ขาดทุนมันก็ยังไม่รู้ เมื่อไหร่ที่ได้ลงมือแล้ว ขาดทุนแล้วนั่นแหละจะพูดรู้เรื่องมากกว่าเดิม Convince คนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่เจอเองมักไม่ค่อยมีคนเข้าใจ” ฟังแล้วก็รู้สึกว่าจริง
แต่ถ้ามองโลกในแง่จริง ในเรื่องเดียวกันก็มีอีกแง่ให้ใคร่ครวญ อีกครั้งในสถานที่เดียวกันนี่แหละ นักเขียน นักเดินทางหนุ่มใหญ่คนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “คนอื่นมองพวกเอ็งเหมือนภาพที่เสร็จแล้ว ห้องน้ำเอ็งขัด พื้นเอ็งถูทุกวันมีใครรู้บ้างไหม?” ซึ่งมันก็จริงของเขาอีก
ใช่! ไม่ได้บอกว่าจำเป็นต้องรู้ แต่ต้องทำอะไรบ้างกว่าจะเป็นร้านอย่างที่เห็นอยู่ มีใครรู้บ้างไหม?
หลังจากได้เห็นด้านในของอาคารอย่างละเอียดแล้ว วันถัดมานั้นหนุ่มกับโยเอาเงินมาคนละก้อนซึ่งเมื่อบวกกับเงินอีกเล็กน้อยที่พวกเขาสะสมกันตอนเป็นนักศึกษา รวมกันแล้วมันได้ 300,000 กว่าบาท
โยโอน 105,000 บาทไปเป็นค่าเช่าสามเดือนล่วงหน้าก่อนทันที ส่วนที่เหลือพวกเขากะเอาไว้ปรับโครงสร้างร้าน และคิดจะเปิดมันให้ได้ด้วยเงินจำนวนนี้
ไม่ได้มีภูมิหลังด้านธุรกิจก็จริง แต่ไม่รู้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่คิด นอกจากวางแผนที่จะใช้ร้านให้เกิดประโยชน์ทุกพื้นที่แล้ว เมื่อจ่ายค่าเช่าแล้วจำนวนหนึ่งพวกเขายังคิดจะเปิดร้านให้ได้เร็วที่สุดด้วย
ปลายปีนั้น ก่อนจะถึงมกราคมพวกเขามีเวลาอยู่ราวสิบกว่าวัน
แต่ก็เป็นสิบกว่าวันที่มีกิจกรรมเกิดขึ้นจนทำแทบไม่ทันส่วนเงินก็สะพัดว่อน ซึ่งก็จากวินาทีนี้นี่เองที่ต่อมาหากพวกเขาทันสังเกตในทางกายภาพนั้นชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากวันนี้จิตใจที่ปรอดโปร่งนั้นไม่มีอีกแล้ว บางวันที่ไม่รู้จะทำอะไรนั้นไม่มีอีกแล้ว วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีอีกแล้วเช่นกัน
ขั้นแรกและเร่งด่วนมากคือการเอาของออก
ค่ำของวันหนึ่งพี่สาวคนหนึ่งซึ่งใกล้ชิดกับผู้ให้เช่าช่วยเป็นธุระ ราวสามทุ่มเมื่อถนนโล่งพี่สาวคนนี้นัดรถบรรทุกหกล้อมาจอดหน้าร้านแล้วช่วยกันขนของ Smith เองก็รู้จักพี่สาวคนนี้ดีเขาเลยมาช่วย ค่ำคืนนั้นข้าวของทุกอย่างถูกขนขึ้นรถแล้วมัดอย่างระมัดระวัง พี่สาวคนเดิมอาสาที่จะนั่งไปกับมันจนกระทั่งถึงปลายทางเชียงใหม่ หากไม่นับชั้นหนังสือซึ่งแม้จะขยับแผ่นไม้ที่แบ่งแต่ละช่องได้ทว่าก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายมันได้ หลังจากขนทุกอย่างแล้วที่เหลืออยู่ก็แค่ตู้กระจกสูงโปร่งกับตู้เก็บของซึ่งโยขอเอาไว้อย่างละตัว นอกจากนั้นก็เป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่รอให้พวกเขาได้ลงเงิน ลงแรง
