ร้านหนังสือเปลี่ยนชีวิต!

1.

“แต่เมื่อคิดกันในแง่ความเป็นคน (ซึ่งผมชอบคำนี้มากกว่าคำว่า “ปัจเจกชน”) แม้มีกันสองคนก็จริงแต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องเห็นเหมือนกันเสมอ ความจริงสิ่งที่คิดกันวันนั้นอาจไม่ใช่แค่หาลู่ทางทำกิน เพราะถ้าถามว่ามีใครเข้าใจโครงสร้างหรือเห็นช่องว่างทางธุรกิจหนังสืออยู่ก่อนแล้วบ้าง? คำตอบคือ ”ไม่”

“บางที มันอาจเป็นการพยายามทำชีวิตต่างหาก หากว่าไม่ถือเป็นการกล่าวเกินไป”

“เมื่อเป็นเรื่องของชีวิตต่างคนจึงต่างมีสิทธิถอย ล้มเลิก ไม่ร่วมด้วย จนกระทั่งสามารถเลือกเส้นทางอื่นได้ หากพบว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่เป็น หรือไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ”

“แต่ก็อย่างที่เห็น….”

“โชคดีอยู่ที่เราผ่านโลกมาด้วยกันแล้วระดับหนึ่ง และยังใฝ่ฝันที่จะเห็นวันข้างหน้าเป็นแบบนั้น”

“ตอนที่เขียนสิ่งที่แต่ละคนต้องการออกมาเป็นข้อๆผมเลยรู้สึกว่านี่เป็นขั้นตอนที่ทั้งสำคัญและจำเป็น”

“มันคล้ายพวกเราได้ปรับเข็มทิศและกำหนดปลายทาง’’

“เพราะหากเป็นการเดินทาง เราก็เหมือนกำลังเตรียมตัวเดินทางครั้งใหญ่ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินทางไกลแล้วเมื่อไหร่หมดสนุกก็ใช่จะยกมือแล้วขอเดินออกเอาเฉยๆ ซ้ำร้าย!...หากไปไม่ถึงปลายทางยังอาจสูญเสียอะไรไปมากมาย (วัยหนุ่ม วัยสาว เป็นอาทิ)ที่คงไม่สามารถเรียกคืนมาได้ในภายหลัง การได้ตรึกตรองสิ่งที่ต้องการออกมาอย่างจริงจังจึงคล้ายเป็นการสำรวจเพื่อวางแผนผังอย่างรอบคอบ”

“มาจากไหน? จะไปไหน? ไปอย่างไรและไปทำไม? เท่าที่คิดออก ผมว่าเราได้ทำแล้วในการเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ฯลฯ”

หากต้องนั่งลงแล้วบอกใครซักคนว่าสิ่งสำคัญสุดในการทำร้านหนังสือนั้นคืออะไร? หนุ่มคิดว่าเขาคงบอกใครคนนั้นไปอย่างนี้

ความจริง “ใจ” และ “ความจริงใจ” คงสำคัญในทุกอย่าง!

ทั้งใจเราและใจคนอื่น หากให้ใจเสียแต่แรกที่ว่าไกลก็อาจใกล้ ที่ว่าหนักก็ต้านไหวทนไหว เนื่องเพราะใจมันสู้เสียแล้ว ให้ใจกับมันตั้งแต่แรกเสียแล้ว

ก็อย่างที่รู้กัน การจะทำอะไรซักอย่างในชีวิตคนจะให้ลงมือทำก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าทำแล้วประสบความสำเร็จแน่นอนนั้นใช่จะเป็นได้เสมอ บางทีพร้อมอยู่แค่กึ่งหรือครึ่งหนึ่งก็พอหากว่านั่นคือครั้งเดียวที่โอกาสเดินทางมา เลยจากนี้ค่อยใช้ขันติ วิริยะ พัฒนาตัวเองเอาจากสถานการณ์จริง

ขออย่างเดียวในกึ่งหนึ่งหรือครึ่งหนึ่งของความพร้อมที่มีอยู่…มีใจอยู่ด้วยหรือเปล่า “สู้หรือเปล่าวะ?” ตรงนี้แหละที่หนุ่มจับเอาเป็นหัวใจ

หนุ่มนั้นคุยกับตัวเองแล้ว และคุยกับโยแล้ว

คุยกับอดีต พูดถึงอนาคต แม้ความคิดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามอากาศและกาลเวลา แต่บัดนี้ถือว่าทั้งสองมองไปทิศเดียวกัน ภาพที่เห็นเป็นภาพเดียวกัน เมื่อให้ใจกับมันถึงขนาดนี้ยังไงเสียพวกเขาคงทำร้านหนังสือแน่

ทว่า...เพียงแค่นี้ยังไม่พอ!

