กลายเป็นข่าวฮือฮาในช่วงปลายเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เมื่อชาวญี่ปุ่นแย่งกันซื้อกล้วยหอมจนเกลี้ยงซูเปอร์มาร์เก็ต!!
ปรากฏการณ์กล้วยหอมขาดตลาดเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้อย่างไร...และทำไมมันจึงไม่ใช่แค่ “เรื่องกล้วยๆ”
กล้วยหอมครองอันดับผลไม้ยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นมานานหลายปี จากสถิติในปี 2550 ชาวญี่ปุ่นบริโภคกล้วยหอมมากถึง 970,000 ตัน
แต่ความต้องการของผู้บริโภคแดนปลาดิบก็พุ่งพรวดถึงขีดสุดในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เพียงเพราะกล้วยหอมคือเคล็ดลับของการลดน้ำหนักที่ได้รับการบอกต่อว่า...ง่ายและได้ผล
ผู้จุดกระแสแห่กินกล้วยหอมเป็นเภสัชกรหญิงวัย 31 ปี ชื่อ ซูมิโกะ วาตานาเบะ เธอพยายามคิดค้นหนทางกำจัดความอ้วน ในรูปแบบที่ไม่ต้องทรมานกับการอดอาหารหรือออกกำลังกายจนเหน็ดเหนื่อย
ด้วยเล็งเห็นว่ากล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ แต่มีแคลอรี่ต่ำ ซูมิโกะจึงออกแบบสูตรลดความอ้วนสำหรับฮิโตชิ ผู้เป็นสามี โดยให้เขากินกล้วยหอมพร้อมน้ำเปล่าเป็นอาหารเช้า อีกสองมื้อที่เหลือจะเลือกรับประทานอะไรก็ได้ โดยมีเงื่อนไขว่า...มื้อเย็นต้องเสร็จสิ้นก่อนสองทุ่ม งดของหวานหลังอาหาร และเข้านอนก่อนเที่ยงคืน
ผลปรากฏว่า เพียงเดือนแรกน้ำหนักของฮิโตชิหายไปเกือบ 2 กิโลกรัม แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อครบหนึ่งปีสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 17 กิโลกรัม เขาจึงแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จดังกล่าวลงในชุมชนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยไม่คาดคิดว่าจะได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
กระทั่งสูตรลดความอ้วนนี้ได้รับการพูดถึงในรายการโทรทัศน์ แฟชั่นกินกล้วยหอมมื้อเช้าเลยยิ่งระบาดไปทั่วญี่ปุ่น และทำให้กล้วยหอมหมดไปจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แน่นอนว่าทั้งทำเลที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศของญี่ปุ่นนั้นไม่เหมาะสมกับการปลูกกล้วยหอมเลยแม้แต่น้อย กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยหอมที่วางขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วญี่ปุ่นจึงต้องนำเข้ามาจากประเทศฟิลิปปินส์
ลำพังการขนส่งอาหารข้ามน้ำข้ามทะเลก็ผลาญเชื้อเพลิงและซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนมากพอแล้ว แต่สำหรับกรณีนี้ มันยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมซ่อนอยู่ที่ต้นทางการปลูกอีกด้วย
เกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์คือสถานที่ที่ปลูกกล้วยหอมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผลผลิตจากเกาะนี้เพียงแห่งเดียวคิดเป็นปริมาณมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยหอมทั้งหมดที่ฟิลิปปินส์ส่งออก โดยบริษัทเอกชนหลายแห่งซึ่งรวมตัวกันอยู่ภายใต้สมาคมผู้ปลูกและผู้ส่งออกกล้วยหอมแห่งฟิลิปปินส์จะเข้าครอบครองที่ดินและจ้างคนงานให้ผลิตกล้วยหอมชั้นเลิศ เพื่อส่งขายแก่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เช่น Del Monte, Dole, Chiquita และบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Sumitomo ...นี่ดูจะเป็นเรื่องปกติของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
ทว่าสิ่งที่กำลังคุกคามสุขภาพของทั้งคนงานและชาวบ้านอีกกว่าสี่หมื่นชีวิตที่อาศัยอยู่รอบๆ สวนกล้วยในเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา ก็คือ การฉีดพ่นสารเคมีโดยใช้เครื่องบินขนาดเล็ก ดังที่ปรากฏในคลิปวิดีโอด้านล่างนี้
บนท้องฟ้าเหนือทิวกล้วยคือเครื่องบินที่โฉบร่อนพร้อมกับปล่อยละอองสีขาวเป็นทางยาว แต่เมื่อมองเข้าไปยังชีวิตที่อาศัยอยู่ในสวนกล้วยก็จะพบกับความหวาดกลัวของเด็กๆ ในทุกคราวที่เครื่องบินส่งเสียงกระหึ่มก้องอยู่เหนือหัว รวมถึงร่างกายของทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ออกอาการทนไม่ไหวกับฤทธิ์ของละอองเคมี ไม่ว่าจะเป็นผื่นแดงคันคะเยอบนผิวหนัง คลื่นไส้วิงเวียน ไปจนถึงขั้นรุนแรง เช่น เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ตาบอด และเสียชีวิต
สารเคมีจำนวนมากกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วบริเวณ ลำธารและบ่อน้ำตื้นปนเปื้อนสารแปลกปลอมจนไม่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับสัตว์ในแหล่งน้ำเหล่านั้น
หลังจากจมอยู่กับสภาพอาบละอองเคมีเป็นเวลานาน ในที่สุดผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันลุกขึ้นประท้วงเมื่อเดือนเมษายน 2549 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองดาเวาออกกฎหมายห้ามใช้เครื่องบินฉีดพ่นสารเคมี และค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นการรณรงค์ “Stop the Toxic Shower: Ban Aerial Spraying in Davao City”
แคมเปญที่สื่อสารออกไปได้รับร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งประชาชนทั่วไป นักสิ่งแวดล้อม ผู้นำศาสนา สื่อมวลชน นักวิชาการ ฯลฯ การรณรงค์เข้มข้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองดาเวาเห็นความสำคัญของปัญหา อันนำไปสู่การสอบสวนหาข้อเท็จจริง กระทั่งสามารถผลักดันเป็นกฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ได้สำเร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550
เงื่อนไขของกฎหมายท้องถิ่นฉบับนั้นระบุให้บริษัทที่ปลูกกล้วยหอมในเมืองดาเวา ต้องยกเลิกการฉีดพ่นสารเคมีทางอากาศ และปรับเปลี่ยนไปใช้การฉีดพ่นสารเคมีในระดับพื้นดินแทน ภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากที่กฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 มีนาคม 2550
ความดีใจในชัยชนะยกแรกอยู่กับกลุ่มผู้ประท้วงเพียงชั่วคราว เมื่อบริษัทปลูกกล้วยหอมทั้งหมดตัดสินใจยื่นคำร้องต่อศาลในเดือนเมษายน 2550 เพื่อขอให้ระงับการใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว โดยอ้างว่าระยะเวลา 3 เดือนนั้นน้อยเกินไปสำหรับการเปลี่ยนแปลงวิธีฉีดพ่นสารเคมีทั้งระบบ และขอขยายเวลาออกไปเป็น 3 ปี นอกจากนี้ยังได้ยื่นฟ้องรัฐบาลท้องถิ่นเมืองดาเวาที่ออกกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม อันจะนำมาซึ่งความเสียหายต่อธุรกิจการส่งออกกล้วยหอมอีกด้วย
การยื่นฟ้องของบริษัทปลูกกล้วยยิ่งทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
กระบวนการไต่สวนเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2550 และดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานหลายเดือน กระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับใช้กฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2551 และขอเวลา 6 เดือนสำหรับการพิจารณาเรื่องนี้โดยละเอียด
ทว่าเมื่อครบกำหนดในวันที่ 28 กรกฎาคม ศาลอุทธรณ์ก็ยังไม่สามารถสรุปคำตัดสินได้ สร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างมาก พวกเขาจึงรวมตัวกันไปประท้วงที่หน้าศาลอุทธรณ์ในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อประณามการทำงานที่ล่าช้าจนเหมือนไม่ได้ดำเนินการอะไรเลย พร้อมกับตั้งคำถาม...
หรือความยุติธรรมจะเลือกยืนอยู่ข้างกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่…
หรือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ไม่สำคัญเท่าผลกำไร...
10 พฤศจิกายน 2551 มีการรวมตัวกันหน้าศาลอุทธรณ์อีกครั้งเพื่อเรียกร้องให้ศาลสรุปผลการตัดสินคดี และปักหลักประท้วงเรื่อยยาวมาจนถึงช่วงสิ้นปี
จนถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่า กฎหมายท้องถิ่น “ห้ามการฉีดพ่นสารเคมีด้วยเครื่องบิน” ในเมืองดาเวาจะถูกระงับใช้ไปอย่างถาวรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เครื่องบินเล็กยังร่อนโปรยสารเคมีเป็นประจำทุกเช้า เหมือนไม่เคยรับรู้ความเดือดร้อนของผู้คน
ด้วยเหตุนี้ ทุกข์ของคนญี่ปุ่นที่ต้องวิ่งหาซื้อกล้วยมาช่วยลดน้ำหนักกับทุกข์ของผู้ปลูกกล้วยชาวฟิลิปปินส์ที่เผชิญหน้ากับสารเคมีเป็นกิจวัตร จึงสัมพันธ์กันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของกระแสบริโภคในยุคโลกเล็กลงที่กำลังสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเดือดร้อนให้แก่ชีวิตที่ต้นทางการผลิตอาหาร โดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
สารพัดอาหารที่วางขายในท้องตลาดซ่อนคราบน้ำตาของผู้ผลิตต้นทางไว้ด้วยหรือไม่...จึงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคควรจะต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อด้วยเช่นกัน