ไม่ถึงกับต้องมีการก่อสร้าง ทว่าเมื่อขนของออกไปมันก็เผยให้เห็นว่ามีหลายอย่างอยู่ที่จำต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเพื่อความสวยงามและเพื่อประโยชน์ใช้สอย ใช้ให้ทุกพื้นที่นั้นหนึ่ง เปิดให้ได้เร็วที่สุดนั้นสอง เมื่อถึงขั้นนี้หนุ่มกับโยก็พลันพบเงื่อนไขที่สาม นั่นก็คือยึดเอาการดัดแปลงไว้ก่อน
การดัดแปลงนั้นใช้เงินน้อยกว่าการเปลี่ยนแปลง อันที่จริงถึงวันนี้พวกเขาก็มีประสบการณ์ในการทำร้านมาแล้วถึงสองครั้ง แถวผ่านฟ้าซึ่งร้านของพวกเขาย้ายมาสี่ปีให้หลังนั้นต้องมีการก่อสร้างหลายอย่างและใช้เงินไม่น้อยทีเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้การยึดเอาการดัดแปลงเป็นหลักในตอนริเริ่มจึงถูกต้อง ยิ่งเมื่อคำนึงถึงเงื่อนไขที่ว่าหากวันใดยุติสัญญาต้องทำอาคารให้กลับเหมือนเดิมด้วยมันก็ดูจะเหมาะสม
พื้นที่ข้างบนนั้นพวกเขาคิดกันแล้วว่าจะทำเป็นส่วนสำหรับกินกาแฟ จัดงานและแสดงศิลปะ ส่วนห้องเล็กๆด้านหลังเพื่อลดค่าใช้จ่ายหนุ่มคิดจะย้ายออกจากห้องพักแล้วใช้ตรงนี้เป็นที่อาศัย สำหรับชั้นล่างเพื่อจะเปิดพื้นที่ให้โล่งจำต้องเอาประตูกลางบ้านออก ปั๊มน้ำที่อยู่ด้านหน้าก็ต้องเปลี่ยนแนวท่อแล้วหาที่ซ่อนใหม่ หน้าต่างและช่องว่างอื่นๆต้องมีแผ่นพลาสติกมากันเพื่อไม่ให้แอร์รั่วไหล ห้องน้ำก็ต้องมีประตูอีกบานเพื่อแบ่งมันให้เป็นสัดส่วน เพื่อให้ดูกว้างและแต่งอย่างไรก็ขึ้นพวกเขาคิดว่าจะทาประตูร้านและส่วนอื่นๆเป็นสีขาว ส่วนเคาน์เตอร์นั้นทำเสร็จแล้วกะกันว่าจะเอาไว้ใต้บันได ถัดจากนี้แค่ต่อซิงค์ล้างจานและเดินไฟเพิ่มก็คงพอ ส่วนการตกแต่งอื่นๆนั้นพวกเขาคิดว่าน่าจะทำกันเองเป็น...เหล่านี้คือสิ่งหลักๆของการดัดแปลงที่พูดถึง
วันนั้นหันซ้ายหันขวาแล้วพวกเขาได้ช่างมาชุดหนึ่ง
เวลาและตัวเลือกไม่ได้มีเยอะนัก พวกเขาเลยติดต่อช่างที่เคยทำอพาร์ตเมนท์แถวบางพลัดซึ่งขณะนั้นหนุ่มอาศัยอยู่ ที่บู๊ก็บู๊กัน ถ้าจะเปิดร้านให้ได้ในต้นมกราคมนั้นมันมีอย่างอื่นต้องทำไปด้วย ขณะทำโครงสร้างร้านหนุ่มกับโยให้เพื่อนรุ่นน้องคู่หนึ่งมาช่วยเฝ้าเพราะพวกเขายังไม่สามารถลาหยุดจากงานได้ โชคดีที่ช่างเหล่านี้ทำงานได้ทัน สามสี่วันก็เป็นรูปเป็นร่าง ขณะที่ช่างทำงานนั้นอีกด้านหนุ่มกับโยก็ต้องเบียดบังเวลาจากงานประจำเพื่อจัดการรายละเอียดอย่างอื่น หนุ่มเริ่มติดต่อสายส่งหนังสือถึงเงื่อนไขการเอาหนังสือมาขายไปบ้างแล้ว ต้องมีการเอาเงินไปค้ำประกันนั้นหนึ่ง และอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รู้ก็คือต้องมีใบทะเบียนการค้าที่ออกโดยกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับเรื่องนี้วันนั้นโยอาสาจะจัดการให้ในไม่ช้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจะไปจดทะเบียนการค้าได้ต้องมี “ชื่อ” ซึ่งนี่ก็ทำให้พวกเขาต้องหาชื่อร้านกันก่อน
เกี่ยวกับชื่อนี้ ตอนที่ขึ้นไปเชียงใหม่นั้นด้วยความเดียงสา พวกเขาเคยคิดเอาง่ายไว้ก่อนด้วยการเอ่ยถามผู้ให้เช่าว่า “ขอใช้ชื่อร้านเก่าจะได้ไหม?”
