ติดปีก ... บินหมู่

 

“Float like a butterfly and sting like a bee”  

ชีวิตอิสระและเขี้ยวเล็บพอตัว  ผมว่ามีแค่นี้ก็เพียงพอที่พี่น้องเกษตรกรจะใช้ตะลุยโลกกร้านใบนี้อย่างสนุกแล้ว ‘อิสระ’ คือไร้ซึ่งพันธนาการใด ๆ สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ส่วน ‘เขี้ยวเล็บ’ นั้นหาใช่อาวุธประหัตประหาร แต่คือการรู้เท่าทัน รู้เลือก และรู้เลี่ยง 

แต่ทุกวันนี้ผมไม่ค่อยจะได้เห็นเกษตรกรบ้านเรามีอิสรเสรีที่จะบินล้อลมชมดอกไม้ได้เหมือนผีเสื้อตัวนี้เลย ... 

เหลียวมองชีวิตชาวนาก็เห็นแต่การรอคอยเหมือนข้าวคอยฝน เก็บเกี่ยวเสร็จก็เข้าคิวรอขายข้าวให้โรงสี ราคาไม่ดีก็รอรัฐบาลมาประกัน ยิ่งในปัจจุบันการแทรกแซงราคาอย่างผิดธรรมชาติของรัฐที่กำหนดราคาจำนำไว้สูงกว่าราคาตลาด กำลังทำให้เกษตรกรหลงระเริงอยู่ในวังวนนี้จนยากจะถอนตัว ผิดจากนี้ก็ก่อหวอดเรียกร้องกดดัน กลายเป็นเข้าทางพวกนักกินเมืองไปเสียฉิบ! 

หันกลับมามองชีวิตชาวสวนดูบ้างก็ไม่แตกต่างกันนัก โจทย์ของชาวสวนไทยทุกยุคทุกสมัยก็คือราคาผลผลิตตกต่ำ ด้วยมักจะเริ่มต้นที่พืชตัวไหนราคาดีก็แห่ปลูกตามกัน พอราคาดิ่งลงเพราะปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นก็ประสบกับภาวะขาดทุน ต้องโค่นทิ้งไปเสี่ยงกับพืชตัวใหม่ พอพืชตัวเดิมราคาดีขึ้นก็หันกลับมาปลูกกันใหม่อีก วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ... ไม่รู้จำ 

ยอมรับความจริงกันดีกว่าครับว่า ด้วยฐานะของประเทศในวันนี้ รัฐบาลคงไม่มีปัญญาอุดหนุนเกษตรกรได้เหมือนกับประเทศร่ำรวยอย่างญี่ปุ่นหรืออเมริกา ที่เขาทำได้นั้นนอกจากมีเงินแล้ว ยังมีเทคโนโลยี ของตัวเอง จำนวนเกษตรกรก็น้อย โดยเฉลี่ยเพียงร้อยละ ๕ ของประชากรทั้งหมด น้อยมากเมื่อเทียบกับบ้านเรา ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างนี้ เอาวิธีของเขามาใช้บ่อย ๆ ไม่ได้หรอกครับ เหมือนไม่ประมาณตัวเอง เห็นจะมีอยู่ทางเดียวก็คือ เกษตรกรบ้านเราต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด 

การทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนนั้น ยังเป็นคาถาค้ำยันชีวิตที่ใช้ได้ดีอยู่เสมอ ตัวผมเองก็นำมาใช้อยู่บ่อย ๆ โจทย์ของใคร ใครคนนั้นก็ต้องแก้ไขเองครับ ปัญหาของเกษตรกรก็เช่นเดียวกัน  

นอกเหนือไปจากการปรับวิธีคิด - เปลี่ยนวิธีการผลิตจากเกษตรเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรผสมผสานที่เป็นการจัดการปัญหาเฉพาะตัวแล้ว ‘การรวมกลุ่ม’ จะเป็นกระบวนการต่อเนื่องต่อมาในการแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน ทั้งยังสามารถพัฒนาไปเป็นเครือข่ายหรือแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจได้ในอนาคต 

ที่สำคัญการรวมกลุ่มจะเป็นกลไกในการจัดการปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรข้างต้นได้เป็นอย่างดี เพราะถึงเราจะปลูกไว้กินเป็นหลัก แต่อย่างไรเสียก็ต้องมีเหลือ ‘กลุ่ม’ ก็จะเข้ามารองรับปัญหาตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาตลาด การกระจายสินค้า ไปจนถึงการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต 

