ข่าวคราวเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ดูเหมือนจะค่อยๆ เงียบหายลงไป เมื่อเปรียบเทียบกับสองเดือนก่อนที่เป็นข่าวกันอย่างอึกทึกครึกโครม
ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะถูกกระแสข่าวถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกระแสข่าวย้ายไม่ย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แย่งกันชิงพื้นที่ข่าว อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะประชาชนทั่วไปเริ่มชินกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ อันนี้แล้ว จึงไม่ค่อยสนใจหรือตื่นเต้นมากกว่าที่ผ่านมา
ต้องยอมรับ ว่า สื่อมวลชนที่ถูกเรียกว่า ฐานันดรที่ 4 คือกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลตัวจริง เสียงจริงที่ยั่งยืนมาโดยตลอด สามารถชี้นำคนในสังคมว่าจะให้สนใจข่าวเรื่องใด เวลาไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลูกหมีแพนด้า หวัดใหญ่ 2009 การถวายฎีกา ย้ายนายตำรวจใหญ่ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนชื่อจากเหี้ยมาเป็นวรนุส
นักการเมืองทุก ยุคจึงปรารถนายึดกุมสื่อไว้ในมือ ยึดสื่อได้ย่อมหมายถึงการยึดกุมมวลชนได้สำเร็จ บางคนถึงกับจะทำโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 100 ช่อง เพื่อเสนอข่าวที่ต้องการให้คนเชื่อ มากกว่าเสนอข่าวที่ให้คนได้อ่าน ได้เห็น ได้ฟัง และไปคิดต่อเอง
ข่าวที่ทำให้คนเชื่อ กับข่าวที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคในยุคนี้จำเป็นต้องแยกแยะกันเอง
กลับมาเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 กันอีกครั้ง มีรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2552 ความตอนหนึ่งว่า
" ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 โดยพิจารณามาถึงงบประมาณของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ใส่หน้ากากอนามัยเข้าร่วมชี้แจงเนื่องจากท่านป่วยเป็นไข้หวัดธรรมดาและมี น้ำมูกเท่านั้น ทำให้บรรดา ส.ส.ผู้เป็นกรรมาธิการหลายคนตกใจ บอกให้เข้าร่วมประชุมไม่ได้ จึงขอให้รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้เข้ามาชี้แจงแทน ส่งผลให้นายบวรศักดิ์ต้องยอมลุกออกจากห้อง"
อ่านแล้วสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบรรดานักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ต่อความเข้าใจเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้เป็นอย่างดี
อันที่จริงการใส่หน้ากากอนามัย ควรถือเป็นแบบอย่างของการป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ดีที่สุด พอๆ กับการหมั่นล้างมือทำความสะอาด
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขพยายามรณรงค์ให้คนไทยสวมใส่หน้ากากอนามัย เริ่มจากคนที่เป็นไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูก ไอ จาม ก็ควรจะมีหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่น ขณะที่คนธรรมดาที่ไม่ได้เจ็บป่วย หากเข้าไปในสถานที่ชุมชนหรือแออัด ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟฟ้า บนเครื่องบินโรงหนัง สถานที่ชมคอนเสิร์ต ฯลฯ ก็ควรจะสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันตนเองจากการแพร่กระจายของเชื้อในอากาศ
การสวมหน้ากากอนามัย จึงควรเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนควรร่วมมือกันเผยแพร่ให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ไม่ว่ายากดีมีจนจะมีสำนึกตลอดเวลาว่า หากป่วยเป็นหวัด และต้องออกไปข้างนอกพบปะผู้คน การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ เหมือนกับนักการเมืองบ้านเราที่ทำท่ารังเกียจผู้ที่สวมหน้ากากอนามัย
นับเป็นการส่งสัญญาณผิดอย่างรุนแรงต่อผู้คนในสังคม
ต้อง ยอมรับว่า ทุกวันนี้การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเพียงแฟชั่น หรือตามกระแสสังคมเท่านั้น คงจำได้ว่าเมื่อเกือบเดือนที่ผ่านมา เมื่อข่าวผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกองทัพสื่อมวลชนเกาะติดสถานการณ์อย่างหิวกระหาย ส่งผลให้ผู้คนในสังคมต่างสวมหน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังสวมหน้ากากอนามัยตอนไปตรวจเยี่ยมรถไฟฟ้าใต้ดิน
ผ่านไปไม่ถึงเดือน สื่อให้ความสนใจลดลง ข่าวไม่น่าสนใจเหมือนก่อนเพราะไม่มีประเด็นใหม่ๆ ให้ติดตาม และเจอข่าวอื่นมาชิงพื้นที่ คนไทยก็เลิกเห่อ ไม่สนใจจะดูแลป้องกัน นักการเมืองก็เลิกสวม ตอนนี้หากลองไปดูตามงานคอนเสิร์ต บนรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือบนเครื่องบิน น้อยคนที่ยังสวมหน้ากากอนามัย และใครสวมหน้ากากอนามัย ไม่ว่าจะมีอาการหวัดหรือเป็นปกติ อาจจะถูกตั้งข้อรังเกียจจากคนทั่วไป เหมือนกับที่นักการเมืองบ้านเราชี้นำอยู่ในเวลานี้
เพื่อนพาลูกไปเรียนในโรงเรียนกวดวิชา ที่เคยถูกสั่งปิดไปสองอาทิตย์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส บอกว่าเด็กในห้องเรียนก็ไม่มีใครสวมหน้ากากอนามัย
คอนเสิร์ตใหญ่ที่ผ่านมาในเมืองทองธานี ผู้ชมหลายหมื่นคน ก็นับหัวผู้ชมที่สวมหน้ากากอนามัย ทั้งที่เมื่อเดือนก่อน กระทรวงสาธารณสุขออกมายอมรับว่า การชุมนุมของเด็กนักเรียนนับแสนคนจากทั่วประเทศเพื่อปฏิบัติธรรมในวัดพระธรรมกาย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปตามต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว
ความจริงที่หลายคนมองข้ามไป ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ใช่เรื่องของกระแส หรือแฟชั่น แต่เป็นชีวิตจริงที่มนุษย์ต้องเจอมันไปอีกนาน วันหนึ่งไวรัส H1N1 สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจจะหายไป เพราะมนุษยชาติมีภูมิคุ้มกัน แต่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์อื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
นัก ไวรัสวิทยาทราบดีว่า ทุกวันนี้สิ่งมีชีวิตในโลกที่สลับซับซ้อนที่สุดคือ มนุษย์ต้องวิ่งตามสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างอันเรียบง่ายที่สุด คือเชื้อไวรัส คือมนุษย์ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับตลอดเวลา รอให้ไวรัสระบาด มนุษย์จึงคิดวัคซีนไปกำจัดมันได้ สุดท้ายมันก็มีวิวัฒนาการกลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ ออกอาละวาด ให้มนุษย์ตามไปแก้ ต้องคิดค้นวัคซีนชนิดใหม่ เป็นอย่างนี้ตลอดไป
ไข้ หวัดนก คือตัวอย่างของระเบิดเวลาที่นักไวรัสวิทยากลัวมากที่สุด เพราะมันมีอัตราการตายสูงถึง 70% (เปรียบเทียบกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอัตราการตาย 4%) และจะกลับมาระบาดใหม่ทุก 7 ปี โชคดีที่ผ่านมา การระบาดเกิดจากนกไปสู่คน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการระบาดจากคนสู่คนได้ เพราะหากเกิดขึ้น การระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ทันที
แต่ขึ้นชื่อว่า ไวรัส สุดยอดของการกลายพันธุ์แล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ นักไวรัสวิทยาจึงไม่เคยประมาทวิวัฒนาการของไวรัส จับตาดูตลอดเวลาว่า เชื้อไข้หวัดนกจะกลายพันธุ์ ติดต่อจากคนสู่คนได้เมื่อใดมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ จึงต้องทำใจอยู่ร่วมกับไวรัสไปตลอดชีวิต ไม่ต้องรักกันมาก อยู่กันห่างๆ ไม่ต้องเข้าใกล้กัน ดังนั้น การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยการใช้หน้ากากอนามัย จึงเป็นเรื่องที่ควรจะส่งเสริมให้คนในสังคมปฏิบัติจนเป็นเรื่องปกติในชีวิต ประจำวัน ไม่ใช่ทำเป็นเพียงแฟชั่น หรือไปตั้งข้อรังเกียจกับคนที่ประพฤติปฏิบัติ
สงสัย กระทรวงสาธารณสุขคงต้องไปขอร้องให้น้องหมีแพนด้า เป็นพรีเซ็นเตอร์สวมหน้ากากอนามัย ส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับประชาชน แทนนักการเมืองกันเสียแล้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2552