เหตุผลมีอย่างเดียวคือเมื่อมันเคยเป็นร้านหนังสือมาก่อน ถ้าได้ชื่อเก่าก็ไม่ต้องอธิบายอีก โชคดีที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งต่อมาพวกเขาก็รู้สึกว่าถูกต้องแล้ว... โชคดีแล้วที่เจ้าของเขาไม่อนุญาต
ตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่าจะทำร้านหนังสือนั้น อันที่จริงหนุ่มกับโยชัดเจนแล้วว่าจะทำร้านหนังสือที่เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว แต่พอต้องตั้งชื่อร้านน่าแปลกที่ตอนต้นไม่มีใครนึกถึงคำว่า “หนังสือเดินทาง” เลยทั้งที่พูดคำนี้อยู่ตลอดเวลา
หากย้อนเวลาให้เร็วขึ้นได้ ความจริงที่ร้านหนังสือเดินทางก็มีชายผู้หนึ่งซึ่งสามารถตั้งชื่อทุกสิ่งได้อย่างเด็ดขาดทีเดียว ชายคนนี้ชื่อ “ชุมพร” และอาชีพหลักของชุมพรก็คือการทำโปสการ์ด 3 ใบ 10 บาทขาย ในที่นี้เลยขออนุญาตเรียกเขาว่า “ชุมพร 3 ใบ 10”
ทั้งคำที่เขียนไว้ในโปสการ์ด ทั้งคำที่พูดออกมาจริงๆชุมพร 3 ใบ 10 นั้นเหลือร้ายทั้งสองอย่าง ไม่นานมานี้เมื่ออำเภอปายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวกระแสหลัก ชุมพรพูดขั้นว่าไปทำร้านที่นั่นกันไหม ตั้งชื่อร้านว่า “Here!...อะไรๆก็ปาย” เพียงแต่คำว่า “Here” นั้นให้กระแทกเสียงแรงๆหน่อย
อีกครั้งหนึ่งอารมณ์ประมาณเดียวกัน ปีสองปีมาแล้วเมื่อตลาดน้ำอัมพวากำลังขึ้นหม้อ คนกรุงเทพไปดูหิ่งห้อยกันแน่นทุกเสาร์อาทิตย์ ทางเดินแคบๆริมน้ำนั้นแทบจะเดินกันไม่ได้ ชุมพรชวนอีกว่าน่าไปตั้งร้านกันซักหน่อย คราวนี้จะตั้งชื่อให้น่ารักน่าเอ็นดูเลยว่า “เห็นเราเป็นหิ่งห้อย”
แม้เดือนสุดท้ายตอนที่ร้านหนังสือเดินทางจะย้ายไปจากถนนพระอาทิตย์เขาก็มีไอเดีย ก่อนจะย้ายมาผ่านฟ้านั้นชุมพรแนะอีกว่า “ขึ้นป้ายหน้าร้านไหม บอกไปว่าอย่าอยู่มันเลยแถวนี้ อยู่ไปก็เซ็งเปล่าๆ”
วันนั้นได้ยินแล้วหนุ่มก็แหย่กลับ “อย่าเลยพี่! ทำแบบนี้ผมมีปัญหากับคนทั้งถนนเลยนะ”
ทว่าชุมพรเขามีทางออก เขาว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะทำเป็นกลอน...กลอนไม่สุภาพ” นี่! ถ้อยคำของชุมพร 3 ใบ 10 ประมาณนี้แหละ เสียดายที่ตอนนั้นยังไม่รู้จัก แต่ถึงแม้รู้จักก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะนำมาซึ่งโชคร้ายหรือโชคดี
เพื่อจะหาชื่อที่เหมาะสมนั้น วันนั้นหนุ่มกับโยต้องชวน Smith กับ กระบี่ไม้ไผ่ มาพบกันอีก
พวกเขาคิดชื่อมาบ้างแล้ว แต่ก็อยากได้ยินความเห็นของคนอื่น เมื่อเจอกันหนุ่มถามขึ้นว่า “ตั้งชื่อว่า ‘ร้านหนังสือดีๆ’ ดีไหม?”