ส่วนจะรวมกันแบบไหน  อย่างไรนั้น ผมคงจะไม่มีความรู้เพียงพอที่จะนำเสนอได้ในที่นี้ (อีกเช่นเคย) แต่อยากจะฝากข้อสังเกตสั้น ๆ ไว้เผื่อไปคิดต่อ เราแก้ปัญหาจากภายนอกมามากแล้ว ลองแก้จากข้างในออกมาบ้าง ... แก้ที่ตัวเราเองนี่ล่ะ 

โดยหลักการแล้ว การรวมกลุ่มคือการระดมทุนและสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่การรวมกลุ่มในบ้านเราไม่ค่อยประสบความสำเร็จ น่าจะเป็นเพราะเราลืมหัวใจของมันไป นั่นคือ “ความอิสระ” และ “ความเสียสละ” ของสมาชิกในกลุ่ม 

อิสระของเกษตรกรควรเริ่มต้นด้วยการยืนบนลำแข้งของตนเองครับ  อย่าเริ่มต้นด้วยการพึ่งพารัฐ  ปัญหาที่พบก็คือ เมื่อมีผลประโยชน์มากระทบ กลุ่มมักจะแตกเสมอ นั่นเพราะเรารวมกันอย่างหลวม ๆ หวังประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ขาดอุดมการณ์และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ลักษณะดังกล่าวจะเกิดกับกลุ่มที่รัฐจัดตั้งเป็นส่วนใหญ่ 

การรวมกลุ่มใช่เพียงแค่กลุ่มคนที่มีปัญหาร่วมกันมารวมตัวกันเท่านั้น แต่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในกลุ่ม นั่นคือต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดถึงรากถึงโคนในแนวคิดและทัศนคติของสมาชิกแต่ละคนนั่นเอง ดูการเททองหล่อองค์พระเป็นตัวอย่าง เนื้อทองจากศรัทธาล้วนต่างที่มา หลากรูปแบบ สุดท้ายต่างต้องถูกหลอมรวมกันให้เป็นเนื้อเดียว แกะพิมพ์ออกมาจึงงดงามผุดผ่อง มองผิวนอกก็สวยสุกใส มองเนื้อในก็แข็งแกร่ง  

การรวมกลุ่มก็เช่นเดียวกัน จะสำเร็จหรือล้มเหลว เข้มแข็งหรืออ่อนแอ ก็อยู่ที่สมาชิกในกลุ่มว่าจะยอมร้อนยอมหลอมกันหรือเปล่า ถ้ายังใช้ชุดความคิดเดิม ๆ แก้ไขปัญหาก็เหมือนเดินย่ำอยู่กับที่ ผมว่ายากครับที่จะสำเร็จ 

แต่ถ้าเมื่อใดโลกทัศน์ถูกเปิด ทัศนคติถูกปรับ พฤติกรรมถูกเปลี่ยน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เองที่จะนำพาเราโบยบินออกมาจากกรอบที่ถูกคนอื่นขีดครอบไว้ เราจะมีอิสระที่จะตัดสินใจเลือกผลิตได้ด้วยตัวเอง สามารถกำหนดราคาขายได้เอง และสร้างตลาดของตนเองได้ 

แต่ถ้ายังอยู่ในกรอบในกรงที่ใครขีดขังเราไว้ อำนาจต่อรองก็จะไม่เกิด ... 

ผมขอแนะนำวิธีแหกกรอบง่าย ๆ ให้ลองปฏิบัติกันดูนั่นก็คือ การทำเกษตรผสมผสานครับ ด้วยวิถีนี้แม้ไม่ขายเราก็มีกิน เมื่อมีกินก็ไม่จำเป็นต้องรีบขาย เก็บไว้รอราคาขึ้นค่อยขายก็ได้ หรือจะเอาไปทำปุ๋ยก็ดี ไอ้ที่ว่าผีถึงป่าช้ายังไงก็ต้องเผาน่ะ ลืมไปได้เลย เพราะคนที่เดือดร้อนก็จะเป็นพวกเถ้าแก่แม่เลี้ยงทั้งหลายที่ไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีสินค้า ไม่มีใครให้กดราคาอีกต่อไป เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถกำหนดราคาที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้  

ผมประทับใจกับหลักคิดง่าย ๆ ของพ่อมหาอยู่  สุนทรธัย ปราชญ์อีสาน ที่ว่า “ไม่ขายก็ไม่เป็นไรเพราะไม่ได้ซื้อ แต่ถ้าขายไป ๑๐๐ แล้วต้องซื้อมา ๑๒๐ อย่าขายดีกว่า” บอกถึงฐานคิดอิสระและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง จึงอยากฝากไปถึงชาวนาที่ขายข้าวเปลือกถูกแล้วไปซื้อข้าวสารแพงมาบริโภคให้ลองทบทวนดู 

