พิมพ์ครั้งแรก วารสารหนังสือใต้ดิน 2 ตุลาคม 2547
ถ้าจิตร ภูมิศักดิ์ยังมีชีวิตอยู่ถึง พ.ศ. 2547 นี้ เขาจะมีอายุ 74 ปี (25 กันยายน 2547) เขาตายเมื่ออายุ 36 ปี ถ้ามีอายุต่อจนถึงวันนี้เขาจะต้องอยู่ต่อมาอีก 38 ปี เมื่อยังมีชีวิตอยู่จิตรสร้างสรรค์ผลงานทั้ง วรรณกรรม งานแปล และงานวิชาการไว้ร่วม 20 เล่ม แต่มีเพียงหนังสือ ศิลปเพื่อชีวิต เพียงเล่มเดียวที่รวมพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ นอกนั้นเป็นการตีพิมพ์หลังจากที่เขาตายแล้วทั้งสิ้น
"จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักเขียน นักวิชาการคนสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะผลงานวิชาการของเขาเป็นสิ่งที่ยืนยันภาพของเขาให้ปรากฏเด่นในฐานะนักวิชาการที่ทรงคุณค่าที่หาไม่ได้อีกแล้วของสังคมไทยในรอบ 100 ปี ไม่ว่าจะเป็นงานนิพนธ์เรื่อง 'ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ' (พ.ศ. 2519) 'ภาษาและนิรุกติศาสตร์' (พ.ศ.2522) 'ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม' (พ.ศ.2525) 'สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา' (พ.ศ.2526) และเรื่อง 'โองการแช่งน้ำและข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา' เล่มนี้"
ข้างต้น เป็นความเห็นของวิชัย นภารัศมี ที่กล่าวไว้ในคำนำหนังสือ โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ฉบับสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เป็นคำกล่าวซึ่งสะท้อนถึงความสูญเสียของวันเวลา 38 ปี นับจากจิตรตาย มาจนถึงวันนี้
ฐานะทางวิชาการของจิตรได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางหลังจากที่ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ได้รับการตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่เขาตายไปแล้วถึง 10 ปี
ปัจจุบันเมื่อเอ่ยชื่อ 'จิตร ภูมิศักดิ์' คนร่วมสมัยเป็นจำนวนมากยังไม่รู้จัก ส่วนที่พอรู้จักก็เป็นการรู้จักที่คละเคล้าหลากหลายกันไป คนจำนวนหนึ่งนึกถึงนักปฏิวัติหัวรุนแรง อีกบางจำนวนอาจคิดถึงด้วยอารมณ์เดียวกับเมื่อคิดถึง 'สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์' ขณะที่นักวรรณกรรมส่วนหนึ่งคิดถึงเขาในฐานะบรรพบุรุษของเพื่อชีวิต อีกบางส่วนก็คิดถึงเขาในฐานะบุคคลน่ารังเกียจผู้ริเผาวรรณคดีและบ่อนทำลายวัฒนธรรมของชาติ และคนอีกจำนวนมากเมื่อเห็นภาพสกรีนจิตรสูบบุหรี่บนเสื้อยืดของใครคนหนึ่งก็อาจจะคิดว่าเขาเป็นชาวเวียดนามหรือดารานักแสดงรุ่นเก่าคนหนึ่ง
นักวิชาการที่ติดตามศึกษาผลงานของจิตรต่างเชื่อว่า ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ต่อ เขาจะต้องสร้างสรรค์นิพนธ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกจำนวนไม่น้อย ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่ต่อจนถึงปัจจุบัน เขาจะต้องเป็นนักคิดคนสำคัญ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของสังคมไทย เป็นเสาหลักทางความคิด และอาจจะเป็นอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งล้วนเป็นความคำนึงห้วนไห้ถึงจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เราไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ แต่ความจริงก็คือจิตรตายไปแล้ว ตายโดยทิ้งผลงานสำคัญไว้ให้ศึกษาต่อไม่น้อย
หนังสือ โองการแช่งน้ำฯ ยังคงสะท้อนซึ่งจิตสำนึกหลักของจิตรเช่นเดียวกับผลงานอื่นๆ ก็คือสำนึกในการต่อต้านการขูดรีดทางชนชั้นที่เป็นแก่นแกนในการวิเคราะห์วิจารณ์ของเขา
