คนจนจนเพราะอะไร?



หมายเหตุ: บทความคราวนี้ได้รับเกียรติจากคุณวรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ เพื่อนนักศึกษาปริญญาเอกของผมเป็นผู้เขียน คุณวรรณวิภางค์ต้องการแบ่งปันมุมมองต่อปัญหาความยากจนในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่คนจนได้รับความสนใจในฐานะตัวละครสำคัญของความขัดแย้งในสังคม

…………………………………………………
 

ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งที่ผ่านมา หลายๆคนคงเคยได้ยินเสียงก่นด่าอย่างกึกก้องของคนชั้นกลางในเมือง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับความรำคาญหรือเดือดร้อนจากการกระทำของกลุ่มคนที่พวกเขาเรียกว่า “คนจน” คำต่อว่าเหล่านี้ บางทีเลยไปถึงขั้นที่เปรียบเทียบ “คนจนผู้สร้างความเดือดร้อน” ว่าเป็นกลุ่มคนที่ด้อยคุณภาพ คิดเองไม่ได้ และโดนหลอกได้ง่ายๆด้วยอำนาจเงินตรา

การเปรียบเทียบดังกล่าว สะท้อนไปถึงความคิดที่ยังมีอยู่แพร่หลายในสังคมไทยว่า คนจนนั้นจนเพราะขาดคุณลักษณะที่ดีส่วนบุคคล ความคิดเหล่านี้หยั่งรากลึกมาจากความเข้าใจว่าความจนเป็นปัญหาด้านจริยธรรม (moral problem) แทนที่จะเป็นเรื่องของโครงสร้าง (structural problem)

น่าสนใจที่ความคิดเรื่องความจนเป็นปัญหาจริยธรรม ที่ยังเห็นอยู่อย่างแพร่หลายในสังคมไทยนี้ กลับไม่เคยถูกยอมรับว่าสมเหตุสมผลเท่าไหร่ในวงวิชาการตะวันตกมาตั้งแต่หลังยุคศักดินา นอกจากนื้ การมองว่าความยากจนนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมมากกว่าคุณลักษณะนิสัย ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์การเกิดรัฐสวัสดิการในหลายๆประเทศตะวันตก

จริงหรือที่ความจนในสังคมไทยเป็นปัญหาทางจริยธรรม?

บทความนี้ตอบคำถามดังกล่าวว่า “การอ้างเรื่องจริยธรรมเป็นเพียงการเบี่ยงประเด็นไม่ให้มองเห็นถึงสาเหตุของความจนที่แท้จริงอันเกิดจากโครงสร้างทางสังคมที่เหลื่อมล้ำ ซึ่งสุดท้ายแล้วนำไปสู่การนิ่งเฉยต่อการปฏิรูปสังคมหรือรัฐเพื่อสร้างโอกาสกับทุกๆคนอย่างเท่าเทียมกัน”
 

การอ้างเรื่องจริยธรรมเป็นเพียงการเบี่ยงประเด็น

การมองความยากจนว่าเกิดจากสาเหตุด้านจริยธรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความเกียจคร้าน การติดบุหรี่ การติดสุรา การไม่ประหยัด ความโลภ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำเหตุผลและหลักฐานมาอธิบายได้อย่างเพียงพอ และไม่สามารถชี้หนทางการแก้ไขความยากจนได้อย่างแท้จริง เพราะถึงแม้คนจนจำนวนมากจะมีข้อบกพร่องทางจริยธรรมข้างต้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาจน

ทั้งนี้ หากเราลองมองไปรอบตัว ก็จะเห็นได้ว่าข้อบกพร่องทางจริยธรรมเหล่านี้พบได้ทั่วไปทั้งในหมู่คนจนและคนรวย ทั้งยังมีคนจนมากมายที่ขยันหมั่นเพียร ประหยัดอดออม ไม่โลภ ไม่หลงในอบายมุข ฯลฯ แต่ก็ยังมีชีวิตที่ขัดสน

เราไม่สามารถเหมารวมได้ว่านักเรียนในโรงเรียนวัดบ้านนอกซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจนจะเกียจคร้านกว่านักเรียนในโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่มาจากครอบครัวมีอันจะกินในกรุงเทพฯ และเราก็ไม่สามารถเหมารวมได้อีกเช่นกันว่าคนจนมักจะติดเหล้าเมายามากกว่าคนรวย คนจำนวนมากที่เมามายอยู่ตามสถานบันเทิงในยามวิกาลทุกๆคืน ก็หาใช่เป็นคนจนไม่ ... คนมีอันจะกินแต่ไม่ขยันทำงานและติดอยู่ในอบายมุขก็มีคงไม่ได้มีจำนวนน้อยไปกว่าคนจนที่ขยันทำงานและไม่ยุ่งเกี่ยวในอบายมุข คำกล่าวหาที่ว่าคนจนเป็นพวกเกียจคร้าน และยุ่งเกี่ยวในอบายมุขนั้นจึงไม่น่าจะจริง

หรือหลายๆคนอาจอ้างว่าคนจนเพราะไม่มีวินัยในการใช้จ่าย?

