ดินบ้านสวน

 

“Feed the soil and let the soil feed the plant” เป็นศาสตร์ที่ฝรั่งเพิ่งรู้แจ้งและบัญญัติไว้เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี่เอง แต่คนไทยเราทำจริงมานานกว่านั้นนัก จนกลายเป็นวัฒนธรรมการเกษตรผ่านวรรคทองที่คล้องกับประโยคข้างต้น นั่นคือ เลี้ยงแม่ธรณีให้แม่ธรณีเลี้ยงแม่โพสพ คนโบร่ำโบราณใช้ปุ๋ยเคมีที่ไหนกัน เราเลี้ยงแม่ธรณีด้วยขี้วัวขี้ควายทั้งนั้น ดินไทยจึงอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงเราเลี้ยงโลกมาจนทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วศาสตร์นี้ควรจะเป็นหางเสือประจำหัวใจของเกษตรกรไทยทุกคนเสียด้วยซ้ำ แต่สภาพการณ์ในปัจจุบันกลับเป็นตรงกันข้าม

เกษตรแผนใหม่หรือเกษตรเชิงเดี่ยวเลือกที่จะบำเรอพืชมากกว่าการบำรุงดิน แทนเราที่จะ feed the soil กลับไป spoil the plant กันจนเป็นนิสัย สารพัดวิธีที่เติมแต่งสิ่งแปลกปลอมลงไปในดินทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า และยาฆ่าแมลง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ดินเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ผลผลิตตกต่ำ มิหนำซ้ำยังเกิด yo-yo effect ให้โรคและแมลงศัตรูพืชแพร่ระบาดมากขึ้น สุดท้ายดินก็ตายไร้ชีวิต

ต้นไม้ก็เหมือนกับคนนั่นละครับ ประคบประหงมตามใจกันเกินไปก็ไม่รู้จักโต เจ็บนิดป่วยหน่อยก็พึ่งหมอพึ่งยา แทนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง กลับให้ความสำคัญกับการรักษามากกว่าการป้องกัน ทำให้เราต้องสูญเสียทรัพยากรต่าง ๆ ไปโดยไม่จำเป็น

อย่างปัญหาดินเสื่อมโทรม จะว่าไปก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าคิดจะแก้ก็แค่เขี่ยมันออกเท่านั้น

เริ่มต้นง่าย ๆ ต้องมองดินให้มีชีวิต ไม่ใช่สินค้าซื้อขายหรือวัสดุสำหรับเพาะปลูกเท่านั้น ดินเป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย พืช สัตว์ คน ก็ล้วนเกิดแต่ดินตายสู่ดินด้วยกันทั้งนั้น ไอ้ที่ทะเลาะเบาะแว้งรบราฆ่าฟันกันอยู่ทั่วทุกมุมโลกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ก็ไม่เพียงเพื่อแย่งชิงดินแดนกันหรอกหรือ กับศาสนาหรือภาษาเองยังแอบสะท้อนความสำคัญของดินที่มีต่อชีวิตเอาไว้เลย ก็อย่าง อะดัม ชายคนแรกตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ก็มีรากมาจากภาษาฮิบรูว่า “adama” ที่แปลว่าดิน หรือในภาษาละติน คนหรือ “homo” ก็มีรากมาจาก “humus” ซึ่งหมายถึงดินที่มีชีวิต

เมื่อทัศนคติและมุมมองที่มีต่อดินปรับเปลี่ยนเป็นเช่นที่ว่า การปฏิบัติใดใดต่อดินก็จะเป็นไปในลักษณะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน ใช่การตักตวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างเช่นที่เป็นอยู่ เพื่อผลสุดท้ายที่ได้ก็คือ ดินที่มีพลังในการแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ให้เป็นใบ เป็นดอก เป็นผล มาหล่อเลี้ยงชีวิตคน สัตว์ กระทั่งพืชด้วยกันเองได้อย่างยั่งยืน

