หลังจากสร้าง “The Story of Stuff” ภาพยนตร์อะนิเมชั่นตีแผ่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกลไกการตลาดยุคบริโภคนิยมซึ่งปล่อยออกมาตั้งแต่เมื่อต้นปี 2551 และได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้ชมทางอินเทอร์เน็ตหลายล้านคนทั่วโลก
แอนนี่ เลนนาร์ด (Annie Leonard) และทีมงานกลับมาสื่อสารสู่สังคมออนไลน์ด้วยภาพเคลื่อนไหวของการ์ตูนลายเส้นประกอบการบรรยายอีกครั้งเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คราวนี้เธอกระตุ้นให้ผู้คนได้ฉุกคิดถึงวาระที่ซ่อนเร้นอยู่ในความพยายามบรรเทาวิกฤตโลกร้อนของบรรดาผู้นำประเทศและภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ด้วยการจำกัดสิทธิการปล่อยคาร์บอนและการซื้อขายคาร์บอน หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “Cap & Trade”
เหมือนจะซับซ้อนและยุ่งยาก ทว่าแอนนี่ช่วยให้มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก และเธอจะเล่าโดยอ้างอิงข้อมูลของสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่เราๆ ท่านๆ ในประเทศไทยก็ควรจะรู้เท่าทันประเด็นเหล่านี้บ้าง เพราะวิกฤตโลกร้อนเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับสากล ไม่ว่าผู้นำชั้นแนวหน้าของโลกและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะตัดสินใจหรือลงมือจัดการเรื่องนี้อย่างไร สุดท้ายแล้วย่อมส่งผลกระทบถึงทุกคน การเฝ้ามองการทำงานของพวกเขาอยู่ห่างๆ จึงดีกว่าปล่อยปละละความสนใจไปเลย
คลิปสารคดี “The Story of Cap & Trade” ความยาวเกือบ 10 นาที เปิดเรื่องด้วยความรู้สึกเบาใจของใครหลายๆ คน เมื่อเห็นผู้นำโลกหารือพูดคุยกันถึงหนทางหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แวบแรกแอนนี่ก็คิดเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับได้กลิ่นตุๆ ของการฉวยประโยชน์จากปัญหาระดับโลก
เพราะ Cap & Trade* (บางครั้งก็เรียก Emission Trading หรือ Carbon Trading) ที่พวกเขาคิดว่าเป็นทางออกปัจจุบันของวิกฤตโลกร้อนที่จะมาถึงในอนาคต เธอขอแสดงความเห็นในมุมต่างว่า มันกำลังสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม แถมยังไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้
จากนั้นก็พาผู้ชมไปรู้จักกับตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ นั่นคือ เอ็นรอน (Enron) กลุ่มธุรกิจค้าพลังงานรายใหญ่ของโลก และโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) วาณิชธนกิจชื่อดัง ผู้ทรงอิทธิพลในตลาดหุ้นวอลสตรีทของสหรัฐฯ ซึ่งช่วยกันผลักดันให้เกิดตลาดการซื้อขายคาร์บอน โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าการตลาดจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100 ล้านล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
ใครที่ตามเรื่องปัญหาโลกร้อนคงรับรู้แล้วว่า ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “คาร์บอน” เพิ่มขึ้นมากในชั้นบรรยากาศโลก และนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยก็เห็นว่า ต้องลดให้เหลือเพียง 350 ส่วนในล้านส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพภูมิอากาศ โดยสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ก่อคาร์บอนรายใหญ่ของโลกต้องลดการปล่อยลง 80 เปอร์เซ็นต์ (หรือมากกว่านั้น) ภายใน 40 ข้างหน้า
แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมทั้งของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล...โรงงานอุตสาหกรรม การขนส่งทางเรือทางเครื่องบิน การเดินทางด้วยรถยนต์ การก่อสร้าง การผลิตสินค้าและข้าวของเครื่องใช้ ทุกอย่างล้วนปล่อยคาร์บอน
ตัวละครสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในตอนแรกจึงเสนอแนวคิด Cap & Trade ขึ้นมา พร้อมกับอ้างว่าการเปิดตลาดซื้อขายคาร์บอนจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ในขั้นแรกรัฐบาลทั่วโลกจะต้องร่วมกันสรุปและกำหนดโควตาการปล่อยคาร์บอนในแต่ละปีของแต่ละประเทศ การจำกัดเพดานการปล่อยคาร์บอนนี่แหละที่เรียกว่า “Cap” ซึ่งแอนนี่เห็นว่ามาถูกทาง
หลังจากนั้นรัฐบาลของแต่ละประเทศจะนำตัวเลขโควตานี้ไปแจกจ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอน และลดตัวเลขโควตาลงทุกปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 350 ส่วนในล้านส่วนที่วางไว้
องค์กรธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดที่ปรับเปลี่ยนมาสู่เทคโนโลยีสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ย่อมมีแนวโน้มจะปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ซึ่งสิทธิการปล่อยคาร์บอนในส่วนที่เหลือนี้สามารถขายต่อให้องค์กรอื่นๆ ที่ปล่อยคาร์บอนเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต โดยกิจกรรมการซื้อขายโควตาการปล่อยคาร์บอนก็คือ “Trade” นั่นเอง
ทั้งนี้ตัวกลางการเจรจาอย่างเอ็นรอนและโกลด์แมน แซคส์ ก็จะได้รับค่าธรรมเนียมหรือเงินส่วนแบ่งมูลค่าการซื้อขายโควตาในตลาดคาร์บอน ในทำนองเดียวกับโบรกเกอร์ตลาดหุ้น...แหม ได้มีส่วนช่วยโลก แถมยังร่ำรวยขึ้นด้วย ใครจะไม่ชอบ เธอว่าอย่างนั้น
หลายคนมองว่า มันเป็นก้าวแรกของการแก้ปัญหา ซึ่งแม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย ทว่าแอนนี่คิดตรงกันข้าม อะไรที่ถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับเงินแล้วมักจะมี “บางสิ่ง” แฝงอยู่ในรายละเอียดเสมอ
สำหรับกรณีนี้ “บางสิ่ง” ที่แอนนี่หยิบยกมาท้วงติงประการแรกก็คือ การแจกจ่ายโควตาอนุญาตปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (Free Permit หรือ Cap and Giveaway)
ถูกต้อง! ผู้ก่อคาร์บอนทั้งหลายได้รับสิทธิการปล่อยคาร์บอนต่อไปอย่างสบายใจเฉิบ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายสักแดงเดียว อีกทั้งยังเป็นการแจกจ่ายโควตาโดยอ้างอิงสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตด้วย คือใครเคยปล่อยมากก็ได้โควตามาก ใครเคยปล่อยน้อยก็ได้โควตาน้อย...ลดหลั่นกันไป
สหภาพยุโรปนำร่องใช้งานรูปแบบนี้ไปแล้ว พบว่ามันทำให้รายจ่ายด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภาระที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ แถมยังไม่ช่วยให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลงแต่อย่างใด ข้อดีประการเดียวที่พอจะมองเห็นก็คือผู้ประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ก่อคาร์บอนสามารถสร้างรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นนับล้านดอลลาร์ มันเป็นรายได้ที่ดึงออกมาจากกระเป๋าเงินของผู้บริโภค
เธอจึงเสนอให้เปลี่ยนการแจกเป็นการขายโควตาปล่อยคาร์บอน เพราะเงินที่รัฐบาลได้จากการขายนั้นสามารถนำไปใช้ในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานสะอาด ช่วยเหลือประชาชนที่ต้องแบกรายจ่ายด้านพลังงานสูงขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานสะอาด หรือแบ่งปันสู่ผู้คนในประเทศที่ได้ผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่หลายคนเรียกว่า “หนี้นิเวศ” (Ecological Debt)
