จำตรรกะมาสอบ

เขาบอกว่า ข้อสอบมันห่วย คนออกข้อสอบห่วย แต่เด็กกับพ่อแม่ผู้ปกครองก็ห่วยด้วยเหมือนกัน

                เขาเป็นเด็กมัธยมที่กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับการสอบโอเน็ต (ที่ผมไม่รู้จัก และคิดว่ามันอยู่ห่างไกลตัวเหลือเกิน) ในปีหน้า

                ผมถามว่าทำไม

                เพราะเด็กกับพ่อแม่ผู้ปกครองอยากได้แต่คะแนน ความจริงมีข้อสอบที่ออกซ้ำกับปีก่อน คือข้อสอบมันไม่ควรจะออกซ้ำ แต่ไม่มีใครออกมาโวย เพราะว่าเด็กมันทำได้ไง

                ผมคิดว่าประเด็นของเขาน่าสนใจไม่น้อย เพราะถ้าเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นกับความขัดแย้งเรื่องโอเน็ตในตอนนี้ คล้ายว่าผู้ออกข้อสอบจะเป็น จำเลย ของสังคมอยู่ฝ่ายเดียว ว่าออกข้อสอบที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่มีสาระประโยชน์ต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

                ผมเห็นในเว็บบอร์ดบางอัน มีน้องๆตั้งคำถามประมาณว่า ถ้าหนู/ผม จะเป็นหมอหรือเป็นวิศวกร หนู/ผม ต้องรู้ด้วยหรือไง ว่าควรจะเอาดอกไม้อะไรมาปักแจกันให้แม่ หรือต้องรู้ด้วยหรือว่าฝรั่งควรจะกินอะไรเป็นอาหารเช้า

                ไม่ได้เรียนไปเพื่อเป็นบ๋อยเสียหน่อย!

                ฟังดูแล้วออกจะเห็นด้วยกับตรรกะของน้องๆอยู่ครามครัน ว่าถ้าแต่ละคนอยากเป็นอะไร ก็ควรได้เรียนเฉพาะสิ่งนั้นๆไปเลยจะได้ไหม ไม่ต้องมา ทน เรียนสิ่งที่ไม่เห็นจะมี ประโยชน์ ต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย อย่างเช่น เรียนไปทำไมเรื่องการปักผ้า ทำกับข้าว จัดดอกไม้ ร้องเพลง สุขศึกษา พละ พุทธศาสนา หรือแม้แต่ภาษาไทย

                ทำไมไม่เอาเวลาที่ เสีย ไปกับวิชา ไร้สาระ พวกนี้ มานั่งติวฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรืออะไรอื่นเพื่อให้เกิด ความเป็นเลิศ (หรือเริ่ด!) ทางวิชาการเฉพาะด้านไปเลยไม่ดีกว่าหรือ มีประโยชน์กว่าด้วย

                ที่แน่ๆและฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของนักเรียนที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่ะ-ภาษาอังกฤษสำคัญกว่าภาษาไทยด้วยนะเออ!

                แต่วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องแล้วหรือ

                การจับคำว่า ประโยชน์ มาเข้าคู่กับคำว่า คะแนนเป็นวิธีคิดที่มี สุขภาวะ (Healthy) ดีแล้วกับตัวเราและสังคมจริงหรือ

                วิชาที่เราคิดว่าไร้สาระ มันไร้สาระกับชีวิตจริงๆหรือ

                ถ้าให้ฟันธงตามประสาคนที่เคยหมกมุ่นกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบเด็ก (ที่เคย) เรียนเก่ง ผมคิดว่า ปัจจัยใหญ่ที่ข้อสอบโอเน็ตปีนี้เป็นปัญหา ก็เพราะเด็กจำนวนมาก ทำข้อสอบไม่ได้ เมื่อทำข้อสอบไม่ได้ ผลก็คือคิดว่าตัวเองจะไม่ได้คะแนน เมื่อไม่ได้คะแนน ก็คิดว่ามีโอกาสพลาดหวังจากการเข้ามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะคณะ ดีๆ คณะ สูงๆ ทั้งๆที่เด็กพวกนี้เสียเวลาและเสีย เงินลงทุน ไปกับการ กวดวิชา มากมายมหาศาล แต่มาเสียโอกาสเอากับการสอบโอเน็ต ซึ่งเป็นการสอบ เพียงครั้งเดียว ช่างเหมือนปราสาททรายที่พังทลายลงเพราะคลื่นเล็กๆแค่ลูกเดียวเท่านั้น แถมยังอาจถูกรุ่นพี่ที่ได้คะแนนโอเน็ตดีกว่า ซิ่ว มาแข่งขันด้วยในปีถัดไปอีกต่างหาก