ทว่าใครบางคนบอก “อย่าเลย! หนังสือบางเล่มดีสำหรับเราแต่ก็ใช่จะดีสำหรับคนอื่น ยิ่งเมืองไทยยอมรับความดีที่แตกต่างกันไม่ค่อยได้ด้วย เดี๋ยวเล่มไหนไม่ดีขึ้นมาจะลำบาก”
“แล้วถ้าตั้งชื่อว่า ‘ร้านขายปึ้ม’ หล่ะ? ปึ้มภาษาลาว แปลว่าหนังสือ ให้ความรู้สึกถึงการเดินทางด้วย” ชื่อนี้ก็ยังไม่น่าสนใจและไม่มีใครซื้ออีก ใครอีกคนเสนอว่าตั้งชื่อเป็นสถานีอะไรซักอย่างก็น่าจะแปลกแล้วแต่งร้านให้เหมือนสถานีรถไฟอะไรเทือกนี้คงน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ ทว่าก็ยังไม่มีใครเห็นด้วยเหมือนเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ครู่ต่อมาหนุ่มก็คิดได้อีกชื่อ เขาถามขึ้นว่า “ถ้าตั้งชื่อว่า ‘ร้านหนังสือชวนน้องเดินทาง’ หล่ะเป็นไง?”
ชื่อนี้ถูกเอ่ยขึ้นเพราะหนุ่มคิดขึ้นได้ว่าร้านหนังสือที่เคยอยู่ก่อนนี้มีจุดเด่นเรื่องวรรณกรรมเยาวชน เมื่อมีจุดเด่นเรื่องวรรณกรรมเยาวชนก็น่าจะใช้คำว่า “น้อง” เพื่อคงลูกค้ากลุ่มเดิมไว้แล้วบวกคำว่า “เดินทาง” เข้าไปเพื่อบอกในสิ่งที่เราเป็น อีกเหตุผลที่เขาเสนอชื่อนี้เป็นเพราะลึกๆนั้นเขาพลันนึกถึงการพาน้องไปเดินทางท่องเที่ยวจริงๆขึ้นมา ที่ปักษ์ใต้หนุ่มมีน้องชายคนหนึ่งซึ่งอายุห่างกับเขาร่วมสิบปี ด้วยวัยที่ต่างกันมาก ครั้งหนึ่ง จากอีกอำเภอหนึ่งเมื่อเขาต้องไปหาตั๋วกลับกรุงเทพที่สถานีรถไฟหาดใหญ่เขาพาน้องชายไปด้วย พี่กับน้องเดินทางด้วยกัน ได้ตั๋วรถไฟแล้วเขาพาน้องชายไปดูสัตว์หลายชนิดที่สวนสาธารณะ จากนั้นก็ไปดูหนังด้วยกันหนึ่งเรื่อง หนุ่มจำได้ว่าสายตาของน้องชายวัยไม่ถึงสิบขวบตอนได้เห็นสิงห์สาราสัตว์ตัวเป็นๆกับตอนได้เข้าไปในโรงหนังเป็นครั้งแรกในชีวิตนั้นดูตื่นเต้น แวววาว น่าประทับใจ เขายังจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้เลยพลอยรู้สึกชื่นชอบชื่อนี้อยู่มากสักหน่อย
แต่ก็เหมือนเดิม ชื่อนี้ยังไม่ผ่าน
ทว่า...แม้จะไม่ผ่านแต่มันก็นำเข้ามาใกล้แล้ว ช่วงขณะที่ทุกคนเงียบลงโยก็พลันเอ่ยขึ้นมาคำหนึ่ง เธอถามขึ้นว่า “ในเมื่อเราจะขายหนังสือที่เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ตั้งชื่อว่า ‘ร้านหนังสือเดินทาง’ เลยหล่ะ?”
ใช่! “ร้านหนังสือเดินทาง”
ปรากฏว่าหลังจากได้ยินคำพูดของโยทุกคนก็เฮออกมาทันทีและเห็นด้วยอย่างฉับพลัน ทั้งชื่อทั้งความหมายนั้นไม่มีใครโต้แย้งเลย เมื่อได้ชื่อไทยแล้วเลยพากันไปไกลถึงขึ้นคิดชื่อภาษาอังกฤษและออกแบบโลโก้ คราวนี้ง่ายหน่อย ใครคนหนึ่งบอกว่าล้อไปเลย “หนังสือเดินทาง” ภาษาไทย ภาษาอังกฤษก็ “Passport” ทำให้รู้สึกให้ได้ว่า Passport มีความจำเป็นต่อการเดินทางอย่างไร ร้านของเราก็จำเป็นต่อการเดินทางอย่างนั้น แล้วก็เอา Passport จริงๆนั่นแหละเป็นโลโก้ แปะตราครุฑไว้ตรงกลางส่วนข้างล่างก็มีคำว่าหนังสือเดินทางและ PASSPORT ใช้สีและตัวหนังสือให้เหมือนรับรองว่าเจ๋ง!
เจ๋งไม่เจ๋งไม่รู้... ปิ๊งนั้นปิ๊งอยู่แต่ถ้าให้เอาโลโก้แบบนี้ดูจะเสี่ยงไปหน่อยมันเลยไม่ได้รับการอนุมัติ
เกี่ยวกับโลโก้นี้วันต่อมาหนุ่มเอาไปจัดการ จากความรู้สึกลึกๆและจากสิ่งที่ได้คุยกันเขามีไอเดียแล้ว คืนนั้นเมื่อต่างคนต่างกลับบ้านหนุ่มนั่งลงกับโต๊ะแล้ววาด วาดครั้งเดียวม้วนเดียวจบ เขาวาดรูปผู้ชายกำลังแบกเป้ มือข้างหนึ่งถือหนังสือคล้ายกำลังตรวจสอบข้อมูล ส่วนอีกมือยื่นไปจับมือของเด็กคนหนึ่งไว้ ในความรู้สึกของเขาชายคนนี้เป็นพี่ส่วนเด็กนั้นเป็นน้องไม่ใช่พ่อกับลูกอย่างที่ต่อมาบางคนเข้าใจ เพื่อให้รู้ว่าเป็นน้องหนุ่มเลยให้เด็กถือตุ๊กตาหมีไว้อีกตัว หนุ่มเอาทั้งหมดผสมกัน เอาคำว่า “หนังสือเดินทาง” ไว้ด้านบน แล้วเขียนคำว่า “PASSPORT” ไว้ข้างล่างจากนั้นจึงเอารูปผู้ชายกับเด็กที่ว่าต่อท้ายเท่านี้ก็เสร็จ วันต่อมาเมื่อเอาไปขอความเห็นจากคนอื่นปรากฏว่าทุกคนเห็นด้วย มันเลยเรียบร้อยไปหนึ่งอย่าง
เมื่อได้ชื่อแล้วทุกอย่างก็คืบหน้าไปเยอะ
แม้ยังห่างไกลคำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าหลังจากปิดมาพักใหญ่เมื่อใกล้สิ้นเดือนธันวาคมตึกเก่าตรงหัวโค้งถนนพระอาทิตย์ก็เปิดให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง หลายสายตามองมาด้วยความสงสัยและอยากรู้ ในแง่โครงสร้างบัดนี้ประตูสีเขียวได้เปลี่ยนเป็นสีขาว ชั้นล่างมีเคาน์เตอร์ตัวหนึ่งมาวางไว้ ส่วนชั้นบนก็มีการทาสี เดินไฟใหม่ทั้งยังเปิดส่วนที่เป็นหน้าต่างออกเพื่อให้เห็นป้อมพระสุเมรุ ช่างได้ทำหน้าที่ของเขาแล้วและจากไปแล้ว เวลาเดียวกันโยได้เอาเอกสารไปจดทะเบียนการค้าและเริ่มมีหนังสือบางส่วนมาส่งแล้วเช่นกัน ตอนที่วันหยุดปลายปีมาถึงนั้นแน่นอนว่าพวกเขายังคงวุ่นวาย ทว่าทุกอย่างก็ค่อยๆรวมกันแล้วก่อให้เกิดอารมณ์ของร้านหนังสือได้ในไม่ช้า พวกเขาไปตัดสติกเตอร์ทำชื่อร้านแล้วและหนุ่มก็ปีนเอามันไปติดบนกระจกหน้าร้านแล้ว พวกเขาไปสั่งทำโต๊ะกับเก้าอี้ที่ตลาดนัดจตุจักรไว้และก็ได้แล้วเช่นกัน นี่ยังไม่นับว่าในที่สุดแม้เวลาจะน้อยนิดแต่พวกเขาก็หาที่เรียนทำกาแฟจนได้ ทั้งยังซื้อเครื่องและอุปกรณ์แล้วด้วย
สิ่งเดียวที่ยังไม่ทำก็เห็นจะมีแต่การย้ายที่อยู่ของหนุ่ม
สิ่งนี้เกิดขึ้นเอาในวันสุดท้ายของปี พวกเขารอจนเรื่องอื่นๆไม่เร่งด่วนแล้วจึงจัดการ อันที่จริงสัมภาระของหนุ่มนั้นไม่ถือว่ามาก หากไม่นับคอมพิวเตอร์หนึ่งชุด กีตาร์หนึ่งตัวที่เหลือก็เป็นเสื้อผ้ากับหนังสือ เพียงแต่หนังสือนั้นมีหลายเล่มและหนักอยู่สักหน่อยโยเลยต้องช่วย
พวกเขาขนกันสองคน สองสามรอบก็หมด รถนิสสันบลูเบิร์ดแวนสีขาวคันเดิมทำหน้าที่ของมันอีก คราวนี้มันพาหนุ่มมายังถนนพระอาทิตย์ด้วยเงื่อนไขที่จะไม่กลับไปยังห้องพักแถวบางพลัดแล้ว เมื่อมาถึงร้านนั้นพวกเขาเอาคอมพิวเตอร์ไว้ชั้นล่าง ส่วนข้าวของทุกอย่างถูกขนขึ้นไปไว้ชั้นสองในห้องที่อยู่ด้านหลัง
ห้องนั้นเล็กนิดเดียว แม้สัมภาระจะไม่เยอะแต่เมื่อใส่เข้าไปก็แทบจะเต็มในทันที ด้วยความเป็นห่วง พ่อและน้องชายของโยมาช่วยต่อชั้นให้เลยทำให้มีที่วางของมากขึ้นอีกหน่อย โยเองก็ดูเป็นกังวล เมื่อขนของเสร็จ วันนั้นก่อนกลับบ้านเธอปูฟูกขนาดพอดีตัวไว้หนึ่งผืน ความตั้งใจคือไว้ให้หนุ่มนอน
แต่หนุ่มเองดูจะไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้เลย ถึงใส่ใจก็ดูจะน้อยมาก ในใจเขาเหมือนกำลังคุร่นคิด ใคร่ครวญ เฝ้ารอสิ่งที่กำลังจะมาถึงอยู่มากกว่า
สิ้นปีนั้น... นี่เป็นคืนแรกและครั้งแรกในชีวิตของเขาที่นอนในร้านหนังสือ
มันอาจยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่ารู้สึกอย่างไร แต่ในห้องขนาด 3×3 เมตรที่อัดแน่นไปด้วยสัมภาระ ทั้งยังไม่คุ้นชินและแปลกตา ค่ำคืนนั้นบนฟูกเล็กๆหนุ่มนอนลืมตาโพรง
เขาย้ายที่อยู่มาแล้วหลายครั้งแต่ครั้งนี้ดูจะแตกต่างจากครั้งอื่นโดยสิ้นเชิง เลยจากห้องที่เขานอนนั้นคือห้องใหญ่ซึ่งค่ำคืนนั้นแสงไฟจากริมถนนสาดเข้ามาถึงกลางห้อง ด้านหนึ่งของหน้าต่างหากมองออกไปจะเห็นป้อมพระสุเมรุ แล้วก็สวน
สวนที่เมื่อกลางวันนกกาเหว่ายังส่งเสียงร้อง ต้นโพธิ์ทิ้งใบสีเหลืองลงสู่พื้นเพื่อผ่านพ้นฤดูหนาว ดอกลำพูจำนวนหนึ่งยังคงแตกดอกเผยให้เห็นพู่เกสรขาวสะอาด หนุ่มใช้ชีวิตอยู่ในร้านหนังสือมาตั้งแต่บัดนั้น.