แอนนี่เปรียบเทียบการมีชีวิตอย่างสุขสบายของชาวอเมริกันที่ปล่อยคาร์บอนมาเป็นร้อยปีว่า เหมือนเราจัดงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่โดยไม่ชวนเพื่อนบ้านมาร่วมสังสรรค์ ซึ่งหากไม่ช่วยรับผิดชอบรายจ่ายความเสียหายอันเกิดจากโลกร้อน ก็เท่ากับโยนภาระค่าเก็บกวาดทำความสะอาดหลังงานเลี้ยงเลิกราไว้ที่พวกเขา ซึ่งไม่เข้าท่าเอาเสียเลย
ข้อท้วงติงประการที่สอง...การชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Offsetting) คือเมื่อบริษัทใดลดการปล่อยคาร์บอนจนต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ก็สามารถขายโควตาส่วนที่เหลือเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนเกินลิมิตของบริษัทอื่นๆ ได้
แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดของหลักการชดเชยก็คือ เป็นเรื่องยากมากที่จะพิสูจน์ว่า ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยน้อยกว่าโควตานั้นเป็นเท่าใดกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อส่วนต่างที่เกิดขึ้นสามารถขายต่อได้ราคาดี จึงเป็นช่องโหว่ร้ายแรงซึ่งกระตุ้นให้บริษัทที่คิดไม่ซื่อ ปั้นตัวเลขการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
อย่างเช่นโรงงานอุตสาหกรรมที่วางแผนการปล่อยคาร์บอนให้เกินจริงเข้าไว้ บอกว่าปีหน้าจะปล่อย 200 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ลดการขยายโรงงานเพื่อให้ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้ อาจจะเหลือสักครึ่งหนึ่งก็สามารถสร้างรายได้พิเศษจากการขายโควตาปล่อยคาร์บอนได้แล้ว...แอนนี่เห็นว่า มันเป็นกลไกที่งี่เง่าจริงๆ
แค่รายละเอียดสองประเด็นที่ว่ามา ก็ทำให้ Cap& Trade เป็นกลไกแก้ปัญหาโลกร้อนที่ไม่ยุติธรรมและไร้ประสิทธิภาพมากพอแล้ว แต่...มันยังไม่จบ เพราะทางเลือกนี้เบี่ยงเบนประเด็นในการเยียวยาโลกร้อน (Distraction) ให้เตลิดไปไกลกว่าสิ่งที่ควรลงมือทำ
แอนนี่เรียกร้องให้ภาคประชาชนออกมาช่วยกันเสนอกฎหมาย โดยยกตัวอย่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดของสหรัฐฯ ที่กำหนดให้คาร์บอนเป็นหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่ต้องควบคุมการปล่อย ฉะนั้นหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ก็น่าจะเล่นบทเป็นผู้ควบคุมปริมาณการปล่อยคาร์บอนเองได้เลย
นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ประชาชนในประเทศอื่นๆ นอนใจว่า ทุกอย่างน่าจะไปได้สวย ก็แค่เปลี่ยนหลอดไฟ ขับรถน้อยลงหน่อย ที่เหลือก็ปล่อยให้กลไก Cap & Trade ทำงาน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะเอาเข้าจริง มันก็แค่กลไกที่ช่วยปกป้องภาคธุรกิจดีๆ นี่เอง
ไม่จำเป็นต้องรีบเชื่อทุกอย่างที่แอนนี่พูด มันมีวาระซ่อนเร้นอยู่ในการซื้อขายโควตาปล่อยคาร์บอนหรือไม่ คนไม่กี่คนกำลังเล่นแร่แปรคาร์บอนเพื่อฉวยประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองผ่านกลไกแก้ไขโลกร้อนจอมปลอมอย่างนั้นหรือ...อย่าลืมนะ คุณควรจะมีส่วนร่วมขบคิดเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน
ภายหลังเผยแพร่ “The Story of Cap & Trade” ออกไปไม่นานก็มีเสียงสะท้อนกลับมามากมายจากผู้ชม ทั้งที่เห็นด้วยและโต้แย้งกันประเด็นต่อประเด็น ทำให้เธอยิ่งรู้สึกประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีก เพราะสามารถสร้างกระแสการถกเถียงในวงกว้างอันน่าจะนำไปสู่หนทางเยียวยาโลกร้อนที่ดีกว่านี้ นั่นต่างหาก...เป้าหมายใหญ่ที่เธอตั้งใจไว้
*หมายถึง การจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเน้นที่คาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล

