แล้วจะเริ่มต้นด้วยความรู้ หรือเริ่มต้นด้วยความรัก?

1.

ความทรงจำยังฝังแน่นในความรู้สึก

เช้าหนึ่งเมื่อสิบสองปีก่อน เขาตื่นขึ้นมาแล้วหยิบปึกจดหมายที่เก็บใส่กล่องยัดไว้ในตู้เสื้อผ้าออกมาอ่านอีกหน การได้อ่านตอนเช้าทำให้เขาสดใสอยู่บ้าง เขาอ่านช้าๆตรงริมระเบียง อ่านทีละฉบับราวกับไม่เคยได้อ่านมาก่อน เพียงแต่ครั้งนี้พออ่านจบเขาก็ฉีก

เขาฉีกมันออกเป็นสองส่วน เป็นสี่ส่วน เป็นแปดส่วน เป็นสิบหกส่วน เขาฉีกมันช้าๆเหมือนกับตอนที่อ่าน เขาฉีกจนไม่สามารถฉีกต่อไปได้ ตอนที่ค่อยๆฉีกนั้น เขารู้ตัวดีว่าไม่ได้อยากลืมมัน และก็รู้ด้วยว่าไม่ได้โกรธเคืองใคร เพียงแต่เมื่อเพียงพอแล้วเขาก็คิดได้ว่าฟูมฟายไปก็เสียเวลาเปล่า... โศกเศร้าไปก็ไม่มีประโยชน์

แน่นอน! เขารู้อยู่หรอกว่าที่ผ่านมามันอาจเป็นเพียง Puppy Love อีกครั้ง

ต่างก็ตรงมันเป็นครั้งที่เกิดกับลูกหมาตัวโต และก็เป็นหมาที่เริ่มประสาโลกอยู่บ้าง มันจึงพอเป็นรูปเป็นร่างและมีเค้าลางให้แอบหวัง

มันเกิดขึ้นในชั้นเรียนขนาด 40 กว่าคนของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง

โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่หันหน้าออกทะเล และหันหลังพิงภูเขา

หนึ่งปีผ่านเด็กหนุ่มหลังห้องคนหนึ่งกลายเป็นคนที่มีผลการเรียนอยู่อันดับต้นๆของห้อง

หนึ่งปีผ่านเด็กสาวนัยตาคมที่เอาจริงเอาจังกับการเรียนอีกคน(แต่นั่งอยู่หน้าห้อง)เริ่มหันมายิ้มสดใสให้เด็กหนุ่มคนนั้น...ซึ่งโดยไม่รังเกียจถึงมิตรภาพ เด็กหนุ่มตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่วันต่อๆมาเมื่อมีชั่วโมงว่างพวกเขาจึงมักนั่งลงใกล้ๆ

เมื่อเพื่อนร่วมห้องต้องแลกกันตรวจการบ้านพวกเขารีบหาสมุดของอีกฟาก กาถูกในข้อที่ถูกและกาผิดในข้อที่ผิดแล้วแก้ไข(ตามที่ครูบอก) แอบเซ็นชื่อ แล้วเดินเอาไปให้ถึงโต๊ะ

ครั้นเมื่อครูประกาศผลสอบไม่ว่าจะได้คะแนนมากกว่าหรือน้อยกว่าเด็กสาวมักหันมาทางเด็กหนุ่มแล้วทำจมูกย่นๆเหมือนจะเชิดใส่ เพียงแต่ดวงตาของเธอหาเป็นอย่างนั้นไม่ มันกลับมียิ้มสดใสปรากฏอยู่

เด็กหนุ่มกับเด็กสาวเริ่มกลับจากโรงเรียนพร้อมกัน (เพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน)

บางวันก็แลกกระเป๋ากันถือ ผลัดกันจ่ายค่าตุ๊กๆสามบาทกันคนละครั้ง บางครั้งก็แกล้งนั่งให้เลยบ้านเสียเฉยๆ เช้าไหนที่เด็กหนุ่มไปแตะฟุตบอลเด็กสาวมักไปนั่งอยู่ริมสนาม เสาร์อาทิตย์เสร็จจากโรงเรียนกวดวิชาพวกเขาไปอ่านหนังสือต่อที่โรงเรียน บางทีก็ใส่เสื้อสีแดงมาชนกันอย่างไม่ตั้งใจ ฯลฯ

แม้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ทั้งสองก็เหมือนจะยินดีกับช่วงเวลาดังกล่าวไม่น้อย มันเป็นอย่างนี้จนหนึ่งปีผ่าน สองปีผ่าน กระทั่งจบการศึกษา ในวันที่ต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยพี่สาวของเด็กสาวยังขับรถมารับเด็กหนุ่มแล้วพาพวกเขาเดินทางไปสถานที่สอบพร้อมๆกัน

แต่ผลการสอบกลับทำให้ทั้งสองไกลจากกัน

ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาเลยในตอนต้น

ในยุคที่ E-Mail ยังไม่แพร่หลายและโทรศัพท์ไร้สายยังไม่ร่วมสมัย (นอกจากโทรศัพท์ทางไกล)พวกเขาแลกเปลี่ยนจดหมายกันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ จดหมายฉบับหนึ่งเดินทางไปจากท้องทุ่งรังสิตแหล่งพำนักของนักศึกษาปีหนึ่ง

อีกฉบับเดินทางมาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งอยู่เกือบใต้สุดของประเทศ

ข่าวคราวถูกส่งผ่านอยู่ไม่ขาด แต่ละสัปดาห์จดหมายถูกส่งไปมาอย่างกระตือรือร้นและเหมาะสมกับการรอคอยเสมอ ระหว่างนั้นเด็กหนุ่มหาโอกาสเดินทางลงไปหาเด็กสาวสองสามครั้ง บางครั้งเขาไปเจอเด็กสาวก่อนแล้วกลับบ้าน บางครั้งเขาไปหาเด็กสาวอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้แวะบ้านเลยก็เคยมี เด็กหนุ่มคิดเพียงว่านี่คือสิ่งที่เขาทำได้ และเมื่อทำได้ก็ควรทำ จากนั้นค่อยมาถามไถ่กันทางจดหมายอีกที

จดหมายหอบเอาความห่วงใยเดินทางไปมาอยู่เกือบปี

และคงจะเดินทางไปมาอยู่อย่างนั้นอีกนาน หากว่าวันหนึ่งจู่ๆจดหมายจากเด็กสาวจะไม่หายไปเฉยๆ

มันหายไปเฉยๆโดยที่ทีแรกเด็กหนุ่มคิดว่าคงแค่ล่าช้า ...แต่กลายเป็นว่าไม่มาอีกเลย

มันหายไปเฉยๆโดยที่เด็กหนุ่มคิดว่าคงมีคำร่ำลา หรืออธิบาย ...แต่กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเลย

ทุกอย่างสิ้นสุด

เงียบ หาย จบลงห้วนๆอย่างกับหักไม้ ไม่มีบทบรรยายหรือสนทนาใดๆเพิ่มเติมแม้แต่คำเดียว

อย่างปุถุชน เด็กหนุ่มเสียใจอยู่

ทว่าก็เพียงไม่กี่วัน และมันก็น้อยมากเมื่อเทียบกับการพยายามเข้าใจ ผิดพลาดตรงไหน? เขาพยายามหาคำตอบ

“เพราะเคยทำให้เธอร้องไห้หรือ?” เขานึกหาเหตุผลและก็นึกถึงครั้งหนึ่งที่น้ำตาเม็ดโป้งจากใบหน้าของเด็กสาวหยดลงบนปกหนังสือขณะอยู่บนรถตุ๊กๆ

“ใครทำผู้หญิงร้องให้ ชาติหน้าเกิดเป็นหมา” เขายังจำได้ถึงคำที่เธอตัดพ้อ

และจำได้ด้วยว่าตัวเองไม่อยากเป็นหมา ที่เคยคิดก็เพียงว่าคนสองคนเง้างอนกันบ้างคงไม่เป็นไร ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็คืนดีกันได้ทุกที หนำซ้ำตอนที่ข่าวคราวจากเด็กสาวเงียบหายก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกันแม้แต่น้อย เขาจึงคิดว่ามันน่าจะเพราะอะไรที่มากกว่านั้น

“หรือเพราะการที่เรานับถือศาสนาไม่เหมือนกัน?” เมื่อไม่เห็นจะมีอะไรสำคัญกว่า เด็กหนุ่มจึงนึกถึงสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ทั้งเขาและเด็กสาวต่างก็รู้ แต่ไม่เคยพูดถึง

ทว่าเขาก็กลับคิดว่าสิ่งนี้ไม่น่าจะใช่ปัญหาอีกเช่นกัน

แม้ยังไม่เคยนั่งลงแล้วคุยถึงมัน แต่เด็กหนุ่มก็เชื่อว่าเด็กสาวคงเคยคิด

คิด...เหมือนอย่างที่เขาคิด!