                ที่จริง ผมเห็นด้วยกับ แนวคิด ของผู้ออกข้อสอบ ว่าสิ่งที่จะ วัด เด็กไทย ไม่ควรเป็นการ ท่องจำ เหมือนที่สถาบันกวดวิชาจำนวนมากทำ นั่นคือเอาข้อสอบเก่ามาติวเข้ม แล้วให้เด็กๆ จำ เอาว่า ถ้าข้อสอบออกมาแบบนี้ มันควรจะต้องตอบว่าอย่างไร ถ้าไม่ตรงกันเป๊ะ ก็ให้ตอบในแนวทางคล้ายๆกัน วิธีคิดแบบนี้มักจะใช้กับข้อสอบประเภทที่เป็นเรื่องสังคม ภาษา หรืออะไรที่ใช้ความจำได้ง่าย

                แต่ยังมีอีกวิธีคิดหนึ่งที่น่าสนใจและผมคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ของเรา เพราะครูและสถาบันกวดวิชา ชั้นดี บางแห่งก็ได้ไปไกลกว่านั้น ด้วยการไม่ได้สอนให้เด็ก จำคำตอบ เท่านั้น แต่ยังมีกลวิธีสอนแบบ อภิกวดวิชา คือให้เด็ก จำตรรกะ โดยเฉพาะวิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือไม่ได้สอนให้รู้จัก คิด ด้วยความรู้ที่อยู่ภายในตัวของตัวเองที่บ่มเพาะมากับประสบการณ์ชีวิต แต่สอนว่าถ้าข้อสอบมาในลวดลายนี้ ก็ให้ต้องใช้วิธีการแบบนี้ๆ ใช้ตรรกะแบบนี้ๆตอบไป แล้วจะได้ผลสัมฤทธิ์ การ จำตรรกะ เกิดมากกับวิชาที่ซับซ้อน เช่น วิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ต้องใช้การคำนวณ หรือแม้แต่วิชาที่เป็นสังคมศาสตร์ชั้นสูง เราจะเห็นได้ว่า ครูมักจะสอนว่า ให้ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาโจทย์แบบนี้สิ ง่าย ลัด เร็ว ตรง ทั้งที่จริงๆแล้วอาจมีวิธีแก้ปัญหาโจทย์ข้อนั้นได้อีกหลายทาง

                พูดโดยสรุปรวมก็คือ การเรียนการสอนของนักเรียนมัธยมไทยนั้น มุ่งเน้นไปที่เรื่องทางเทคนิค ทำอย่างไรให้ทำข้อสอบได้ ไม่ว่าจะเป็น จำ แบบบริสุทธิ์ คือยัดข้อมูลใส่หัวเข้าไปให้มากๆ ประมาณว่าเรียนภาษาอังกฤษก็ต้องท่องพจนานุกรมให้ได้ศัพท์เยอะๆ (แต่เอามาใช้เป็นหรือไม่เป็นอีกเรื่อง!) รวมไปถึงการ จำตรรกะ ว่าถ้าโจทย์มาแนวนี้ ก็ให้ เลือก ตรรกะนี้ที่ จำอยู่ในหัวเอาไปทำโจทย์

                การได้เปรียบเสียเปรียบในการสอบจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถ ลงทุน ไปกับการ ฝังข้อมูล ลงหัวเหมือนฝังชิปได้มากแค่ไหน ผนวกกับโชคอีกเล็กๆน้อยๆ ว่าข้อสอบออกมาตรงกับข้อมูลที่อยู่ในหัวและหยิบออกมาใช้ได้ทันท่วงทีในเวลานั้นๆหรือไม่

                ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยอยู่ครามครันกับผู้ออกข้อสอบ ว่าทำอย่างไรจึงจะมีข้อสอบอีกชุดหนึ่ง ที่วัดดูว่า การใช้ตรรกะ ของผู้สอบนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการออกข้อสอบที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากต้องพยายามเลี่ยงสิ่งที่สถาบันกวดวิชาหรือครูในปัจจุบันสอนเด็กๆให้ จำ และ จำตรรกะ เพราะฉะนั้น ข้อสอบจึงต้องทำนายไม่ได้ (Unpredictable) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำเป็นต้อง หลุด ออกไปจากโลกของเด็ก เพื่อให้เด็กๆได้ใช้ตรรกะของตัวเองอย่างแท้จริง

                อย่างไรก็ตาม ผมเห็นด้วยกับเด็กๆ ว่าข้อสอบนั้น ช็อค มากไปหน่อย ไม่ใช่ช็อคในตัวคำถาม-คำตอบ เพราะล้วนมีตรรกะที่ตอบได้ว่าเพราะอะไรถึงถามอย่างนี้ แต่การใช้ตรรกะไม่จำเป็นต้องมีคำตอบเดียว (หรือสามคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น-ตอบถูกสองข้อก็ได้ศูนย์คะแนน) ถ้าเราจะ ดู เรื่องตรรกะของเด็ก เราไม่สามารถวัดกันโดยใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในห้องสอบได้ แต่คือสิ่งที่ต้องเป็นไปเอง คือทั้งต้องปลูกฝังและสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กเกิดปัญญาญาณ (Intuition) ในการใช้ตรรกะขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้น การออกข้อสอบเพื่อดูตรรกะของเด็กแล้วให้ตอบแบบปรนัย จึงเป็นวิธีคิดที่ไม่น่าจะได้ผลดี แถมยังสำแดงวิธีคิดแบบ อำนาจนิยม ในขั้นลึกออกมาด้วย เพราะมันบังคับให้เด็กต้อง เดา ว่า ตรรกะ ของผู้ออกข้อสอบคืออะไร แล้วตอบไปตามนั้น ทั้งๆที่เด็กอาจมีตรรกะชุดอื่นของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน เพราะพวกเขาอยู่ในสังคมอีกแบบหนึ่งที่ซับซ้อนกว่าสังคมสมัยที่ผู้ออกข้อสอบเติบโตมา (ถ้าคุณครูทั้งหลายเคยเล่นเกมคอมพิวเตอร์ประเภท RPG หรือเกมประเภทวางกลยุทธ์ของเด็กๆ จะพบว่าเกมพวกนั้นน่ะ เด็กๆต้องใช้ ตรรกะ ขั้นสูงและซับซ้อนเพื่อหาทางออกของปัญหา เว้นแต่เด็กคนไหนจะไปหา สูตรโกงเกม มาใช้ก็อีกเรื่อง)

                พูดอย่างถึงที่สุด การออกข้อสอบเพื่อดูตรรกะแล้วให้ตอบแบบปรนัย ก็คือการ บ่มเพาะ ให้เด็ก จำตรรกะ อีกนั่นแหละครับ แต่เป็นการ จำตรรกะ ของผู้ออกข้อสอบ ซึ่งบังเอิญปีนี้เป็นปีแรกที่มีข้อสอบแบบนี้ จึงทำให้เด็กๆออกมาโวย แต่ถ้าปีหน้า สถาบันกวดวิชารู้เสียแล้วว่า ชุดความคิดของผู้ออกข้อสอบเป็นอย่างไร พวกเขาก็สามารถสอนให้เด็กๆ จำตรรกะ พวกนี้ไปใช้ในการสอบได้อยู่ดี แล้วปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะการลงทุนของเด็กๆสัมฤทธิ์ผล

