เชื่อไหมว่า
หลังจากที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งระงับ 76 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมแถบมาบตาพุด เพื่อคุ้มครองชุมชนมาบตาพุดเป็นการชั่วคราว อันเนื่องมาจากปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมที่ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 แต่นักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมั่นเดิมๆ ว่า โครงการที่ถูกสั่งระงับ อีกไม่นานก็คงเปิดได้ตามปกติ เดี๋ยวรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นเหมือนทุกครั้ง
เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมักเกรงใจนักลงทุนที่ส่งเสียงดังมากกว่าชาวบ้าน ไม่อยากส่งผลกระเทือนต่อการลงทุนจากต่างประเทศเม็ดเงินหลายแสนล้านบาท
หลายวันก่อน เพื่อนฝูงในภาคอุตสาหกรรมมาขอความเห็นเรื่องนี้ ผมบอกความเห็นไปว่า หลังจากศาลปกครองกลางได้ออกคำสั่งมาแล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมไทย นับแต่นี้เป็นต้นไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เนื้อหาในมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ทำหน้าที่เป็นจระเข้ขวางคลองให้กับการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมว่าไม่ง่ายเหมือนในอดีตแล้ว โดยบัญญัติไว้ว่า
"การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษา และประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว"
สรุปสั้นๆ ก็คือว่า ต่อแต่นี้เป็นต้นไป โครงการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องทำการบ้านสี่ข้อให้เสร็จก่อนคือ
1.ทำการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือที่เรารู้จักกันดีว่า EIA (Environmental Impact Assessment)
2.ทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA (Health Impact Assessment) ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับบ้านเรา
3.จัดให้มีการรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย
4.ให้มีคนกลางคือ องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ให้ความเห็นประกอบ
ใครจะวิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย หรือล้าหลังกว่าฉบับปี 2540 แต่สำหรับบทบัญญัติเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ก้าวหน้าและรัดกุมกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา
และฝ่ายประชาชนได้ใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม โดยที่ฝ่ายหลังชะล่าใจอย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่ายประชาชนจึงฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 เพราะยังอนุญาตให้โรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 76 แห่ง ก่อสร้างต่อไปได้ในมาบตาพุด โดยการบ้านทั้ง 4 ข้อ ยังทำไม่ครบถ้วน
ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมอาจจะทำการบ้านข้อ 1 กับข้อ 3 ซึ่งถือเป็นเรื่องเก่า แต่สำหรับข้อ 2 และข้อ 4 นั้นเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แน่นอนว่าการบ้านสองข้อนี้ภาคอุตสาหกรรมทำไม่ได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ
โดยเฉพาะข้อที่ 4 ต้องมีการออก พ.ร.บ.องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐบาลควรจะทำมานานแล้วหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือหากวิเคราะห์ให้ลึกลงไป รัฐบาลที่อยู่ภายใต้อำนาจของบรรดาเทคโนแครตและข้าราชการ ไม่อยากคายอำนาจของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมมาให้กับภาคประชาชน
ดังนั้น เมื่อภาคประชาชนเห็นจุดอ่อนข้อนี้แล้ว จึงใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลไม่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ก่อนจะมีคำพิพากษาออกมา คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นเทคโนแครตสำคัญของฝ่ายรัฐก็ยังออกมาให้ตีความกฎหมายให้ภาครัฐเดินหน้าอนุมัติโครงการต่างๆ ต่อไปได้ แม้ว่าจะทำการบ้านตามมาตรา 67 ไม่ครบถ้วน
พอศาลมีคำสั่งออกมา ผลเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับภาครัฐบาล แต่กระทบโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมหลายแสนล้านบาท ที่ประเมินว่า ที่ผ่านมาตัวเองทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ภายใต้การรับประกันของรัฐบาลมาโดยตลอด และรัฐบาลเองก็ไม่เคยส่งสัญญาณเตือนภัยในประเด็นของมาตรา 67
ขณะนี้ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม เห็นตรงกันว่าต้องรีบนำ พ.ร.บ.องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ผ่านสภาโดยเร็วที่สุด ถ้าให้ดีหากสำเร็จก่อนปิดสภาในเดือนพฤศจิกายน ก็น่าจะทำให้กระบวนการต่างๆ คลี่คลายลงมาก
ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่อยากทำอะไรให้ผิดกฎหมายอีกต่อไป ขณะที่ภาคประชาชนก็อยากให้ภาคอุตสาหกรรมทำให้ถูกกฎหมายจริงๆ เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพชีวิต
แต่ปัญหากำลังจะเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลได้ดึงดันรวบรัดจัดทำร่างแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม เพื่อจัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้มีการรับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ โดยมีเนื้อหาที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจของฝ่ายรัฐบาลและข้าราชการอย่างชัดเจน อาทิ
สำนักนโยบายและแผน หรือ สผ. เป็นผู้คัดเลือกองค์กรอิสระเสียเอง แทนที่จะเป็นการให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการคัดเลือก และที่สำคัญคือ ให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถถอดถอนองค์กรอิสระ ที่ให้ความเห็นไม่เป็นกลางหรือไม่เหมาะสม
หากถอดความง่ายๆ ก็คือ ให้ข้าราชการเป็นคนตั้งตัวแทนองค์กรอิสระ และหากคนที่ตั้งมาทำงานไม่ได้ดังใจ ก็ให้รัฐมนตรีถอดถอนเสียเลย สะท้อนให้เห็นว่าซีกรัฐบาลยังไม่ยอมคายอำนาจการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม
แน่นอนว่าภาคประชาชนไม่ยอมให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านแน่นอน คงต้องมีการฟ้องร้อง หรือการประท้วงตามมาไม่จบสิ้น และที่ผ่านมาภาคประชาชนก็เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ทางรัฐบาลพิจารณาแล้ว แต่เรื่องได้ถูกดองเค็มเอาไว้เรียบร้อย
เมื่อรัฐบาลและข้าราชการไม่ยอมคายอำนาจ ความขัดแย้งกับภาคประชาชนก็ยังไม่หมดสิ้น แต่คนที่เหงื่อตกเดือดร้อนมากที่สุด คราวนี้คงเป็นฝ่ายอุตสาหกรรม ที่ลงทุนลงแรงไปหลายตังค์แล้ว ดอกเบี้ยก็วิ่งทุกวัน ราคาหุ้นก็สาละวันเตี้ยลง นักลงทุนต่างชาติก็ชักไม่แน่ใจ ยิ่งปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไป กฎหมายก็ยังไม่คลอด ความเสียหายก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนมองไม่เห็นฝั่งว่า เรื่องราวจะยุติลงเมื่อใด ขณะที่โอกาสเจ๊งกันถ้วนหน้ามีสูง
คราวนี้ฝ่ายอุตสาหกรรมถูกจับเป็นตัวประกันในสงครามความขัดแย้งครั้งนี้ บรรดากุนซือของนักอุตสาหกรรมคงพลิกตำราแก้เกมแทบไม่ทัน เพราะบอกแล้วว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ข้อดีของฝ่ายอุตสาหกรรมคือเป็นพวกที่ปรับตัวเร็วเพื่อการอยู่รอด
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 1 พฤศจิกายน 2552
ไม่แน่นะครับ อีกไม่นาน เราอาจจะเห็นภาคอุตสาหกรรมยอมจับมือกับภาคประชาชน เพื่อเร่งแก้ปัญหาทุกอย่างในมาบตาพุดให้จบสิ้น เพราะเวลากำลังจะพิสูจน์ว่า รัฐบาลและกลไกของรัฐกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้