‘อิสระ’ แล้วก็ต้อง ‘เสียสละ’ เป็นประการต่อมา 

ที่เรามารวมกลุ่มกันไม่ใช่เพื่อเรียกร้องเอาอะไรจากใคร แต่ต้องเรียกร้องเอาจากตัวเองเป็นปฐม เราต้องลงให้ทั้งใจ กาย กระทั่งทุน เพื่อขับเคลื่อนให้กระบวนการกลุ่มมาแก้ไขปัญหาของเราเอง 

ปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้าเราใช้กระบวนการกลุ่มอย่างถูกทาง เราจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน ผมคิดว่าการรวมกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวกดดันเป็นการเดินที่ผิดทาง มันทำให้เราเดินไกลออกจากจุดหมายไปทุกที เห็นได้จากที่ต้องเรียกร้องกันอยู่ทุกปี ทั้ง ๆ ที่การรวมกลุ่มทำได้มากกว่านั้น 

  • ปัญหาราคาตกต่ำก็เพราะปริมาณผลผลิตที่มากเกิน เราใช้การรวมกลุ่มในการควบคุมการผลิตให้พอเหมาะพอดีได้

 

  • ทุจริตจำนำข้าว-โรงสีกดราคา-ข้าวสารแพง เราก็ใช้การรวมกลุ่มจัดตั้งโรงสีชุมชนช่วยพยุงราคาและจำหน่ายข้าวสารให้กับชุมชนได้ในราคาที่เป็นธรรม

 

  • ปีนี้ผลไม้ดกเหลือเกิน กินก็ไม่วาย ขายก็ไม่หมด แล้วทำไมเราไม่มารวมกลุ่มกันแปรรูปเพิ่มมูลค่ากันล่ะ?

    ฯลฯ 

ชมรมผลไม้ในภาคตะวันออกหลายแห่งใช้กระบวนการกลุ่มในการควบคุมปริมาณและคุณภาพของผลผลิต อาทิ การโซนนิ่งพื้นที่ปลูก การกระจายผลผลิตเป็นรุ่น ๆ เป็นต้น ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ต้องมีกลุ่มที่เข้มแข็งเท่านั้น หรืออย่างเครือข่ายคนปลูกข้าวลุ่มน้ำโขงก็ใช้โรงสีชุมชนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาราคาข้าว แล้วยังขยายผลไปสู่การทำนาอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้นไปอีก แล้วยังมีกลุ่มแม่บ้าน สหกรณ์ กลุ่มออมทรัพย์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ ตัวอย่างเหล่านี้คือข้อพิสูจน์ของการพึ่งพาตนเองได้ของเกษตรกรและศักยภาพที่แท้จริงของการรวมกลุ่มที่ไม่ใช่การเดินขบวนเรียกร้องเสมอไป 

อำนาจของเกษตรกรที่เกิดจากการรวมกลุ่มนี้ นอกจากจะใช้จัดการปัญหาด้านการเกษตรตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาดแล้ว เรายังสามารถใช้พลังของกลุ่มในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ จัดหาสวัสดิการ ส่งเสริมการศึกษา ทำนุบำรุงศาสนา และพัฒนาอะไรอื่น ๆ ได้อีกจิปาถะ เป็นอำนาจแท้จริงที่เป็นของเราและจะอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหรือแสดงออกอันใดเพื่อให้ได้มาทั้งสิ้น 

สุดท้าย, ในการรวมกลุ่มนั้น อยากให้มองถึงความสำเร็จของส่วนรวมเป็นหลัก เพราะในที่สุดแล้วผลประโยชน์จะตกอยู่กับทุกคนอย่างทั่วถึงกัน ถึงแม้จะไม่อยู่ในรูปของตัวเงิน แต่สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เหล่านี้ต่างหากคือผลตอบแทนอันล้ำค่าที่เราได้ให้และรับร่วมกันผ่านการรวมกลุ่มที่มีคุณภาพและคุณธรรม 

คร่าว ๆ ก็มีเพียงเท่านี้ล่ะครับที่อยากให้เป็น อาจจะไม่ง่ายเหมือนการแบมือขอ แต่การกำมือสู้อย่างนี้ช่วยสร้างคุณค่าและความหมายให้กับชีวิตมากกว่าเยอะ 

“ถ้ามีเกษตรกรอิสระมากขึ้น การรวมกลุ่มก็จะเข้มแข็ง” คุณโฆษิต  ปั้นเปี่ยมรัษฎ์เคยพูดไว้ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้พันธนาการของพี่น้องเกษตรกรเราจะมีมากมายเสียเหลือเกิน แต่โดยพื้นฐานแล้วเกษตรกรไทยมีความสามารถเต็มเปี่ยมที่จะปลดมันออกด้วยมือของตนเอง  

ขอเพียงรัฐอำนวยความเป็นธรรมในสังคมให้ได้เท่านั้น ...