ที่ไม่พอเพราะหลังจากคุยกันเองจบพวกเขาก็รู้ว่ายังมีอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องจัดการ หากตัดถนนก็คงมาถึงขั้นที่ต้องขุดไม้ใหญ่ เป็นเรไรจักจั่นก็มาถึงวันที่มันกำลังเจ็บปวดกับการปริแตกของผิวกาย จะลอกคราบไปมีชีวิตที่ปรอดโปร่งกว่าได้หรือไม่ ล้วนต้องผ่านกระบวนการนี้ก่อน

อย่างไม่ควรถามและอย่างไม่ต้องถาม บัดนี้หนุ่มรู้แล้วว่าถึงเวลาที่เขาต้องไปบ้านโย

บ้านของโยที่ตั้งแต่รู้จักกันมาเขาไม่เคยไป และความจริงก็ไม่ควรมีสิทธิไป เพียงแต่วันนี้ไม่ไปไม่ได้

ไม่ไปก็ไม่ได้ทำร้าน

แต่ถึงไป...ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำ! ขณะเตรียมพร้อมทางความรู้สึก ในช่วงระยะสั้นๆหนุ่มไม่คิดเหมือนกันว่าการจะทำร้านหนังสือนั้นกลับกลายเป็นจุดที่ทำให้ต้องทำทุกอย่าง มันไม่ใช่แค่การทำร้านหนังสือแล้วแต่มันเป็นการทำชีวิตด้วยจริงๆ ใจหนึ่งเขารู้ถึงความจำเป็นของการไปบ้านโยดี แม้ไม่ได้ต้องการให้พ่อแม่หรือพี่น้องคนใดต้องลำบากด้วยการยื่นความช่วยเหลือเข้ามาแต่เมื่อยังไม่รู้ว่าอนาคตจะต้องเจออะไรบ้างการไปขออนุญาตและบอกให้ผู้หลักผู้ใหญ่ทราบเสียก่อนก็ดูจะมีประโยชน์อยู่ แต่ก็นั่นแหละ...อีกด้านของความคิดเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำสั่งในครั้งเก่า คำสั่งอาญาสิทธิที่ตลอดมาทำให้การมีอยู่ของเขากลายเป็นอากาศธาตุไป การไปบ้านโยจะเป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัวหรือโดนยิงนัดเดียวตายสองครั้งกันแน่เขาก็ไม่รู้ คนที่ไม่เจอกันมาหกปีด้วยเงื่อนไขเช่นนี้เมื่อเจอกันอีกต้องทำตัวอย่างไรนั้นเขาก็ไม่ทราบอีกเช่นกัน

“ถ้าคำสั่งเมื่อหลายปีก่อนยังถือเป็นเรื่องจริงจังอยู่หล่ะ?” โอ้ย!...คิดแค่นี้เขาก็สะท้านแล้ว


 

2.

แล้วมันก็แค่วันถัดมาเท่านั้นเอง

แค่วันถัดมาเท่านั้นเองที่หนุ่มต้องเผชิญกับสิ่งนี้ มันเป็นสิ่งที่ดี จำเป็นและสำคัญ เพียงแต่มันดูเร่งรีบอย่างไรบอกไม่ถูก

แต่ก็นั่นแหล่ะถ้าไม่ใช่เพราะความคิดที่จะทำร้านหนังสือเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จึงจะกล้าพอ เหตุการณ์เยี่ยงนี้พลอยทำให้เขานึกถึงเรื่องราวของเพื่อนคนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน เพื่อนรุ่นน้องของเขาบางคนอยากลองเปิดร้านขายลูกชิ้นปลาเพราะรู้มาว่าพ่อของแฟนสาวมีสูตรผลิตลูกชิ้นทำเองที่อร่อยนัก หนุ่มเคยถามว่าแล้วทำไมไม่ไปขอพ่อแม่เขา? คำตอบของเพื่อนหนุ่มก็คือความสัมพันธ์ของพวกเขายังไปได้ไม่กี่ขั้น การไปรู้จักพ่อแม่ของอีกฝ่ายนั้นยังไม่ถึงเวลา

มองโลกในแง่จริง เหตุการณ์แบบนี้คล้ายจะบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวนั้นมีขั้นและมีตอน

เจอกัน ทำความรู้จัก คบหา ไปด้วยกันไม่ได้ก็ล้มเลิกก่อนจะเริ่มต้นอีกครั้งกับใครคนใหม่ ต่อเมื่อรับกันได้และเข้าใจกันจริงนั่นแหละจึงค่อยหาโอกาสแนะนำให้พ่อแม่ได้รู้จักหน้าค่าตา

แต่หนุ่มนั้น เขาเคยเจอพ่อแม่ของโยมาแล้วหนึ่งครั้ง และครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งที่สอง

สายวันนั้น โยออกมาพบกับเขาก่อนแล้วกลับเข้าบ้านไปพร้อมกัน

จากสะพานพุทธ ถึงวงเวียนใหญ่แล้วตัดออกเพชรเกษม รถนิสสันบลูเบิร์ดแวนสีขาวแล่นไปอย่างช้าๆ โยอยู่หลังพวงมาลัย หนุ่มนั่งอยู่ใกล้ๆ หนุ่มนั้นพูดน้อยอยู่แล้วเป็นทุนแต่ดูเหมือนวันนี้โยจะถนอมคำพูดด้วยอีกคน แม้จะเคยเจอพ่อแม่โยแล้วและแม้บริบทเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้วแต่สถานการณ์เยี่ยงนี้ก็ดูจะทำให้หนุ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก

“โยเล่าเรื่องหนุ่มแล้ว และบอกด้วยว่าเราจะทำร้านหนังสือ ปะป๋าดีใจนะที่จะได้เจอหนุ่มอีก!” โยเอ่ยขึ้น ณ ช่วงหนึ่ง ใบหน้ายิ้มเล็กน้อยความตั้งใจคงอยากให้ความกังวลของหนุ่มจางหาย

หนุ่มเงียบ

“ปีสองปีที่ผ่านมา ปะป๋าถามถึงหนุ่มหลายครั้ง เหมือนเขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจกับเรื่องในอดีต เพียงแต่ตอนนั้นโยยังไม่อยากบอกอะไร” โยว่าต่อ หนุ่มพยักหน้าแทนการรับทราบทว่าก็ยังปราศจากคำพูด

หนุ่มนั้นอันที่จริงเขาก็พอรู้อยู่ว่าความรู้สึกที่พ่อของโยเคยมีต่อเขาเปลี่ยนไป เหตุเพราะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างโยมักเล่าให้เขาฟังเสมอ เขารู้แม้กระทั่งว่าช่วงหนึ่งเมื่อโยอายุมากขึ้นทุกวัน อาจเพราะห่วงและคิดไปว่าลูกจะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนชีวิตพ่อของโยเคยพยายามแนะนำชายหนุ่มซึ่งดูดีมีอนาคตสองสามคนให้โยรู้จัก แน่นอน! สิ่งนี้ถูกทำลงไปบนห่วงใยของความรัก แต่เมื่อให้รู้จักโยก็แค่รู้จักและหยุดมันไว้ตรงนั้น จากนั้นก็ทำตัวเหมือนไม่สนใจใครเช่นเดิมทั้งที่ในความคิดของผู้เป็นพ่อเป็นแม่อาจมองว่าเมื่อโตแล้ว มีงานมีการทำแล้ว ก็น่าจะลองคบใครได้แล้ว

หนุ่มคิดว่าบางทีอาจเพราะโยไม่เคยแสดงออกว่าเธอจะสนใจใคร สิ่งนี้จึงทำให้เขาถูกนึกถึงขึ้นมา

และยิ่งเมื่อโยเปิดเผยทีหลังว่าความจริงเธอกับเขายังมีไมตรีกันอยู่ เป็นไปได้ว่าการที่พวกเขาคบกันแต่โยไม่เคยแสดงออกให้ที่บ้านรู้เลยว่าคบกันอยู่มาเป็นเวลาหลายปีนั้น เมื่อมีส่วนในสถานการณ์นี้ด้วยหลังจากรับรู้ว่าลูกผ่านคืนวันเหล่านี้มาด้วยความพยายามและด้วยความอดทน บางทีคนเป็นพ่อก็จำต้องเปลี่ยนแปลง

ไม่แน่…ทุกข์ระทมที่สุดของพ่อแม่อาจไม่มีอะไรเกินกว่าการที่รับรู้ว่าลูกกำลังมีความทุกข์อยู่ก็เป็นได้

ไม่แน่!..ณ เวลาอันเหมาะสม เมื่อคนที่เรารักได้เลือกแล้วและกาลเวลาได้พิสูจน์แล้ว เราที่เหลือก็อาจต้องเลือกรับไว้แต่สิ่งดีๆ อดีตแม้จะนึกถึงได้แต่เมื่อไม่ยังให้เกิดประโยชน์อันใดอย่างเดียวที่ควรทำก็คือเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักความทรงจำแล้วจับมันขังลืม การพูดถึงมันอีกอาจกลายเป็นสิ่งไม่ควร เหล่านี้คือความคิดของหนุ่ม ความคิดที่ขณะเดินทางไปบ้านโยอยู่นี้เขาอยากให้มันเป็นอย่างนี้เสียจริงๆ

รถสีขาวยังแล่นไปเรื่อยๆ

เมื่อเลยตลาดบางแค มันชะลอเล็กน้อยแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเพชรเกษมซอย 40 กว่าๆ เลี้ยวเสร็จโยก็หันมาบอกกับหนุ่มว่าอีกแป๊บเดียวก็ถึง

“วันนี้ที่บ้านโยมีอยู่กันกี่คน?” จากที่เงียบมาตลอดจู่ๆหนุ่มก็ถามขึ้นมาคำหนึ่ง

แทนคำตอบ...โยหยุดรถตรงประตูสีเขียวของบ้านบางหลัง เสียงจอดรถและเสียงคนเดินมาเปิดประตูกำลังนำหนุ่มไปสู่ความจริง


 

3.

“บ้าน” หนุ่มแทบจะเอ่ยคำนี้ขึ้นมาเมื่อประตูเปิดออก

ทันทีที่ประตูเปิดออกเขาพลันรู้สึกว่าอีกเหตุผลที่วันนี้อาจทำให้เขาไม่เป็นตัวของตัวเองนักก็เห็นจะเป็นบ้านนี่แหละ

ก่อนหน้านี้โยมักเล่าให้เขาฟังเสมอว่าบ้านของเธอนั้นแม้จะเข้มงวดบ้าง (บ้างที่ว่านี้หมายถึงหนึ่งทุ่มทุกคนต้องกลับมากินข้าวพร้อมกันซึ่งที่ผ่านมาทำให้โยกินข้าวค่ำสองครั้งโดยกินกับเขาก่อนแล้วกลับมากินที่บ้านอีกตลอดมานั้น)แต่ก็เป็นบ้านที่แสนอบอุ่น ถ้อยคำของโยทำให้เขานึกถึงบ้านตัวเองและพบว่ามันเป็นครอบครัวดาวกระจาย จะว่าไปตั้งแต่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคใต้เขาแทบไม่เคยไปบ้านใครในกรุงเทพเลยด้วยซ้ำ จินตนาการถึงความเป็นบ้านของเขาดูจะเหลือน้อยเต็มทน กับชีวิตที่ผูกมันไว้กับหอพักนักศึกษาและอพาร์ตเมนท์มาตลอด เขายังคิดเลยว่าถ้าได้ทำร้านหนังสือจริงจะย้ายข้าวของมาไว้ที่ชั้นสอง เอาชั้นสองของร้านนี่แหละเป็นบ้าน ส่วนเรื่องบอกให้ที่ปักษ์ใต้รู้นั้นเขาว่าไม่เป็นไร ให้ทำร้านไปซักปีก่อนแล้วค่อยบอกให้ทราบว่ามีร้านหนังสือแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาซึ่งต่อมาเขาก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ด้วยเหตุของความต่างดังกล่าว ด้วยผลของความไม่คุ้นเคยดังกล่าวในวันที่ประตูบ้านของโยเปิดออกสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขาวางตัวไม่ถูก ยืนตรงไหนก็ดูจะเกะกะไปเสียหมด