ในปี พ.ศ.2549 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ขีดเส้นให้ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,386บาทต่อเดือน จำนวน 6.1 ล้านคนเป็นคนจน [1] หากลองวิเคราะห์ดูให้ดีแล้ว การที่จะใช้เงินทั้ง 1,386 บาทจนหมดทุกๆเดือน หรือบางเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง ต้องขอยืมคนอื่นใช้ ก็คงไม่ดูเป็นการไร้เหตุผลนัก หากมีใครสามารถบริหารจัดการทรัพยากรอันแสนจำกัดขนาดนี้ให้งอกเงยได้ ก็ต้องถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่ง

โปรดลองคิดดูว่า ลูกเศรษฐีที่ขับรถเบนซ์และใช้เงินที่พ่อให้มาตามอัตภาพของเขาเดือนละ 80,000 บาทแถมยังมีเงินเก็บที่พ่อฝากธนาคารให้อีกเดือนละ 20,000 บาท กับหนึ่งใน 6.1 ล้านคนที่ใช้เงินที่หามาได้จนหมดเกลี้ยงทุกเดือน ใครมีจริยธรรมทางการใช้จ่ายมากกว่ากัน

ถ้ายังต้องรีรอในการให้คำตอบ ข้อบกพร่องทางจริยธรรมก็เห็นจะไม่สามารถนำมาใช้อธิบายว่า “ทำไม”คนถึงจนได้

การมองความยากจนว่าเป็นปัญหาทางจริยธรรมนั้น นอกจากจะไม่จริงแล้ว ยังเป็นการสร้างอคติที่ไม่เป็นธรรมต่อคนจน โดยเฉพาะถ้าเขาไม่ได้มีพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรมนั้นจริงๆ และยังไปบั่นทอนความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเองของบุคคลที่ถูกกล่าวหา อันจะยิ่งจะทำให้ปัญหาความยากจนย่ำแย่ลงไปได้อีกในระยะยาว

อีกทั้งการมองว่าคนจนเป็นผู้ที่ขาดจริยธรรม ยังทำให้สังคม (โดยเฉพาะสังคมที่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ) เห็นว่าความลำบากที่คนจนต้องเผชิญ เป็นบทลงโทษของการกระทำที่ไม่ดีต่างๆ ของเขา ความคิดเช่นนี้ช่วยสนับสนุนการเพิกเฉยของสังคมต่อความลำบากของคนจน ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเหล่านั้นสมควรที่จะได้รับบทลงโทษแล้ว

ฉะนั้น การใช้ความบกพร่องทางจริยธรรมเพื่อมาอธิบายความยากจนนั้น นอกจากจะไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมต่อคนจนโดยทั่วไปแล้ว ยังเปิดโอกาสให้สังคมนำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปัดรับผิดชอบต่อคนจนได้อีก

การถามว่าคนจนขาดจริยธรรมด้านไหน ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะมันไม่ได้เป็นแม้แต่สาเหตุตั้งแต่ต้น สิ่งที่น่าจะถามมากกว่าจึงเป็นคำถามที่ว่า เหตุใดคนจนที่เมื่อเวลาเกิดมาก็ไม่ต่างอะไรไปจากใคร ถึงไม่สามารถมีชีวิตที่มีคุณภาพเท่ากับคนอื่นได้? อะไรคือสิ่งที่ปิดกั้นพวกเขาไม่ให้มีศักยภาพในการทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเองได้เท่ากับคนอื่นๆ?