โองการแช่งน้ำ มีชื่อเรียกในตำราวรรณคดีว่า โองการแช่งน้ำพระพิพัฒนสัตยา เป็นโองการที่ใช้อ่านในพิธีถือน้ำ ซึ่งเป็นพิธีกระทำสัตย์สาบานต่อกษัตริย์ คำว่า 'แช่งน้ำ' หมายถึงการสาปแช่งน้ำสาบานที่จะดื่ม เมื่อผู้ดื่มน้ำนี้คิดคดทรยศเป็นอื่นก็ขอให้มีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งในโองการ
โองการแช่งน้ำเขียนขึ้นด้วยโคลงห้า ซึ่งเป็นกาพย์กลอนโบราณ อายุมากกว่า 600 ปี เป็นโองการที่อ่านกันมาในพิธีถือน้ำของกษัตริย์ตั้งแต่สมัยต้นอยุธยามาจนถึงรัตนโกสินทร์ ทางวรรณคดีศึกษาเชื่อว่าเป็นโองการที่เขียนขึ้นในสมัยพระเจ้ารามาธิบดีที่ 1 ผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา แต่จิตรได้ชี้ให้เห็นว่า โองการแช่งน้ำนี้มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาเสียอีก ด้วยการรวบรวมข้อบ่งชี้หลายประการจิตรได้เปิดเผยถึงเค้าร่างของความจริงที่น่าตื่นเต้นอีกมากมาย จนรวบรวมมาเป็นข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการมีอยู่ของรัฐไทยลุ่มแม้น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา
ปัจจุบันโองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีเก่าแก่โบราณที่สุดของไทย โคลงห้าที่ใช้เขียนโองการก็ไม่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องอื่นใดเลย จึงเคยมีการสรุปในวงวรรณคดีศึกษาว่า โคลงห้านี้ไม่มีอยู่จริง แล้วพยายามจัดโองการแช่งน้ำนี้เข้าไปอยู่ในรูปแบบอื่นตั้งแต่ ร่าย, โครงจิตรลดากลบท, จนถึง โคลงดั้นบาทกุญชร แต่ถึงที่สุดก็ไม่สามารถนำโองการแช่งน้ำเข้าไปอยู่ในฉันทลักษณ์เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์
จิตรได้ศึกษาวิเคราะห์โองการแช่งน้ำทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา ไปจนถึงสำนึกทางอุดมการณ์ศักดินาและจิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังโองการนี้ ซึ่งในการนี้จิตรไม่ลังเลเลยที่จะปะทะกับความคิดความเชื่อกระแสหลักทางประวัติศาสตร์ในสมัยนั้นที่ยึดถือความคิดเรื่องรัฐไทยถือกำเนิดมาพร้อมกรุงศรีอยุธยา และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นเพดานความคิดทางประวัติศาสตร์ว่า บรรดาองค์ความรู้ทั้งหลาย ทั้งศิลปวรรณคดี ประติมากรรม สรรพวิชาต่างๆ ของไทยล้วนถือกำเนิดมาหลังจากการสร้างกรุงศรีอยุธยาทังสิ้นทั้งปวง
ด้วยการวิเคราะห์กฎหมายโบราณสามลักษณะ การวิเคราะห์ภาษาในโองการแช่งน้ำ เปรียบเทียบกับจารึกสุโขทัย นิทาน ตำนาน วรรณคดีท้องถิ่น วรรณคดีชนชาติส่วนน้อย และลักษณะร่วมของกาพย์กลอนไทย-ลาว จิตรได้ทุบทำลายกำแพงแห่งการศึกษาอันคับแคบลง โน้มน้าวให้เห็นถึงการมีอยู่ของรัฐไทย และวัฒนธรรมของรัฐไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นรัฐไทยที่เป็นปึกแผ่นมีแบบแผนแล้ว ก่อนที่พระเจ้ารามาธิบดีที่ 1 จะสร้างกรุงศรีอยุธยาและวัฒนธรรมแบบอยุธยาตามแบบแผนที่รับมาจากเขมร
ตามรอยข้อสมมติฐานของจิตรไปแล้ว จะเห็นได้ถึงรัฐไทยและความเป็นไทยก่อนหน้าที่จะถูกสถาปนาให้รุงรังไปด้วยบาลีและสันสกฤตและแบบแผนอันเคร่งครัดตามราชนิยมแบบเขมร และในส่วนของการวิเคราะห์โคลงห้าที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีอยู่จริงนี้ จิตรก็ได้จัดวางโองการแช่งน้ำตามลักษณะของโคลงห้า แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโคลงห้ากับวรรณคดีเก่าแก่ของลาวเรื่อง ท้าวฮุ่ง เปิดเผยให้เห็นโครงสร้างดั้งเดิม และลักษณะร่วมของโคลงไทย-ลาว