ผมเองคงไม่สามารถอธิบายเรื่องราวของดินได้อย่างหมดจดในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่คิดว่าคงไม่ยากนักในการเสาะแสวงหาได้จากแหล่งอื่นที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ จึงจะขอบอกเล่าเรื่องราวของดินในสวนซึ่งเป็นผลจากการประยุกต์ใช้หลักเกษตรกรรมธรรมชาติของ ลุงฟูมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ชาวนาญี่ปุ่นผู้เป็นต้นแบบของ  การทำเกษตรแบบไม่กระทำ (do-nothing) ไม่ได้ชักชวนกันขี้เกียจนะครับ แค่ตัดกิจกรรมทางการเกษตรที่ไม่จำเป็นออกไปบ้างเท่านั้น หลักการที่ว่ามี ๔ ข้อ ประกอบไปด้วย

๑. ไม่ไถพรวนดิน ด้วยความจริงของธรรมชาติที่ว่า ดินนั้นมีการไถพรวนด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว ผ่านการชอนไชของรากพืชและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อยู่ในดิน เช่น แมลง ไส้เดือน ไปจนถึงจุลินทรีย์ต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องไถพรวนพลิกดินดีลงไปพลิกดินร้ายขึ้นมาสร้างปัญหาต่อเนื่องไม่จบสิ้น หลักการข้อนี้สวนเราปฏิบัติได้ไม่ยากเพราะความเป็นสวนไม่ใช่ไร่นา การไถพรวนจึงไม่มีความจำเป็น แต่เท่าที่อ่านงานของลุงฟู ดูแกจะเน้นไปที่พืชไร่เสียเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการที่แกยกข้อนี้ขึ้นมาเป็นลำดับแรก นั่นแสดงว่าการไม่ไถพรวนใช้ได้ผลดีที่สุดกับการทำนาทำไร่ แต่อย่างไรก็ตามส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในเมืองไทยได้ทั้งหมด (หมายรวมถึงหลักการอีกสามข้อที่เหลือด้วย) เพราะความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศและพันธุ์พืช ไปจนถึงวัฒนธรรม ผมคงไม่ก้าวล่วงเรื่องนี้เพราะไม่สันทัด แต่ถ้าสงสัยหรือสนใจ ขอแนะนำให้ลองศึกษาเอากับ อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร จากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติดู (www.agrinature.or.th)

๒. ไม่ใส่ปุ๋ย ข้อนี้ไม่เฉพาะกับปุ๋ยเคมีเท่านั้น แต่ลุงฟูเหมารวมไปถึงการทำปุ๋ยหมักด้วย ด้วยวิธีการของแก ลำพังแค่ปุ๋ยธรรมชาติที่ได้จากการปลูกพืชคลุมดินจำพวกถั่วและการใช้ฟางหรือแกลบโปรยคลุมดินก็เพียงพอ แต่กับบ้านสวน, เรายังไม่สามารถเดินไปถึงจุดนั้นได้ เรื่องปุ๋ยเคมีนั้นตัดทิ้งไปได้เพราะที่สวนเราไม่ใช้อยู่แล้ว คือแต่เดิมสวนนี้เป็นสวนมะม่วงเก่าครับ ดินเป็นดินลูกรังที่ผ่านการใช้ปุ๋ยเคมีมานานจนดินแข็ง-แน่น-เค็ม ขนาดต้องใช้รถแบ็คโฮในการขุดหลุมปลูกกันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้บ้านสวนจึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกในการปรับปรุงบำรุงดินและปรับสมดุลสิ่งแวดล้อมที่เสียไปให้กลับคืนมา แต่ปริมาณในการใช้ก็ลดลงทุก ๆ ปี เพราะเราได้ปุ๋ยธรรมชาติจากใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงทับถมและเศษวัชพืชที่ตัดคลุมดินไว้นั่นเอง

