วิถีบ้านสวน

 วิถีบ้านสวน

 

กว่าสิบปีแล้วนับตั้งแต่ลงจอบแรกบนดินผืนนี้ เป็นคนก็ย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม นมกำลังแตกพานดังเปรี๊ยะ ...

 

 

 


 

 

 

ก่อนที่จะกลมกลืนเข้ามาอยู่ในวิถีเกษตรธรรมชาติดังเช่นทุกวันนี้ ตัวผมเองก็เคยเดินผ่านระบบเกษตรแผนปัจจุบันมาก่อน ปุ๋ยยาสารพัดที่ใครว่าเจ๋งว่าสุดยอด ผมลองใช้มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งก็ยอมรับว่าของเขาเจ๋งจริงที่ทำเราเจ๊งได้ทันตา เป็นบทเรียนแรกที่แสบสันต์ที่สุดสำหรับชีวิตชาวสวน

เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบ ธรรมชาติจึงเป็นทางเลือกต่อมา กอปรกับช่วงนั้นกระแส Back to Nature กำลังมาแรง ผู้คนพากันตื่นเต้นกับการหวนคืนสู่ธรรมชาติกันยกใหญ่ อาหารปลอดสาร บ้านสไตล์รีสอร์ต เสื้อผ้าทอมือ หรือหยูกยาสมุนไพร แม้แต่ในแวดวงเกษตรเองก็แตกสาขาออกมาหลายสำนัก ตั้งแต่เกษตรปลอดสาร เกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงเกษตรชีวภาพ โดยมีหัวใจหลักร่วมกันที่การลด-ละ-เลิกใช้สารเคมี

 ช่วงนี้เองที่สูตรนั่นนี่โน่นแพร่สะพัดเหมือนหญ้าระบัดใบ ทั้งน้ำหมัก ฮอร์โมน ปุ๋ยน้ำ สารสกัดสมุนไพรมากมายหลายขนาน สุดแท้แต่จะเรียกกัน แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็ต้อง เกษตรอินทรีย์-เคมี-ชีวภาพปากก็บอกว่าเคมีอันตราย แต่ยังไม่วายชักชวนมาร่วมขบวน นัยว่าใช้ในปริมาณพอเหมาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ให้นึกสงสัยว่ามันเป็นเกษตรธรรมชาติที่ตรงไหนกับการผสมผสานบูรณาการในลักษณะนั้น

แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนั้น ท้ายที่สุดแล้วผมก็ทำ จากที่เคยซื้อสำเร็จสะดวกสบาย ก็หันมาลงมือทำเอง หมักปุ๋ยทั้งแห้งและน้ำ สกัดสารจากพืชสมุนไพรเพื่อใช้ไล่แมลง โดยหลักคิดในตอนนั้นก็คือ พึ่งพาภายนอกให้น้อยที่สุด ซึ่งก็ได้ผลจริง เห็นได้จากต้นทุนการผลิตที่ลดลง ขณะที่ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไม่แตกต่าง แต่ก็เหนื่อยกายหน่ายหัวใจสุด ๆ เช่นกัน เพราะเงื่อนไขวิธีการมันมากมายเสียเหลือเกิน สูตรนี้ใช้สะสมอาหาร สูตรนั้นใช้เปิดตาดอก สูตรนู้นใช้บำรุงผล ยังไม่พอนะ ผลอ่อน ผลแก่ ไปยันช่วงก่อนเก็บเกี่ยว ยังใช้คนละสูตรกันอีก เก็บเกี่ยวเสร็จก็ต้องฟื้นฟูต้น - นี่ก็ใช้อีกสูตรหนึ่ง ไหนจะโรคแมลงศัตรูพืชอีกละ หนอนตัวนั้นแพ้สมุนไพรตัวนี้ เชื้อโรคนี้แพ้สมุนไพรตัวนั้น สมุนไพรสองอย่างนี้อย่านำมาผสมเพราะจะข่มฤทธิ์กัน นี่ไม่นับความถี่ของแต่ละกิจกรรม-แต่ละช่วงเวลาอีกที่ต้องทบเท่าทวีคูณเมื่อเทียบกับเกษตรเคมี

แม้จะตั้งหน้าตั้งตาทำด้วยความเชื่อมั่นเพราะเห็นผลจริง แต่ก็เกิดคำถามกวนใจขึ้นมาว่า การจะทำให้ต้นไม้ผลิดอกออกผลโดยวิธีธรรมชาตินั้น มันต้องยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้เชียวหรือ?