                ความขัดแย้งเรื่องโอเน็ต สะท้อนภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างแยบคายและขมขื่น เพราะเรามีฝ่ายที่คิดว่าตัวเอง ลงทุน ไปมากมายอย่างซื่อสัตย์สุจริต แต่พูดให้ถึงที่สุด นี่คือการ โกงในเชิงโครงสร้าง เพราะจะมีแต่เด็กรวยที่มีเงินกวดวิชาเท่านั้นที่สามารถตักตวงสถานะทางสังคมได้ ผ่านทางการเรียนในมหาวิทยาลัยที่โก้เก๋

                ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็พยายามคิดหาวิธี ล้ม โครงสร้างการโกง (ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว) นี้ให้ได้ โดยพกพาวิธีคิดแบบ อำนาจนิยม(โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว) นำเอาตรรกะของตัวเองมาครอบตรรกะของคนอื่น แถมที่ร้ายที่สุดก็คือมีอำนาจ พิพากษา (หรือให้คะแนน) อยู่ในมืออีกต่างหาก

                สำหรับผม มันจึงเป็นแค่เรื่องตลกเหมือนกับที่เรื่องอำมาตย์-ทักษิณ เป็นแค่เรื่องตลก (แต่เหลือง-แดง ไม่ตลก)

                ทว่าเรื่องที่ผมหัวเราะไม่ออกจริงๆ ก็คือเรื่องของการ จำตรรกะไปสอบ เพราะถ้าทอดตามองทั่วแผ่นดิน เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กๆระดับมัธยมหรอกนะครับ แต่เกิดขึ้นแม้กระทั่งกับนักวิชาการใหญ่ๆในประเทศนี้ด้วย ที่หากอยากให้ อะไรๆ เป็นไปแบบไหนตามที่ตัวเองต้องการ ก็เพียงแต่ไป จำตรรกะ ของคนนั้นคนนี้ที่สอดรับกับวิถีทางการต่อสู้ของตัวเองมาคัดง้างกับคนอื่น

                สำหรับผม นักวิชาการประเภท จำตรรกะ มาอรรถาธิบายนั้นน่าสนใจนะครับ เพราะถ้าเราจับทิศทางของพวกเขาได้ เราจะรู้ว่า อ๋อ...ตรรกะนี้คุณพี่ลอกมาจากนักวิชาการฝรั่งคนนั้นคนนี้ แล้วกำลังใช้ตรรกะนี้ (หรือทฤษฎีนี้) ไปเพื่อเหตุผลอะไร ซึ่งดูเผินๆก็ไม่เห็นเป็นไร และน่าจะเป็นเรื่องตลกเหมือนกัน แต่ที่ไม่ตลกก็เพราะนักวิชาการจำนวนหนึ่งคิดว่าการ จำตรรกะ ของตัวเองมันเป็นสัจธรรมเที่ยงแท้แน่นอน พ่นอะไรออกมาต้องถูกต้องหมดทุกอย่าง (เผลอๆก็คิดว่าเป็นตรรกะที่ตัวเองเพิ่งคิดขึ้นเมื่อวานนี้อีกต่างหาก) และพลอยทำให้คนอื่นเชื่อเช่นนั้น จนตัวเองมีอำนาจอยู่ในมือเพราะเกิด สาวกขึ้นมาคอยเป็นลูกคู่ (พลอยทำให้คิดนั่นคือ พลัง ในการต่อสู้) ด้วยน่ะสิครับ เราจะจับสังเกตคนประเภท จำตรรกะ คนอื่นเขามาพ่นได้ง่ายมาก เพราะ ถ้อยคำ ที่พวกเขาใช้มักปกคลุมไปด้วยคำของมาร์กซ์ ของฟูโกต์ ของนักคิดคนนั้นคนนี้ แต่มักถูกบิดไปรับใช้วัตถุประสงค์ทางการต่อสู้ของตัวเอง

                ว่าแต่ว่า, มันจะร้ายกาจมากเลยนะครับ ถ้าคนที่ จำตรรกะไปเข้าสอบ ดันผนวกรวมเข้ากับวิธีคิดแบบอำนาจนิยม

                และเป็นผู้ตรวจข้อสอบของตัวเอง

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 12 มีนาคม 2553