๓. ไม่กำจัดวัชพืช วัชพืชต้องควบคุมครับไม่ใช่กำจัด การถาง เผา หรือใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชล้วนส่งผลเสียกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงสร้างและคุณสมบัติของดิน ดินมีชีวิตก็เพราะสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน วิธีการกำจัดวัชพืชดังกล่าวข้างต้นล้วนทำลายทุกชีวิตที่อยู่ในดิน ทั้งมด แมลง กิ้งกือ ไส้เดือน แบคทีเรีย เชื้อรา สาหร่าย ตายเรียบ ! ในข้อนี้ที่สวนเราใช้การตัดหญ้าลงมาคลุมดินครับ ระหว่างเดินทักทายต้นไม้ก็ติดท่อนไม้เหมาะ ๆ มือไปสักอัน ตรงไหนหญ้ายาวก็หวดซะทีนึง-ได้กำลังแขนดี หรือจะทุ่นแรงด้วยเครื่องตัดหญ้าก็ไม่ว่ากัน ข้อเสียของวัชพืชสำหรับผมแล้วมีอยู่อย่างเดียวคือรกหูรกตา แต่ประโยชน์นั้นมีมากกว่า ยามที่อากาศหนาวเย็น-หญ้าจะช่วยห่มให้ดินอุ่น ยามใดอากาศร้อนรุ่ม-หญ้าจะช่วยคลุมให้ดินเย็น จึงอยากแนะนำว่า ถ้าคิดจะเพาะปลูกอะไร ให้หญ้าอยู่เป็นเพื่อนดินไว้จะดีกว่าครับ

๔. ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พระอาทิตย์-พระจันทร์ กลางวัน-กลางคืน หยิน-หยาง ขาว-ดำ ฯลฯ ทุกอย่างบนโลกล้วนมีคู่เคียง-คู่ข่มกันเสมอ โรคแมลงศัตรูพืชเองก็เช่นกันที่ต้องมีแมลงศัตรูธรรมชาติไว้คอยควบคุมกันเอง การใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืชนอกจากจะทำลายสุขภาพของเกษตรกรแล้ว ยังทำลายห่วงโซ่สมดุลนี้จนขาดสะบั้น เช่นกันกับหลักการจัดการวัชพืช การกำจัดไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมและไม่เคยประสบผลสำเร็จเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะเป็นการฝืนธรรมชาติ ธรรมชาติของชีวิตย่อมต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เสมอ ในกรณีโรคแมลงศัตรูพืชเราอาจจะพบเห็นในลักษณะของการดื้อยา หรือซับซ้อนกว่านั้นโดยเพิ่มอัตราการเกิดเพื่อเพิ่มปริมาณประชากรให้มากขึ้น เข้าทำนองแรงมาก็แรงกลับไปนั่นเอง ถามตัวเองให้ดีสิครับว่าถ้าสารเคมีได้ผลจริง ทำไมเราต้องใช้แล้วใช้อีกในปริมาณที่มากขึ้น ๆ ทุกที?

ที่จริงแล้วบ้านสวนเองก็ไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีใด ๆ หรอกครับ เพียงแต่เห็นว่ามันไม่มีความจำเป็นเท่านั้น ก็เหมือนขี่จักรยานนั่นแหละ อาจจะถึงช้าหน่อย แต่ก็ถึงเหมือนกัน อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาวิกฤตขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งบ้านสวนก็ไม่สามารถหลีกพ้นสัจธรรมข้อนี้ไปได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็เป็นตัวช่วยให้เราได้ครับ บ้านสวนไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น ถ้าจักรยานยางแตกโซ่ขาดก็โบกรถยนต์บรรทุกจักรยานไปซ่อมที่ร้านได้ เพียงแต่เราจะไม่ทำอะไรกับดินโดยตรง ยกตัวอย่างก็เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลำไยบางต้นโดนแดดเผาจนใบไหม้ ต้นโทรมเจียนตาย จำเป็นต้องให้ธาตุอาหารทางใบทันทีเพื่อฟื้นฟูสภาพต้นพร้อมไปกับระดมให้น้ำทางดิน จนลำไยทิ้งใบเก่าแตกใบใหม่ อาการทรุดโทรมจึงค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

แปดปีของการลองผิดลองถูกในหลักการของลุงฟู จากดินลูกรังที่เต็มไปด้วยเศษกรวดเศษหินไร้ซึ่งหน้าดินโดยสิ้นเชิง ผ่านวันเดือนปีที่หน้าดินค่อย ๆ เพิ่มขึ้น จนวันนี้วัดได้ประมาณ ๗ เซนติเมตร แสดงให้เห็นว่า ดินดีสร้างได้โดยธรรมชาติและความอดทน (ลึก ๆ แล้วคาดหวังว่าจะหนากว่านี้ เมื่อเทียบกับข้อมูลของลุงฟูที่ว่า หน้าดินอุดมสมบูรณ์หนา ๔ นิ้ว เกิดขึ้นได้ในชั่วเวลาไม่ถึงสิบปี แต่คงเพราะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ด้วยสภาพพื้นที่ที่เป็นจมูกเขาเล็ก ๆ ความลาดชันจึงเอื้ออำนวยให้น้ำให้ลมพัดพาหน้าดินบางส่วนลงสู่ที่ต่ำ)

เมื่อเราใช้การควบคุมวัชพืชแทนการกำจัด วันเวลาผ่านไปจะสังเกตได้ว่าวัชพืชจะเริ่มต้นเตี้ย ใบกว้างหนานุ่ม แผ่ขยายทางข้างมากขึ้น ที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าและแข็งคมเหมือนหญ้าคาจะน้อยลง และเมื่อต้นไม้เติบโตแผ่ร่มเงามากขึ้น หญ้าก็จะค่อย ๆ หายไป เป็นวงจรธรรมชาติ

ขี้ไส้เดือน ปุ๋ยธรรมชาติเกรดเอ พบได้ตามดินที่อุดมสมบูรณ์ จึงไม่มีความจำเป็นเลยในการเติมปุ๋ยเคมีลงไปในดิน นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ได้ไส้เดือนมาอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนสวน

 

หลักการของลุงฟูทั้งสี่ข้อข้างต้น ทุกหลักทุกข้อเกื้อหนุนซึ่งกันและกันครับ การลงมือปฏิบัติจึงต้องทำทุกข้อควบคู่กันไป นี่คือวิถีเกษตรธรรมชาติที่มองถึงความสัมพันธ์ของทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ไม่แยกส่วนเหมือนเกษตรแผนใหม่ การแก้ไขปัญหาจึงจบในมีดเดียวไม่ต้องซ้ำดาบสอง-สาม-สี่

จำได้ว่าครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่เหล่าข้าราชการที่ถวายงานด้านการฟื้นฟูดินว่า ที่จริงดินลูกรังก็มีธาตุอาหาร แต่ที่ต้นไม้ไม่โตเพราะไม่มีจุลินทรีย์ จดจำได้เพียงเท่านี้ แต่สั้นแค่นี้ก็พอที่จะเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าดินต้องมีชีวิตในข้อเขียนชิ้นนี้

 

ผมเชื่อว่าแผ่นดินจะดูแลเราครับ ถ้าเราใส่ใจมัน ...

 

……………

 

 

หมายเหตุ : มีเอกสารอยู่ ๒ ชิ้นที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจอยากรู้จักทักทายดิน

๑. ดิน : รากฐานของสรรพสิ่งในโลก เป็นเอกสารประกอบเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปรับปรุงดินในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน วันที่ ๑๐-๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ ณ โรงแรมกีฬา อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จัดโดย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

๒. ผลการตรวจสอบข้อมูลชุดดิน เมื่อปลายปีก่อน ผมลองใช้บริการตรวจสอบชุดดินทางอินเตอร์เน็ตของกรมส่งเสริมการเกษตรดู ใช้ได้ดีเลยทีเดียว แม้จะเป็นข้อมูลคร่าว ๆ (แต่ก็เป็นคร่าว ๆ ที่ละเอียดพอสมควร)  ไม่ลงลึกไปในระดับโมเลกุลก็ตาม แต่ก็ทำให้เห็นภาพรวมและอนาคตของบ้านสวนชัดเจนขึ้น