เขาคิดว่าทำไมคนต่างศาสนาจะยื่นไมตรีให้กันไม่ได้ เขาคิดว่านั้นมันติดตัวมากับบรรพบุรุษ เขาคิดว่าเขาเป็นพุทธที่ไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยการไหว้พระ เขาคิดว่าศาสนาต่างๆล้วนมีคำสอนที่สามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิต เขาว่าเขามีพื้นที่สำหรับทำความรู้จักกับหลักคิดที่เหลือ เขาเลยเชื่อว่าต้องมีทางออก และเขาก็มั่นใจว่ามันไม่น่าจะเป็นเงื่อนไข

ซึ่งเขาก็ดีใจที่เด็กสาวเองก็ไม่เคยแสดงออกว่ามันเป็นเงื่อนไข

สิ่งเดียวที่มีผลอยู่บ้างก็แค่ชั่วโมงพุทธศาสนาสมัยมัธยม ที่เขาต้องเข้าเรียนแต่เด็กสาวไม่ต้อง

“หรือเพราะตอนนั้นเรายังเด็ก?” เขาพยายามเต็มที่เพื่อนึกทบทวน

“หรือเพราะเวลาเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน ที่ผ่านมาเราคุยกันไม่พอ?” เขาเฝ้าใคร่ครวญถึงคำตอบ

“หรือเพราะเธอมีเงื่อนไขชีวิตมากกว่านั้น และเห็นว่าการเดินทางต่อไปร่วมกันไม่น่าเป็นไปได้” เขานั่งนิ่งๆและคิดคนเดียว

เขานั่งและคิดคนเดียวอยู่นานหลายวัน

แล้ววันหนึ่งจึงมีความเปลี่ยนแปลงเมื่อจู่ๆเขาก็นึกขึ้นได้ว่าควรรีบเศร้าแล้วรีบหาย เช้านั้นพอตื่นขึ้นมา เขาจึงเดินไปหยิบกล่องใส่จดหมายที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า จากนั้นจึงคว้าเก้าอี้เก่าๆออกไปนั่งตรงระเบียง

แล้วเขาก็เริ่มอ่านจดหมายทั้งหมดอีกรอบ อ่านทุกถ้อยคำช้าๆ ทีละฉบับ

พออ่านจบเขาก็ฉีก เขาฉีกมันช้าๆเหมือนกับตอนที่อ่าน เขาอ่านและฉีกอย่างต้องการเก็บมันไว้ให้ลึกและโดยไม่ต้องนึกถึงมันอีกต่อไป และก็เป็นชั่วขณะนี้เองที่เหมือนเขาจะรู้บ้างแล้วว่าทำไมเด็กสาวจึงหายไปเฉยๆ

“เมื่อคิดว่าพยายามเต็มที่แล้ว ไม่ใช่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่” เขาว่าที่ผ่านมามันเหมือนเวลาของการทำความรู้จัก

“ทุกคนมีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง” เขาว่าเด็กสาวคงมีเหตุผล เมื่อเธอค้นพบว่าเขาไม่ใช่ก็ต้องยอมรับ สิ่งที่เขาควรทำคือรีบลุกแล้วก้าวไปข้างหน้า

เช้านั้นเขาจึงไม่คิดว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการอ่านและฉีกจดหมายรักอย่างคนเจ้าน้ำตา

ตรงข้าม มันกลับเป็นการอ่านและฉีกจดหมายอย่างคนเจ้าอารมณ์ ต่างอยู่ก็ตรงที่เป็นอารมณ์ของคนซึ่งกำลังมีความสุขกับการได้หวนคิดถึงคืนวันดีๆอีกครั้ง นั่นก็เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าอย่างน้อยๆเขาก็เคยมีวันดีๆ แม้ตอนที่จดหมายฉบับสุดท้ายถูกฉีกและจับยัดใส่ถุงไปแล้วเขายังนึกถึงคืนวันเหล่านั้นอยู่นานสองนาน

“หากเกิดขึ้นมาอีก คงต้องดูแลให้ดีกว่าเก่า”

แล้วก็โดยไม่ได้รอคอย หรือคาดหวัง แต่ก็คงอย่างที่ธรรมชาติบอกว่าหลังฝนฟ้าจะใส หลังจากนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่เขาก็นึกอะไรขึ้นมา... เขานึกอะไรขึ้นมาแล้วบอกกับตัวเอง

“คงต้องดูแลมันให้ดีกว่าเก่าอย่างนั้นจริงๆ” เขาบอกกับตัวเองแล้วลุกขึ้น จากนั้นจึงเดินเอาถุงใส่เศษกระดาษที่เคยเป็นจดหมายไปทิ้งถังขยะ


 

2.

ตึกโบราณสองชั้นตรงหัวมุมถนนเรียงตัวต่อกันร่วมยี่สิบกว่าห้อง

หนุ่มกับโยยังคงนั่งมองอยู่ฝั่งตรงข้าม

คำถามที่พวกเขากำลังคิด และคิดว่าควรจะได้ยินความคิดของกันและกันคือ “ชีวิตจะหันหัวไปทางไหน?” “ชีวิตจะเปลี่ยนไปแบบไหนหากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เห็นอยู่นั่น?”

ริมถนน บนแนวกำแพงยกพื้นตีนป้อมพระสุเมรุ พวกเขานั่งนึกใคร่ครวญ

ลมเย็นปลายปียังคงโชยมา เสียงหัวเราะของผู้คนดังมาจากริมแม่น้ำและสนามหญ้า วันนั้น...ประตูของห้องแถวที่พวกเขาเฝ้ามองยังปิดอยู่เหมือนเดิม

ความจริง...มันควรจะปิดอยู่อย่างนั้น หากพวกเขาจะไม่คิดไปเปิดมันออก

ความจริง...ชีวิตก็ควรเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่นั้น หากพวกเขาจะไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้

เพราะเชื่อว่าเป็นไปได้ เลยอยากเปิดดู เมื่ออยากเปิดดูเลยต้องมานึกว่าตัวเองมีอะไรพอจะใช้แง้มบานประตูได้บ้าง

“ทั้งหมดนั้นมันเกี่ยวอะไรด้วยกับร้านหนังสือ?” หนุ่มคิด(ในใจ)ถึงเรื่องราวเหล่านั้น แล้วนึกถึงคำถามหนึ่ง

เขาคิดเหมือนกันว่าจะตอบอย่างไรหากมีใครถามเขาด้วยคำถามที่ว่า?

โชคดีที่ไม่มีใครถาม!

นั่นก็เพราะไม่เคยมีใครรับรู้เรื่องราวเหล่านี้(จริงๆ)มาก่อน

แน่นอน!....ความทรงจำครั้งนั้นยังฝังแน่นในความรู้สึกอย่างที่เขาตั้งใจ

นอกจากบอกตัวเองไว้ว่า ‘หากมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ คงต้องดูแลมันให้ดีกว่าเก่า’ วันนั้น หลังจากตื่นขึ้นมาอ่านและฉีกจดหมายในตอนเช้า เขายังได้บทสรุปหลายอย่างสำหรับกรณีของความรัก

เขาเห็นด้วยว่าแทนจะเป็นเท้าหลังเท้าหน้า คนสองคนควรเป็นเหมือนเท้าขวาและเท้าซ้าย

เป็นไม้สองต้นที่มีระยะห่าง แต่เติบโตด้วยกันใกล้ๆและไม่ได้งอกอยู่ใต้กิ่งใบของต้นใดต้นหนึ่ง

ทั้งควรจะเป็นหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง

เป็นหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองในความหมายที่รวมกันแล้วได้พลัง ไม่ใช่ลดทอนตัวเองด้วยการนั่งเง้างอนให้อีกฝ่ายเอาใจ

เขายังคิดว่าความรักน่าจะยืนยาวกว่านั้นได้หากทั้งสองจะไม่เสนอเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของตัว

นั่นหมายถึงว่าไม่ใช่ความประทับใจทางสายตา แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่าที่เป็นสายใยอันมั่นคง

แทนที่จะเลือกแสดงออกเฉพาะด้านดีด้านเดียว เขาจึงคิดว่าคนสองคนน่าจะได้เห็นกันในทุกแง่มุมของชีวิต

แง่มุมของชีวิตที่มี เหนื่อย หิว หาวนอน บางวัน(ยัง)ไม่ได้อาบน้ำ บางครั้งไม่มีเงิน ฯลฯ อย่างที่เป็นอยู่จริงๆ

นี่ไม่ได้หมายความว่าหนุ่มสาวทุกคู่ “ควร” หรือ “ต้อง” ลำบาก

เพียงแต่เขาไม่ใคร่เชื่อว่าการเลือกใส่ชุดสวยและพูดแต่คำไพเราะยามนัดเจอกันจะทำให้รู้จักกันลึกซึ้ง การได้ร่วมทนหิว ทนหนาวยามมีปัญหาต่างหาก น่าจะทำให้ต่างฝ่ายต่างค้นพบ “เธอ” และ”เขา” ที่แท้

การได้เดินทางร่วมกันนั้นเป็นวิธีหนึ่ง การลงมือทำอะไรร่วมกันก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งวิธี

ทนกันไม่ได้ก็จะได้เข้าใจ หากทนกันได้ ใครจะไปรู้!...บางทีมันอาจทำให้รักกันมากกว่าเก่า

“ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวอะไรด้วยกับร้านหนังสือ?” หนุ่มคิดอยู่เหมือนกันว่าจะตอบอย่างไรหากมีใครถามเขาด้วยคำถามที่ว่า


 

3.

วันหนึ่งเมื่อประเทศนี้มีร้านหนังสือเดินทางแล้ว และมีมาแล้วกว่าสามปี นักเขียนท่านหนึ่งซึ่งจากฝีมือ ผลงาน และวิถีชีวิตพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นนักเขียนพันเปอร์เซ็นต์ได้ให้เกียรติมาเยือน

การมาของเขาทำเอาเจ้าของร้านใจเต้นตึกๆด้วยดีใจ หลังจากถ้วยกาแฟผ่านไปมีบทสนทนา และระหว่างบทสนทนามีถ้อยคำหนึ่ง

“ชีวิตเล่นกับมันได้ แต่ประมาทไม่ได้” (แนะให้พ่วง “นะโว้ย!” เข้าไปด้วยจะยิ่งได้อรรถรส)

“ชีวิตเล่นกับมันได้ แต่ประมาทไม้ได้นะโว้ย!” วันนั้นนักเขียนผู้เป็นเจ้าของซีไรต์สองสมัย เป็นผู้สร้างตำนานให้ “พันธุ์หมาบ้า” และก็เป็นหนึ่งในพันธุ์หมาบ้า (ในนาม “ชวนชั่ว” หากว่าเข้าใจถูกต้อง)ได้กรุณาเตือนสติ

ฟังแล้วก็ช่วยตอกย้ำความเชื่อบางชนิด!

ย้อนกลับไป...

“ที่คบกันนี่ เอาจริงนะ!” หนุ่มเคยเอ่ยขึ้นกับโยในครั้งหนึ่ง

ครั้งหนึ่งที่ว่าหากนับจากวันนี้ก็ราวสิบปีที่ผ่านมา หนุ่มเอ่ยขึ้นข้างสนามฟุตบอลในวันที่แน่ใจแล้วว่าต่างรู้สึกให้กันและกันมากกว่าการเป็นพี่น้อง (ความลับ : พ.ศ. นั้น พวกเขายังอยู่ในรั้วมหา’ลัย โยอยู่ปีสาม หนุ่มอยู่ปีสอง เธอเป็นพี่ เขาเป็นน้อง และว่ากันว่าเธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน – ฮา)

“ที่คบกันนี่ เอาจริงนะ!” บางทีพวกเขาอาจเตรียมตัวเพื่อเป็นเจ้าของร้านหนังสือกันตั้งแต่วันนั้น

ก่อนนั้น ตอนยังไม่รู้จักกัน หนุ่มเพิ่งฟื้นจากการโดนทิ้งขว้างทางจดหมาย

ด้วยไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำอะไรเขาเลยอยากไปไหนเสียบ้าง ไปเพื่อจะได้รู้สึกแตกต่าง วันหนึ่งเมื่อเพื่อนบางคนชวนไปสัมมนากิจกรรมนักศึกษาเขาเลยรีบ

รีบ-เพราะการสัมมนาครั้งนั้นจัดกันที่เชียงใหม่ รีบ-เพราะภาคเหนือนั้นเขาไม่เคยไป

ซึ่งถูกแล้วที่เขาไป เพราะเชียงใหม่ครั้งนั้นกลับกลายเป็นประตูสู่โลกกว้าง

มันเปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสหนังสืออย่างจริงจังพร้อมทั้งได้ความรู้จากใครหลายคน

ธนาพล อิ๋วสกุล แห่งสนพ.ฟ้าเดียวกันในปัจจุบัน (ทุกวันนี้เขายังแวะมาหาด้วยความห่วงใย) เป็นพี่ชายคนหนึ่งที่ต่อมาสมัยนั้นได้รู้จักกันบนตึกกิจกรรมนักศึกษา สุริยะใส กตะศิลา ก็เป็นคนหนึ่ง สมิทธิ ธนานิธิโชติ ผู้เคยถ่ายภาพให้นิตยสาร Open (ซึ่งในตอนที่แล้วได้ขออนุญาตไปแล้วที่จะเรียกเขาว่า Smith) นั่นก็ด้วย

สำคัญกว่านั้นคือหนุ่มได้รู้จักโย พูดอีกทีคือพวกเขาได้รู้จักกัน ตอนที่ไปเชียงใหม่นั้น ก่อนกลับพี่โยยังบันทึกลงสมุดประจำค่ายให้น้องหนุ่มได้ใจความว่า “น้องหนุ่มเข้ม นิ่ง ดูลุ่มลึกเข้าใจยากจัง หากมีลูกพี่โยขอไปเลี้ยงสักตัว”

หากรักคือการเดินทางจริง กรณีนี้... บางทีมันก็อาจจริงอย่างหลายคนว่า!

แล้วกิจกรรมนักศึกษาก็ค่อยๆทำให้หนุ่มกับโยรู้จักกันมากกว่าเก่า มากจนเมื่อผ่านไปปีนึงพวกเขาเริ่มรู้สึกให้กันมากกว่าพี่น้อง มากจนวันหนึ่งหนุ่มต้องเอ่ยขึ้นว่า “เอาจริงนะ” นั่นแหละ!

ซึ่งการเอาจริงของเขาก็หาใช่แค่การพูดๆออกไปแล้วจบ

นั่นอาจเพราะหนุ่มเคยมีบทเรียนแล้ว การเอาจริงครั้งใหม่จึงมีเงื่อนไขบางอย่าง (เรียกว่ามี Code of Conduct ว่างั้น!)

หนุ่มบอกกับโยว่า... ก่อนอื่นต้องเชื่อก่อนว่าสามารถคบกันยืนยาวได้!

ห้ามคิดว่าวันหนึ่งคงได้เลิกกันเป็นอันขาด เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มของอะไรที่อาจไม่สร้างสรรค์มากมาย

เขาว่านี่คือเงื่อนไขสำคัญ หากมั่นใจว่าได้ ก็คงได้เพราะมันทำให้พยายาม

และเพื่อแสดงออกถึงความพยายาม เขาชวนโยทำสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่นอกจากไม่โรแมนติกแล้ว ถ้าโลกรู้... มันยังอาจเชยที่สุดในพ.ศ.นั้น!

เขาชวนโยเปิดบัญชีธนาคาร

เขาว่าทุกวันศุกร์สิ้นเดือนน่าจะเอาเงินที่เหลือจากค่าขนมคนละสองร้อยบาท (มากกว่าก็ได้ถ้าเหลือ เดือนไหนไม่เหลือก็ไม่เป็นไร...ก็เงินที่พ่อแม่ให้แต่ละเดือนนั้นแหละ!) ไปฝากบัญชีร่วมกัน

ซึ่งก็เป็นไปตามคาด โยเห็นด้วยและก็กระตือรือร้นอย่างแรง

มองกลับไปวันนี้บางคนอาจว่า “พวกนี้มันบ้า(ดีแงะ)หรือไม่ก็ดัดจริต(ดีจัง)!”

