
สุดฝีมือแล้วจริง ๆ เท่าที่ความสามารถของชาวสวนและกล้องกิ๊กก๊อกจะมีให้ได้ แต่ก็ถ่ายได้ดั่งใจในโอกาสเพียงครั้งเดียวที่มี กับภาพผีเสื้อกำลังหยอกล้ออยู่กับพู่ระย้าของบุหงาส่าหรีช่องาม แม้รูปที่ได้จะดูไกลและเบลออย่างที่เห็น แต่ผมก็ชอบนะ รู้สึกได้ถึงสายลมจากดอกไม้ที่พลิ้วไหว
ตลอดทั้งปี บ้านสวนจะกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ จากมุมโน้น จากตรงนั้น ตามแต่ลมจะโชยพา สลับกันไปตามแต่จังหวะและนิสัยของสายพันธุ์ กลิ่นไม่หอมอวล ไม่หอมฟุ้ง แต่หอมเย็นชื่นใจ...หอมจากไม้ของแม่
พร้อม ๆ กับวันที่ลงเสาต้นแรกของบ้านสวน แม่ก็พาหมู่ไม้ ‘ไทยนิยม’ มาอยู่ด้วยตามความเชื่อและเพื่อศิริมงคล “…มะขาม มะยม เอาไว้หน้าบ้านนะลูก ส่วนขนุนนี่เอาไปไว้หลังบ้าน จะได้มีแต่คนคอยเอื้อเฟื้อเกื้อหนุน แล้วถ้ามันติดลูก แกะเนื้ออย่าทิ้งเม็ดนะ เดี๋ยวแม่จะต้มเม็ดขนุนให้กิน…” แม่ว่าของแม่อย่างนั้น
แต่ชีวิตใช่จะมีเพียงด้านเดียว ความมั่นคงแข็งแรงแม้จะจำเป็น แต่ชีวิตก็ต้องหอม ต้องหวานด้วย ที่เรียกกันว่า ‘เสน่ห์’ หรือ ‘สีสัน’ ก็สุดแท้แต่ ว่าแล้วแม่ก็ค่อย ๆ บรรจงแซมซ่อนไม้ดอกไม้ใบ แอบไว้ตามมุมโน้นมุมนี้ของบ้านสวน (ความที่รู้สันดานลูกชายว่าไม่นิยมไม้ดอกสักเท่าไหร่) เวลานั้นตัวผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เรียกว่าไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ วันวันเอาแต่ขลุกอยู่กับไม้ใหญ่ทำเงินจำพวก มะม่วง ลำไย เสียเป็นส่วนใหญ่ ปล่อยให้ไม้ของแม่เติบโตตามยถาเทวดาเลี้ยง
กระทั่ง...
‘กรรณิการ์’ เธอเดินเข้ามาทักผมก่อนด้วยกลิ่นกายที่หอมชวนฝันและรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว เธอห่มกายด้วยอาภรณ์สีขาวซ่อนแสดแดงไว้ข้างใน กลีบงอนอ่อนพลิ้วดั่งกังหันต้องลม แต่น่าเสียดาย เธอรักที่จะเบ่งบานในยามพลบค่ำ พอรุ่งสางเธอก็ทิ้งเราร่วงหล่น เหลือไว้เพียงรูปรางและกลิ่นโรย
ไม่น้อยหน้ากัน ‘บุหงาส่าหรี’ เธอเปิดตัวด้วยพวงช่อสีขาวของดอกเล็ก ๆ เรียงเรียวเป็นเส้นสาย...สวย เธอมาพร้อมกับกลิ่นหอมแรง มาดมั่น ตลอดค่ำคืนจนถึงสายของอีกวันจึงคลายจาง เธอจะอยู่กับเราตราบเท่าที่ยังทานไหวจากแรงลมและแรงดอมดมของหมู่ภมร และเมื่อนั้นเธอจึงร่วงดอกขาวพราวหญ้าเขียว
แม่ซ่อนเสน่ห์ไว้รอบบ้านจนผมเริ่มหลงใหลและออกตามหา แล้ววันหนึ่งจึงได้พบกับ ‘แก้ว’ สาวน้อยสวยหวาน ขาวผุดผาดสะพรั่ง มีเค้าว่าเมื่อโตเต็มที่แล้ว คงไม่แคล้วสาวงามสวยเด่น กลิ่นแก้วหอมไกล แม้ในวันที่ต้องง่วนอยู่ในสวนนอกรั้วบ้าน กลิ่นแก้มแก้วยังโชยมาให้ชื่นใจ...หายเหนื่อย
แต่ที่ดูแปลกตากว่าใครเพื่อน น่าจะเป็น ‘โมก’ ที่ยืนสำรวมอยู่ข้างอ่างบัว ที่ว่าแปลกเพราะดอกโมกจะคว่ำหน้าลงดิน ไม่เงยหน้าสบตาผู้คนเหมือนดอกไม้ทั่วไป ยามเห็นดอกโมก นึกไปถึงภาพหญิงสาวห่มขาวกำลังเดินจงกรมเจริญสติพิจารณาลมหายใจทุกทีไป อาจเป็นเพราะกลิ่นโมกที่หอมอ่อน หอมเย็น ดั่งสงบงามในหลักธรรมคำพระ
และในบางคืนที่ฟ้าเปิดโปร่ง หมู่มวลอัปสราจะออกมาร่ายรำอยู่ริมห้วยหลังบ้าน เราเรียกเธอว่า ‘แตรนางฟ้า’ พริ้วแพรสีขาวเบ่งบานยามเธอเริงร่า หอมแตรนั้น หอมหวาน หอมซึ้ง ดั่งต้องมนต์ แต่ดูเธอช่างเอียงอายคล้ายดอกโมกที่เอาแต่ก้มหลบไม่สบสายตา แต่ก็สวยเท่ห์ท้าทาย น่าค้นหา มีบ่อยครั้งที่คล้ายจะแว่วเสียงแตรล่องลอยมาแต่ไกล ฟังเพลินหูจนเคลิ้มหลับ ไม่ฝัน…ยันเช้า

ความสุขของแม่เบ่งบานเต็มสวนไปหมด ต้นไม้ของแม่สอนให้มี “ความสุขอยู่กับปัจจุบัน” ได้แยบคายนัก ช่วยสร้างจินตนาการ สร้างสุขได้ง่ายและทันที รู้สึกฟูมฟายน้อยลงกับบางเรื่องราวที่เดินผ่าน เพราะการคิดย้อนนั้นไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่าความเสียดาย สุดท้ายก็ต้องมานั่งตีอกชกหัวตัวเอง กระทั่งการคิดไปก่อนก็ตาม ที่รังแต่จะสร้างความวิตกกังวลและขึงเครียดจากความคาดหวัง
ทั้งที่ความเป็นจริงของชีวิตมันก็อยู่กับเราตรงนี้...ขณะนี้นี่เอง
ด้วยตั้งใจไว้ให้พ่อกับแม่มาพำนักพักประจำ แต่เพราะแม่ไม่สบาย ถึงแม้อากาศที่นี่จะบริสุทธิ์แต่ก็ชื้นเอาเรื่อง ไม่เหมาะนักกับใครที่สุขภาพไม่แข็งแรง บ้านสวนจึงเป็นเพียงบ้านพักตากอากาศเป็นครั้งคราว แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ครอบครัวเราเบาใจและมีแรงกำลังที่จะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน นั่นก็คือ ‘ใจ’ ครับ ใจของแม่เข้มแข็งไม่อ่อนไหว ใจของแม่ละมุนละไมและอ่อนโยน นี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในยามประสบกับห้วงวิกฤตแห่งชีวิต ที่สำคัญทัศนคติของแม่ต่อโรคภัยไข้เจ็บเป็นไปในทำนอง
‘อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ’ ใช่ ‘การต่อสู้’
ผมเชื่อว่าความรักในธรรมชาติทำให้แม่คิดอย่างนั้น จึงอยากให้ทุกใครไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ก็ตาม ลองคิดอย่างแม่ของผมดู แล้วคุณจะเห็นว่า ‘โลก’ หรือ ‘โรค’ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยสักนิด
..................
หมายเหตุ: เขียนไว้ในบล็อกตัวเองเมื่อ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ จึงขอนำมาขัดเกลาและเผยแพร่อีกครั้งที่นี่ เพราะนอกจากความใส่ใจและใกล้ชิดกันของคนในครอบครัวแล้ว กิจกรรมที่ต้องจริตและสอดคล้องไปกับครรลองของธรรมชาติ จะช่วยบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี “การทำสวนบำบัด” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ครอบครัวเรานำมาใช้รักษาควบคู่ไปกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ต้องใหญ่โตอะไรมากมายหรอกครับ แค่เริ่มที่ดอกไม้เล็ก ๆ ในกระถางก็พอ แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า แม้จะเริ่มที่กระถางสองกระถาง แต่แนวโน้มจะกลายเป็นโรงเรือนย่อม ๆ มีกว่า 90% เหมือนที่พ่อกำลังกุลีกุจอเลื่อยนั่นตอกนี่ ทำราวแขวนกล้วยไม้ให้แม่อยู่ในตอนนี้...