 

คำอธิบายเชิงโครงสร้าง

ถ้าการขาดจริยธรรมบางประการ ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของความยากจนส่วนใหญ่ แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง? อะไรที่ทำให้คนจนที่ขยัน ประหยัดอดออม และไม่ยุ่งเกี่ยวในอบายมุข ยังไม่สามารถมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนคนอื่นๆที่ไม่ได้มีความสูงส่งทางจริยธรรมไปมากกว่าเขานัก  คำอธิบายเชิงโครงสร้างน่าจะช่วยตอบคำถามนี้อย่างมีเหตุผลได้

 คำอธิบายเชิงโครงสร้างเน้นอธิบายสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้คนจนมีศักยภาพในการทำมาหากิน หรือไม่สามารถต่อสู้ในตลาด (ทั้งตลาดแรงงาน และตลาดสินค้า) ได้เท่ากับคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความพยายามให้ตัวเองหลุดพ้นจากความยากจนก็ตาม ตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็เช่น ความไม่เท่าเทียมกันทางโอกาสในสังคม ทางระบบการศึกษา บริการสาธารณสุข ระบบประกันความเสี่ยง ระบบการให้กู้ยืมเงินทุน ฯลฯ

คำอธิบายเหล่านี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ยุคปลายทศวรรษที่ 1770 ที่น่าสนใจก็คือ นักวิชาการคนแรกๆที่เริ่มนำเสนออย่างจริงจังว่าความยากจนนั้นเป็นปัญหาทางโครงสร้างและสังคมควรจะรับผิดชอบแก้ไข คือ อดัมส์ สมิธ  [2] ผู้ถูกนับว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยหนังสือ The Wealth of Nations (1776) ของสมิธ นอกจากจะเสนอทฤษฎี มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand Theorem) อันโด่งดังแล้ว ยังกล่าวไว้ว่าคนจนทุกคนมีความสามารถที่จะพัฒนาทักษะต่างๆ ให้เท่ากับคนอื่นๆได้ถ้าพวกเขาได้รับการศึกษา และการฝึกฝนที่เหมือนกัน

เมื่อเอ่ยถึงปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ความยากจนที่เกิดจากความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด   ความเหลื่อมล้ำทางมาตรฐานของโรงเรียน ส่งผลให้คนจนในประเทศไทย (โดยเฉพาะในชนบท) มีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่ากับคนรวยหรือคนในเมืองใหญ่ ผลกระทบที่ตามมาก็คือการบั่นทอนโอกาสที่จะเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และโอกาสที่จะได้งานทำที่ดีๆ ... ความยากจนของพวกเขาเหมือนเป็นทุ่นถ่วงไม่ให้สามารถกระทำในสิ่งที่เพิ่มประสิทธิภาพให้ตนเองได้ แม้ว่าพวกเขาจะเห็นคุณค่าอันมากมายของมันก็ตาม

นอกจากนี้แล้ว เรายังสามารถอธิบายความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ระบบประกันความเสี่ยง และระบบการให้กู้ยืมเงินทุน ได้ในลักษณะเดียวกัน

งานวิจัยด้านความยากจนและการเข้าถึงระบบสาธารณะสุขส่วนใหญ่ เห็นพ้องต้องกันว่าบุคคลหนึ่งๆจำเป็นจะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงในระดับหนึ่ง ถึงจะสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ ความยากจนที่ส่งผลกระทบให้คนจนได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่สามารถได้รับ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บเสียแต่เนิ่นๆจะลดสมรรถภาพการทำงานและความคิดของเขา สาเหตุทางสาธารณสุขนี้จึงก่อให้เกิดกับดักแห่งความยากจน อันยากที่คนจนจะหลุดออกมาได้ [3].

ปัญหาทางโครงสร้างอีกประการหนึ่งที่สามารถนำมาอธิบายความยากจนโดยทั่วไปได้ คือความไม่สมบูรณ์ของระบบประกันความเสี่ยง ... เจมส์ ซี สก๊อตต์ นักมานุษยวิทยาสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ The Moral Economy of The Peasant (1976) ว่าเกษตรกรที่ยากจนนั้นไม่ได้ไม่รู้จักวิธีการเพิ่มกำไร แต่พวกขาดความกล้าที่จะลงทุนในสิ่งที่มีผลกำไรสูงซึ่งมักจะมากับความเสี่ยงที่สูงต่างหาก

สิ่งที่มีผลกำไรสูงนั้นได้แก่พืชผลที่ขายได้ราคา (cash crops) แต่พืชผลเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มีผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและสภาพดินฟ้าอากาศ การไม่มีระบบประกันความเสี่ยงให้อย่างเพียงพอ ทำให้เกษตรกรที่ยากจนต้องเสี่ยงกับการขาดรายได้จนต้องขายที่ดินหรือทรัพย์สินเพื่อแลกเป็นเงิน ดังนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่จึงหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญความเสี่ยงโดยการเลือกปลูก พืชผลขั้นพื้นฐานที่สามารถนำมาบริโภคและขายได้ แม้จะได้ราคาต่ำก็ตาม ข้อสรุปนี้นอกจากจะถูกใช้โดยสก๊อตต์แล้ว ยังได้รับการพิสูจน์ในงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์หลายชิ้นด้วย[4].