แต่วันนั้นสิ่งที่พวกเขาเห็นเหมือนกันก็คืออยากพยายามเข้าใจชีวิตตามที่เป็นอยู่จริงๆ

พวกเขารู้ว่าหากยังคบหากันวันที่ต้องใช้เงินคงมาถึงแน่ นี่ยังไม่นับความจริงที่ว่าหนุ่มนั้นรู้สึกแย่ ไม่อิน และไม่เก็ต(เอาเสียเลยและก็โดยไม่ทราบสาเหตุ)กับระบบเงินกู้ เงินผ่อน รวมทั้งเงินที่ยืมเพื่อนหรือขอพ่อแม่เอา(ในวัยที่พอดูแลตัวเองได้แล้ว) ที่เขาเชื่อและไว้ใจเห็นจะมีอยู่อย่างเดียวคือ “เงินเก็บ” เลยอยากเก็บเงิน

บัญชีธนาคารแถวท่าพระจันทร์ในชื่อพวกเขาสองคนจึงเริ่มต้นที่เงินฝาก 400 บาท

แล้วค่อยขยับช้าๆจาก 400 เป็น 800 ตามลำดับ แทบทุกสิ้นเดือน(ยกเว้นเดือนที่เงินไม่เหลือ)พวกเขากำเงิน 400 เดินออกจากมหา’ลัย แล้วข้ามถนนไปธนาคารฝั่งตรงข้ามด้วยกัน จากหลักร้อยตอนที่จบการศึกษานั้นตัวเลขขยับไปยังหลักพันแก่ๆ

น้อยไหม? น้อยอยู่หรอกหากใครคนหนึ่งจะดูมันที่จำนวน

แต่ไม่น้อยเลยสำหรับการเริ่มต้น!

และอาจมีความหมายกว่านั้นมากหากมองว่านี่คือการที่คนสองคนกำลังวางแผนชีวิตด้วยความพยายาม และโดยหวังพึ่งตัวเองเป็นที่ตั้ง (ความลับอีก-อันนี้ลับมาก: บัญชีที่พวกเขาไปเปิดร่วมกันในวันนั้น ได้กลายเป็นบัญชีเดินสะพัดที่ร้านหนังสือเดินทางใช้มาจนวันนี้ ครั้งหนึ่งช่วงที่ร้านอายุได้ 3 ปีกว่า จาก 400 บาทในตอนแรก ตัวเลขในบัญชีเคยทะลุถึงเจ็ดหลัก เพิ่งไม่กี่วันนี่เองที่หลังจากเซ้งตึก ตกแต่งและทำร้านใหม่แถวผ่านฟ้า พร้อมทั้งชำระเงินให้บางสำนักพิมพ์ที่ยังตกค้าง จาก(อดีต)เจ็ดหลัก เงินในบัญชีเหลืออยู่ 48 บาท – “หากเห็นเป็นเรื่องขำขัน ตรงนี้อนุญาตให้หัวเราะได้ เพราะหนุ่มกับโยพยายามอยู่เหมือนกัน แม้ยากอยู่สักหน่อยก็ตาม!” )

การมีบัญชีร่วมกันนั้นเป็นเรื่องดี- ดีมากในความหมายของการไม่ประมาทกับอนาคต

แต่จะว่าไปสมัยนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เขียมกันถึงขนาดนั้น

พวกเขาอยากอดออมก็จริงแต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันถึงขนาดเล่นไม่ได้

ความจริงอีกอย่างคือเมื่อเริ่มมีรายได้ (จากการทำงาน)พวกเขาก็เริ่มใช้เงินที่พอมีอยู่ไปไม่น้อยเหมือนกันกับการท่องเที่ยว พวกเขาใช้เงินไม่น้อยไปกับการท่องเที่ยวเพราะพบว่าตัวเองชอบเที่ยว ยิ่งเที่ยวมากเหมือนยิ่งมีประสบการณ์ร่วมกัน ยิ่งมีประสบการณ์ร่วมกัน เหมือนพวกเขาจะเข้าใจกันมากขึ้น และยิ่งเข้าใจกันมากขึ้นเหมือนพวกเขาจะเริ่มมั่นใจว่าสามารถรับมือได้กับอะไรที่อาจต้องใช้น้ำอดน้ำทน

หนุ่มนั้นเติบโตมาจากภาคใต้ ส่วนโยเติบใหญ่อยู่ในเมืองหลวง

เรียกได้ว่าหากอยู่เมืองโยคล่องกว่า แต่หากอยู่ป่าหนุ่มได้เปรียบ!

