หลังฝนหลงหนาวกลางเดือนมกราคมผ่านไป ก็ได้เวลาช้อปปิ้งผักปลอดสารกัน ผักพวกนี้ผมไม่ได้ปลูก เค้าขึ้นของเค้าเอง อาจจะอยู่มาก่อนแล้วหรือเลือกที่จะมาอยู่ ลมพัดฝนพาหรือแอบมากับขี้วัวขี้ควายจากต่างถิ่นต่างตำบลก็เป็นไปได้ ปะเหมาะเคราะห์ดี (อุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด) ก็โผล่หน้ามาทักทายกัน
เราจะไม่มีทางพบเห็นชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้เติบโตขึ้นมาจากการทำเกษตรเคมีอย่างแน่นอน ความที่ถูกตีค่าเป็นวัชพืช ต้องกำจัด ต้องทำลาย โดยหารู้ไม่ว่ามันได้ทำลายปัจจัยพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง นั่นคือ “แหล่งอาหาร” ไปพร้อม ๆ กัน
พูดถึงเรื่องกิน มีอยู่สองคำระหว่าง “ไม่เลือกกิน” กับ “กินไม่เลือก” ที่เผิน ๆ แล้วฟังดูคล้าย แต่เมื่อค้นลึกลงไปในความหมายกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนเราที่ไม่เลือกกินได้ก็เพราะรู้จักพอ มีอะไร เท่าไหร่ ก็กินใช้เท่านั้น ไม่ดิ้นรนขวนขวายจนเอาตัวเองเข้าไปผูกพันพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป แต่ไอ้ที่กินไม่เลือกนี่คนละขั้วกันเลย เพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภ เอาแต่ได้ ไม่บันยะบันยัง จนสร้างความเสื่อมให้กับตัวเองและสังคม
ไม่ต่างกันนักระหว่างวิถีเกษตรธรรมชาติกับเกษตรเคมี
แต่ถึงจะไม่เลือกกิน เราก็สนุกสนานกับการเลือกสรรวัตถุดิบมาปรุงอาหารได้ ... มีอะไรบ้าง ไปดูกัน
(หมายเหตุ: ขอขอบคุณของเล่นสนุก ๆ จาก PhotoScape.org และ อักษรสวย ๆ จาก f0nt.com ด้วยครับ)







มีกินและทำกินอย่างนี้ จะเรียกว่า “พึ่งตนเอง” ได้หรือยัง?
ตอบกลับไปดัง ๆ เลยว่า ‘ได้’ นี่ขนาดแค่ผักป่านะ แล้วไหนจะผักปลูกอีกล่ะ นั่นแค่เรื่องกิน, มากกว่านั้นในเรื่องปัจจัยการผลิต อย่างปุ๋ยเคมีหรือยาปราบศัตรูพืช จะซื้อหามาทำไมครับ ทำเองได้ ใช้ดีด้วย หรือจะเรื่องแรงงาน หนักนิดเบาหน่อยทำไมต้องจ้าง ทำเองได้ สวนก็ไม่ใหญ่โตอะไร พอมือพอกำลัง ไม่เกินแรงที่จะทำ เพราะรู้จักและประมาณตัวเองแล้วว่าทำได้ขนาดไหน
การพึ่งตนเองที่ว่ายากนั้น อาจเพราะเรามองข้ามเคล็ดลับง่าย ๆ ไป นั่นก็คือ “เศษหนึ่งส่วนสี่” ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ช่องไว้ เรามักยึดติดกับภาพชุมชนบรรพกาล ปลูกข้าว ทอผ้า บดยา มุงคาสร้างบ้าน ทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นไปได้ยากในยุคสมัยนี้ ภาพจำดังกล่าวจึงถูกใช้เป็นข้ออ้างในการละเลยไม่ใส่ใจ
ก็อย่างที่พระองค์ท่านว่าไว้ “ไม่ต้องทั้งหมด” แค่ทำกินทำใช้เองบ้าง พึ่งคนอื่นให้น้อยลง ไม่ผิดที่เราจะพึ่งพากันได้ตามความจำเป็น ไม่ใช่ตามความต้องการ ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะเก็บผักทำครัวอย่างนี้ทุกมื้อเสียเมื่อไหร่ แต่ก็อุ่นใจได้ว่าเมื่อถึงคราวคับขันขึ้นมาจริง ๆ เราจะยังมีกินมีใช้ แม้จะไม่ยาวนานตลอดไป แต่ก็นานพอที่จะให้ชีวิตได้มีเวลาตั้งต้นใหม่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับอะไรมากมายนัก
ก็เหมือนผักหญ้าในสวน ตัวเราเองก็ต้องมีภูมิคุ้มกันไว้บ้าง เพราะฟ้าจะหม่นฝนจะแล้งขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ชีวิตในวิถีเกษตรอาจจะเห็นภาพนี้ได้ชัดถนัดตากว่าวิถีเมือง แต่รวม ๆ แล้ว สาเหตุที่คนเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้ น่าจะเป็นเรื่องของ “การใช้จ่าย” เมื่อไม่พอจ่ายก็ต้องไปขึ้นกับคนอื่นด้วยการเป็นหนี้ จำเป็นหรือไม่ อย่างไร อันนี้ไม่ทราบ ไม่เถียงด้วย แต่มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่น่าจะถูกทางสักเท่าไหร่ คือแทนที่จะกำจัดหรือจำกัดค่าใช้จ่าย กลับไปเพิ่มค่าใช้จ่ายใหม่ ๆ เข้ามาอีก ทำอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะพอจ่ายกัน
จริง ๆ แล้วไม่ต้องเพิ่มรายได้ให้เหนื่อย แค่ลดรายจ่ายให้ได้ ก็จะเป็นหนทางที่นำไปสู่การพึ่งตนเองได้ในที่สุด
ถ้าการใช้จ่ายคือสาเหตุที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ส่วนที่เป็นนามธรรมลูบคลำไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะเราไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจในตัวเอง อะไรก็ตามลองเมื่อไม่ ‘มั่น’ ไม่ ‘วาง’ แล้ว มันก็โลเลล่องลอย ต้องคอยยึดนั่นเกาะนี่ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญอย่าเป็นเหมือนกาฝากที่คอยแต่ดูดกินน้ำเลี้ยงจากไม้ใหญ่ ที่สุดท้ายก็เฉาตายไปด้วยกัน เพราะบั้นปลายหมายหมุดของการพึ่งพาตนเองนั้นไม่ใช่การเอาตัวรอดโดยไม่คำนึงถึงสังคมหรือคนรอบข้าง
ธรรมชาติของคนเรานั้น รักอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร มิใช่หรือ, เราลืมปมเขื่องข้อนี้ของเราไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ทั้งหมดที่เขียนก็เป็นเรื่องราวที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ ผมแค่คุ้นเคยกับมันเลยอยากบอกเล่าในส่วนที่ผมสัมผัสให้กันฟัง ยากง่ายอย่างไร ต้องลงมือทำเท่านั้นถึงจะรู้
พึ่งตนเองได้ไม่ได้ก็อยู่ที่ว่าคุณใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนชีวิต ระหว่าง “ความพอ” กับ “ความโลภ”
สวัสดีปีใหม่ครับ ...
บ้านสวน, มกราคม ๒๕๕๓