ผู้ที่มาเปิดประตูให้เป็นผู้ชายผิวขาววัย 50 กว่าๆ และเป็นปะป๋าของโย

วูบ... ใช่! วินาทีนั้นหนุ่มพลันรู้สึกวูบขึ้นที่ใบหน้า

เขารีบยกมือขึ้นไหว้ แต่กลับพบว่าปลายนิ้วมือนั้นชาไปก่อนแล้ว เขาทำตัวไม่ถูกขึ้นมาจริงๆ มันน่าสงสัยเหมือนกันว่าในสถานการณ์อย่างนี้ผู้ชายคนอื่นจะมีวิธีจัดการกับมันอย่างไร แต่นาทีนี้สำหรับเขา...หัวใจคล้ายหยุดเต้นไปตั้งแต่ก่อนก้าวลงจากรถ เขารู้สึกเบาหวิวและลืมเรื่องทำร้านหนังสือไปชั่วขณะ ที่คิดอยู่ก็แค่ว่าอะไรก็ได้เกิดขึ้นมาสักอย่างเถอะ สภาพที่ว่าจะได้จบสิ้นเสียที

“สวัสดีครับหนุ่ม เป็นอย่างไรบ้าง?” แล้วสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้น พ่อของโยส่งเสียงทักแล้วเดินมาจับมือเขาไว้

มือต่อมือจับกัน กระชับแน่น พิจารณา และเนิ่นนาน เหมือนครั้งนั้นเมื่อหลายปีก่อน

ช่วงขณะที่มือจับกันอยู่พลันปราศจากคำพูด

หนุ่มนั้นพูดอะไรไม่ออกอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่คิดว่าพ่อของโยจะเงียบไปด้วย ความเงียบช่วยดึงความรู้สึกมายังมือที่สัมผัสกันและช่วยนำสติกลับมาบ้าง สองมือสัมผัสกันเหมือนก่อนก็จริงแต่หนุ่มพลันรู้สึกว่าบาง

อย่างเปลี่ยนไป เขาคิดว่าเห็นบางสิ่งในดวงตาของพ่อโย เขาไม่อยากจะคิดว่าเห็นรอยยิ้มของความดีใจ แต่เขาก็เชื่อว่ามันเป็นอะไรทำนองนั้น ทว่าในรอยยิ้มนั้นเขากลับรู้สึกว่าเห็นตะกอนก้อนหนึ่งด้วย มันไม่ใช่ตะกอนของการขออภัยเพราะเขาคิดว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีใครทำอะไรผิด ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัว เจ้าก้อนตะกอนที่ว่ากำลังทำให้เจ้าของรอยยิ้มไม่สามารถยิ้มได้อย่างเต็มความรู้สึกนัก หนุ่มคิดว่าเขาสัมผัสได้ว่าในดวงตาคู่ที่มีรอยยิ้มยังมีตะกอนก้อนนี้อยู่ บางทีเจ้าของดวงตาอาจกำจัดมันไปแล้วแต่ยังลืมมันไม่ได้

“ไป! เข้าบ้านๆไปกินข้าวกัน” แล้วความเงียบก็ถูกทำลายเมื่อพ่อของโยเอ่ยอีกถ้อยคำขึ้นในอึดใจต่อมา

หนุ่มถอดรองเท้าแล้วเดินตามไปอย่างเก้ๆกังๆ

เขารู้สึกโปรดโปร่งขึ้นแต่ก็ยังไม่สบายใจนัก เขาเดินตามเข้าไปจนถึงด้านในซึ่งเป็นห้องครัวขนาดกะทัดรัด ตรงนั้นโต๊ะทานข้าวทรงกลมตัวใหญ่ตัวหนึ่งวางเต็มกลางห้อง โยกับน้องๆสองคนกำลังช่วยคุณแม่ของพวกเธอจัดการเรื่องอาหาร หนุ่มถูกบอกให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เสียงหนึ่งดังขึ้นว่าวันนี้มีกับข้าวบางอย่างถูกปรุงขึ้นมาให้มีรสชาติจัดจ้านเพื่อเขาเป็นพิเศษ ทุกคนนั่งลงกินข้าวด้วยกัน โย พ่อ แม่ และน้องๆของเธอ หนุ่มถูกปฏิบัติราวกับเป็นใครคนหนึ่งในครอบครัว

10 นาทีแรกบนโต๊ะหนุ่มคิดว่าบรรยากาศช่างชวนอึดอัด

เขาแทบไม่รู้สึกถึงรสชาติอันใด ในใจหวาดกลัวอยู่แค่ว่าเมื่อไหร่จะมีใครเอ่ยถึงเรื่องนั้น