และหนุ่มก็ชิงข้อได้เปรียบด้วยการชอบชวนโยเที่ยวอยู่เสมอมา จากการแอบเที่ยวในรูปของกิจกรรมนักศึกษา พอเข้าสู่วัยทำงานหนุ่มหาเป้ หาเต็นท์ และอุปกรณ์แค้มปิ้งเป็นของตัวเองครบครัน

ภูดอย ป่าเขา ตามส่วนต่างๆคือที่ๆพวกเขาไป บางที่ไปแล้วก็ไปอีก

นักเลงว่า... “ไม่ตีกัน ก็ไม่รู้จักกัน” บางทีการไปไหนด้วยกันก็ทำให้รู้จักกันได้ แถมเจ็บตัวน้อยกว่าด้วย!

หนุ่มนั้นไม่คิดว่าโยจะทนไหวกับอะไรแบบนี้

แต่ปรากฏว่าเธอรับได้ และคล้ายจะเสพติดแล้วอีกต่างหาก

จากเคยหุงข้าวเจ้าเป็นข้าวเหนียว เดี๋ยวนี้เธอหุงข้าวกับหม้อสนาม จากที่ไม่รู้ว่าถั่วเขียวสามารถกลายเป็นถั่วงอกเดี๋ยวนี้เธอดัดแปลงอาหารได้สารพัด จากที่เคยขยะแขยงสัตว์เลื้อยคลานเดี๋ยวนี้เธอไม่กลัวแถมยังพกกระปุกเกลือเพื่อจับทากยัดใส่ลงไป ครั้งหนึ่ง เมื่อไปตั้งเต็นท์อยู่หลังเดียวใกล้ๆถ้ำธารลอด ปางมะผ้า เธอหลับสบาย ในขณะที่หนุ่มนอนกำมีดพับยาวสองนิ้วที่ไม่รู้จะเอาไปทิ่มพุงใครได้บ้างด้วยกังวลกับเสียงร้องของกบทูดที่ดังคล้ายเสียงคนป่วยมาจากลำธาร

จากที่เคยแต่เที่ยวไทย เดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มไปไกลกว่านั้น

วันนี้ ในวันที่นั่งอยู่ริมถนนพระอาทิตย์ก็เหมือนกัน หากไม่ด้วยว่าชีวิตมาถึงอีกขั้นหนึ่งแล้ว ไม่เธอชวนเขา เขาก็คงชวนเธอเพื่อไปไหนสักที่

……………………….

“ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวอะไรด้วยกับร้านหนังสือ?” วินาทีนี้ หากมีใครถามด้วยคำถามนี้ หนุ่มมั่นใจแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกัน

เกี่ยวข้องกันเหมือนอีกวันนำไปสู่อีกวัน อีกสิ่งนำไปสู่อีกสิ่ง แบบเดียวกับที่บันไดอีกขั้นนำไปสู่อีกขั้น

การตื่นขึ้นมาฉีกจดหมายในเช้าหนึ่งนั้น ทำให้เขาคิดกับชีวิตอีกแบบ จนได้มาเจอใครอีกคน

เป็นใครอีกคนที่ร่วมทางกับเขามาหลายปีและพร้อมที่จะ “เอาจริง” ไปด้วยกันอีกครั้งแล้ว

จริงแล้ว...ไม่ใช่เพราะวัยหนุ่ม หรือความบ้าบิ่นดอกที่ทำให้เขามั่นใจนัก!

เขามีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่งก็จริงแต่ก็เพียงเงินเก็บจำนวนหนึ่งเท่านั้น เขาชอบหนังสือก็จริงแต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องธุรกิจหนังสือไปมากกว่าใครคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าตัวเองมีอยู่แน่ๆตอนที่ตัดสินใจทำร้านหนังสือเห็นจะเป็น “ความรัก”

เพียงแต่ รักใคร? รักอะไร? หรือรักแค่ไหน? วันนั้นเขาว่าพูดไปเฉยๆใครจะเชื่อ

ต้องทำให้เห็นเท่านั้นแหละจึงจะน่าฟัง!