นอกจากระบบประกันความเสี่ยงแล้ว การเข้าไม่ถึงระบบการกู้ยืมเงินทุนอย่างเพียงพอก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ปิดกั้นไม่ให้คนจนหลุดพ้นจากความยากจนได้

ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ประสงค์จะกู้เงินจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) แห่งประเทศไทย จะต้องมีที่ดิน หรือเงินฝากเพื่อเป็นหลักประกัน[5] ทำให้คนจนที่ไม่มีทั้งที่ดินเป็นของตนเองและเงินฝากในธนาคาร แทบไม่มีโอกาสกู้ยืมในระบบแบบนี้

คนจนที่ไม่มีหลักประกันจำนวนมากจึงต้องหันไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ที่แม้ไม่ต้องมีหลักประกันแต่ก็เรียกอัตราดอกเบี้ยสูงลิบ การเรียกดอกเบี้ยเท่ากับร้อยละสองต่อเดือนของผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบนั้นมี ค่าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยกว่าร้อยละสี่สิบต่อปี เมื่อการนับดอกเบี้ยนอกระบบเป็นแบบไม่ลดต้น[6] งานวิจัยของธนาคารโลกพบว่าถึงแม้จะคิดหักลบค่าความเสี่ยงหนี้สูญแล้ว อัตราดอกเบี้ยเหล่านี้ก็ยังนับว่าไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรอยู่ดี[7]

ถ้าโครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อเสียเช่นนี้ คนจนจะต้องขยัน อดออม และระมัดระวังในการใช้จ่ายขนาดไหนกันเล่า พวกเขาถึงจะสามารถนำพาตนเองและครอบครัวให้หลุดพ้นจากวงจรของความขัดสนไปได้?


ข้อสรุป

 
บทความนี้มิได้ต้องการเชิญชวนให้สังคมละเลยเรื่องของจริยธรรม คำสอนที่ว่าการขาดจริยธรรมบางประการสามารถนำไปสู่ความขัดสนทางการเงินได้นั้นเป็นคำสอนที่คงมีเหตุผลอยู่บ้าง กระนั้นก็ตาม ความเชื่อที่ว่าคนจนโดยทั่วไปคือคนที่มีพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรม เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่จริง ไม่เป็นธรรม ทั้งยังเปิดโอกาสให้สังคมนำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปัดรับผิดชอบต่อคนจน

สาเหตุแท้จริงของความยากจนส่วนใหญ่คือความไม่สมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างที่ไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพและทักษะการทำงานอย่างเท่าเทียม ดั้งนั้น วิธีการแก้ปัญหาจึงจำเป็นจะต้องมุ่งไปที่การสร้างระบบที่ให้ความสำคัญกับ ความเท่าเทียมทางโอกาส และการไม่ปลูกฝังความนึกคิดที่มีอคติต่อคนจนให้กับสังคม

คนจนจนเพราะอะไร

-------------------------------------

เชิงอรรถขยายความ :


1.   เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ พ.ศ.2551, เว็บไซท์สำนักงานสถิติแห่ชาติ, http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/indicator/indEco51.pdf
2.   Fleischacker, S. (2005). A Short History of Distributive Justice. Cambridge, Harvard University   Press. Asd
3.   ตัวอย่างเช่น..
      Dasgupta, P. (1993). An inquiry into well-being and destitution. Oxford, Oxford University Press.
      Dercon, S. and P. Krishnan (2000). "In Sickness and in Health: Rish-Sharing within Household in Ethiopia." Journal of Political Economy 108(4(August)): 688-727.
     Martorell, R. (1999). "The nature of child malnutrition and its long-term implications." Food and Nutrition Bulletin 20: 288-292.
4.  ตัวอย่างเช่น..
     Dercon, S. (1996). "Risk, Corp Choice and Savings: Evidence from Tanzania." Economic Development and Cultural Change 44(3): 385-514.
     Morduch, J. (1990). Risk, Production and Saving: Theory and Evidence from Indian Households, Harvard University (Manuscript).         
5.  ดูจากเว็บไซท์ของ ธกส. http://www.baac.or.th/index.php?content_group=4&content_group_sub=2&insi...
6.  ดูจากเว็บไซท์ของธนาคารแห่งประเทศไทยhttp://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/PopularConner/Fraudalert/Documents/Beware2.pps
7.  Banerjee, A. (2006).Chapter 5:  Inequality and Investment. World Development Report 2006: Equity and Development. T. W. Bank. Oxford, Oxford University Press.