20 นาทีจากนั้น หนุ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา

30 นาทีต่อมา ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นเช่นเคย ตรงข้าม..เริ่มมีเสียงหัวเราะ วินาทีนี้หนุ่มสังเกตเห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าพ่อของโยกลายเป็นยิ้มเต็มอิ่ม เต็มดวงตาและเต็มความรู้สึก เขาเริ่มเชื่อว่าบริบทเปลี่ยนไปแล้ว สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว คล้ายแน่นอนแล้วว่าเรื่องที่เขาหวาดกลัวได้ถูกจัดอยู่ในหมวดของสิ่งที่ไม่ควรเอามาพูดถึง

ครั้นครึ่งชั่วโมงผ่าน หนุ่มก็มั่นใจว่าวันนี้คงกลายเป็นวันที่เขาต้องจำมันตลอดไปอีกวันหนึ่ง

พอเสร็จสิ้นเรื่องอาหารเขากับโยก็ช่วยกันเล่าเรื่องร้านหนังสือ เล่าขั้นตอน เงื่อนไข และสิ่งต่อไปที่ต้องทำ พ่อของโยก็อยู่ตรงนั้น แม่ของโยและน้องๆก็อยู่ตรงนั้นแต่ปรากฏว่าไม่มีใครสักคนส่งเสียงห้ามหรือทักท้วง มีสอบถามรายละเอียดบ้างก็ดูจะเพราะห่วงใย หนุ่มพลันใจชื้นขึ้นมาเป็นกองและเชื่อสนิทว่าอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

ตอนที่จะลากลับนั้นหนุ่มรู้สึกราวยกภูเขาออกจากอก

แม้ตอนที่ลากลับพ่อของโยยังเดินมาจับมือเขาพร้อมกับเอ่ยอีกถ้อยคำหนึ่งเป็นการทิ้งท้าย “อย่าได้คิดว่าเป็นคนอื่นคนไกล อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมาเลย” พ่อของโยเอ่ยขึ้น กระชับมือเขาไว้แน่น แล้วจากกัน

“วันนั้นเขาทำหน้าที่ของเขา วันนี้เขาก็ทำหน้าที่ของเขาแล้วเหมือนกัน” โยพูดถึงพ่อของเธอขณะขับรถออกกันมาจากซอย หนุ่มเห็นด้วยอย่างยิ่ง และไม่ได้มีอะไรโต้แย้งเลย

“จบกันเสียที เรื่องยากที่สุดจบสิ้นเสียที” บัดนี้หนุ่มคิดว่าในใจเขาโปร่ง โล่ง อย่างบอกไม่ถูกและคิดว่าในใจโยคงเหมือนกัน

กับหกปีที่ผ่าน เขาพบว่าการไปถึงปลายทางนั้นมีความหมายอย่างนี้นี่เอง มันคล้ายจู่ๆก็ได้ออกมาจากถ้ำแล้วเดินย่ำไปบนทุ่งกว้าง ทั้งต่อชีวิตและต่อร้านหนังสือหนังสือที่คิดจะทำเขาคิดว่ามันแสนวิเศษที่สามารถมีทางออกให้ทั้งสองอย่างในครั้งเดียว นึกกลับไป เขาว่าไม่แปลกหรอกที่ก่อนนี้เขาเป็นกังวลเพราะหากเขายังถูกห้ามเหมือนเดิมทุกอย่างก็จบ ซึ่งหมายความว่าจบทุกอย่าง

หรือหากคบหากับโยได้ แต่ห้ามทำร้านหนังสือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจัดการมันอย่างไร จริงแล้วเขาไม่ได้คาดหวังไปไกลหรือต้องการให้ใครมาช่วยเหลือ แค่การที่คนใกล้ตัวไม่ว่า แค่นั้นก็น่ายินดีแล้ว เขาคิดว่าการฝืนทำอะไรลงไปแต่ถูกบั่นถอนกำลังใจจากคนที่เรารักคงไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ถ้าเป็นอย่างนั้นเดินไปข้างหน้าก็ลำบาก ย่ำอยู่กับที่ก็ฝืนใจตัวเอง ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อใครเลย

“อย่าได้คิดว่าเป็นคนอื่นคนไกล อยากให้ช่วยอะไรก็บอกมา” หนุ่มนึกคำที่พ่อของโยเพิ่งพูดกับเขาแล้วก็นึกขอบคุณที่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นอีกด้าน เขานึกเล่นๆเอาว่าทั้งที่ไม่ได้ทำร้านหนังสือเลยแต่เหมือนเขาจะได้กำไรแล้วด้วยซ้ำ

ขากลับจากบ้านโยวันนั้นเหมือนเขาจะเจอแต่ไฟเขียวอย่างเดียว.