และประเด็นสำคัญทางวรรณกรรมที่จิตรทิ้งไว้ก็คือลักษณะดั้งเดิมของวรรณคดีไทย-ลาวโดยเฉพาะแบบแผนฉันทลักษณ์โคลงที่ใช้เอก-โทเป็นสิ่งชี้ขาดไม่ใช่สัมผัส ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาษาไทย-ลาวที่มีเสียงสูงต่ำ แตกต่างจากบาลี-สันสกฤตที่ถือเสียงหนัก-เบา (ครุ-ลหุ) หากแต่เป็นการดัดจริตที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยศักดินาอยุธยาพร้อมเพรียงกับการสร้างความโอ่อ่าอลังการอันเคร่งขรึมของแบบแผนฉันทลักษณ์ต่างๆ เพื่อสอดรับเข้ากับอุดมคติของศักดินาอยุธยาที่ต้องการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ดุจเดียวกันกับศักดินาเขมร ร่วมด้วยลัทธิ พุทธราช ซึ่งเกิดจากการได้อิทธิพลศาสนาพุทธ นำไปสู่การยกกษัตริย์ขึ้นเป็นหน่อเนื้อของพระพุทธเจ้า จึงเกิดการนำบาลี-สันสกฤตเข้ามาในภาษาไทยอย่างมโหฬาร รวมถึงแบบแผนของกาพย์กลอนที่นำมาจากบาลี-สันสกฤตด้วย และการนำเข้านี้เองที่ได้บิดเบือนกาพย์กลอนไทยไป จนจิตรถึงกับกล่าวว่า "จะให้เรายอมเชื่อว่า โคลงไทย-ลาว ที่ถือเอกโทเป็นหลักชี้ขาด มีกำเนิดมาจากกาพย์กลอนบาลี-สันสกฤตที่ไม่มีระดับเสียงเอกโทนั้น เราสุดที่จะกลืนลงคอ" (โองการแช่งน้ำฯ, หน้า 251)
สิ่งที่เหลือเชื่อยิ่งกว่า และเป็นสิ่งที่ถ้าหากว่าจิตร ภูมิศักดิ์ ยังมีชีวิตอยู่และได้เห็นวงการกวีในปัจจุบันแล้ว เขาอาจจะต้องร้องครวญยิ่งกว่าเห็นการบิดเบือนกาพย์กลอนไทยของกรุงศรีอยุธยา นั่นก็คือ แม้นประเทศไทยจะพ้นจากยุคเผด็จการในสมัยของจิตรมาและก้าวเข้าสู่ยุคเสรีนิยมแล้ว บรรดากวีรุ่นหลังจิตรทั้งฝ่ายประชาชนและศักดินา ต่างก็ยังคงหมกมุ่นในแบบแผนของกาพย์กลอนครั้งกรุงศรีอยุธยาไม่เสื่อมคลาย กอดรัดฉันทลักษณ์อันเคร่งขรึมที่ละเมิดมิได้ และคอยหวดตาตุ่มกวีรุ่นใหม่ยิ่งกว่าที่จิตรกล่าวแดกดันไว้ในหนังสือโองการแช่งน้ำฯว่า
"การแต่งกาพย์กลอนที่เคร่งครัดในแบบบังคับ นำกฎเกณฑ์ทางรูปแบบตายตัวมาบีบบังคับความหมายและอารมณ์ที่ศิลปินจะสร้างขึ้นนั้น เป็นเรื่องของกวีรุ่นหลัง ที่ได้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางยุคสมัยที่ระบบศักดินาเจ้าแบบเจ้าแผนพัฒนาถึงขีดสูงสุดแล้ว, เป็นต้นมา; และกวีพวกนั้นต้องการจะดูวรรณคดีด้วยตา ต้องการได้เห็นรูปแบบอันเรียบร้อย เป็นระเบียบงามตา แต่ไม่สนใจเรื่องเสียง ถึงจะสนใจเรื่องเสียง ก็คงต้องการแต่ให้มันอยู่ในกรอบอย่างมีระเบียบ ไม่มีเสียงเล็กเสียงน้อยโผล่แพล็มออกมาให้กระตุกหู ทำนองเดียวกับที่ขนาบเด็กว่าให้เดินดีๆ, เรียบร้อย, อย่ากระโดดโลดเต้น เดี๋ยวจะโดนเคาะตาตุ่ม ฉะนั้น!" (โองการแช่งน้ำฯ, หน้า 216)
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ข้อคิดใหม่ของจิตรมิได้มีเพียงเรื่องประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา และท่ามกลางเสียงบ่นอู้อี้ของแวดวงวรรณกรรมในพ.ศ.นี้ที่ว่าบทกวีตายแล้วตายอีก อันที่จริงก็สมควรตาย (จะไม่ให้ตายได้อย่างไร ก็ประชาชีต่างไร้อิสระเสรีจะสร้างสรรค์ต้องระวังตำรวจวรรณกรรมมาคอยตรวจตรา) เพราะดูเหมือนเหล่ากวียังคงกอดรัด “ความเป็นระเบียบเรียบร้อย” และต้องการจะ “ดูวรรณคดีและอ่านกลอนด้วยตา” ยังคงสืบทอดจิตวิญญาณกาพย์กลอนศักดินาอยุธยา ยังคงรังเกียจอิสระเสรีในฉันทลักษณ์และเหยียดหยามบทกวี เพลงรำชายขอบนอกแบบแผนไม่เสื่อมคลาย และถ้าทำได้ จิตรอาจจะอยากลุกขึ้นมาตะโกนตอบว่า "พวกมึงเลิกกอดแบบแผนได้แล้ว มันตายมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วโว้ย" และความเป็นกวีไทยแท้ๆ บางทีอาจจะอยู่ในเพลงของโจอี้บอย หรือดาจิม หรือหมอรำ ลำตัด คนขับซอ เสียยิ่งกว่ากวีซีไรท์!!