หลังจากพาตัวเองออกมาจากระบบเกษตรเคมี เข้าสู่การทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่จิตใจที่จดจ่ออยู่กับเทคนิควิธีการและพะวักพะวงอยู่กับราคาขาย ได้ทำให้ชีวิตของผมดำเนินไปอย่างไม่ปกติสุขอยู่ถึงสี่ปีเต็ม เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังถูกรัดรั้งด้วยอะไรบางอย่าง ไม่อิสระเท่าที่ใจต้องการ จะด้วยความที่มากขั้นตอนหรือเพราะสูตรนั่นสูตรนี่ที่หลากหลายหรือเปล่าไม่ทราบได้ พอเหนื่อยมากเข้า ท้อมากขึ้น ผมเลยทิ้งสวนไปเป็นปี ไม่ดูแลแยแสอะไรทั้งนั้น ที่เคยฉีดพ่นบำรุงบำเรอก็เลิก ที่เคยหมักเคยสกัดสูตรของเซียนคนนั้นอาจารย์คนนี้ก็ทิ้งหมด กลับไปเป็นลูกแหง่ให้แม่ชื่นใจได้พักใหญ่ พอย่างเข้าฤดูเก็บเกี่ยว ก็กลับมาดูสวนอีกที กะไว้ว่าจะลองสู้ดูอีกสักตั้ง ตีนเหยียบสวนเท่านั้นก็แทบจะร้องไห้ ...

ส้มสูกลูกไม้ยังพากันติดดอกออกผลเป็นปกติ !?!

ที่ร้องไห้ก็เพราะเจ็บใจตัวเอง อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปกับการคิดค้นปรนเปรอผลหมากรากไม้ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่สู้เทวดาเลี้ยงไม่ได้เลยสักนิด ... นั่นละ จึงทำให้ได้คิด

ลำพังแค่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่น่าจะใช่ การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติต่างหากคือคำตอบ

นั่นคือจุดเริ่มของการพาตัวเองเข้าสู่วิถีเกษตรธรรมชาติอย่างเต็มตัวของบ้านสวน ทิ้งความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับการทำการเกษตรที่เคยรับรู้และปฏิบัติมา ตั้งแต่การดัดแปลงธรรมชาติ (เคมี) ไปจนถึงการเลียนแบบธรรมชาติ (อินทรีย์-ชีวภาพ) แล้วตั้งโจทย์ใหม่ว่า เราจะไปเลียนแบบธรรมชาติกันทำไมให้วุ่นวาย ในเมื่อปล่อยไปตามธรรมชาติก็ให้ผลได้ไม่แตกต่างกัน

 

 

 


 

 

 

สำหรับเกษตรกรแล้ว ผมว่าการ ได้คิด นี่สำคัญ

ถึงคุณจะผ่านการฝึกอบรมศึกษาดูงานมามากมายแค่ไหน ถ้าไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองอย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้ว่า ต้องระเบิดออกมาจากข้างใน แล้วละก็ ที่สู้อุตส่าห์ไปเรียนรู้มาก็ไร้ประโยชน์ จากประสบการณ์ที่เกิดกับตัว ผมว่าสภาวะที่ชีวิตเกือบทรุดนี่แหละเหมาะที่สุดในการปรับความคิด เพราะล้มลงไปแล้วมันลุกขึ้นมายาก ถ้าลุกทีต้องมีคนคอยช่วยพยุงที มันก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ร่ำไป

คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทำในทันที ตารางการใส่ปุ๋ยพ่นยาถูกปลดลงมาเก็บไว้หลังโรงเรือน เพราะชาวสวนอย่างเราคงไม่จำเป็นต้องมีออแกไนเซอร์ที่เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น ขี้วัวขี้ควายเมื่อได้มาก็เก็บเอาไว้ข้ามปี รอจนฝนมาแล้วค่อยนำมาใช้ แทนที่จะเอาไปหมักเพื่อเร่งให้ใช้ได้เร็ว ๆ อย่างที่เคยทำ ในทุกวันให้เริ่มต้นทำสวนด้วยความสดใสไม่ใช่ความสงสัย เพราะความสงสัยจะนำมาซึ่งการคิดค้นทดลอง ก่อให้เกิดเทคนิควิธีการที่แตกแขนงออกมามากมายไม่รู้จักจบจักสิ้น สังเกตดูเถอะครับ ในหนึ่งวิธีแก้มักจะพ่วงสองสามปัญหาใหม่ ๆ ให้ตามไปแก้ต่ออยู่เสมอ ไอ้ความมากมายหลากหลายเหล่านี้เราจำเป็นต้องทำมันจริง ๆ หรือ? ลองชั่งใจดูทีว่า มันเป็นประโยชน์หรือภาระกับเรากันแน่

มุมมองในการทำการเกษตรที่เปลี่ยนไป หน้าตาของสวนจึงเปลี่ยนตาม จากเดิมที่เคยปลูกลำไยเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มมีไม้อื่น ๆ มาอยู่เป็นเพื่อนสวนมากขึ้น ความหลากหลายของพันธุ์พืชเช่นนี้ ในระบบเกษตรเชิงเดี่ยวจะหลีกเลี่ยงเพราะถือว่ายากยิ่งในการจัดการ แต่กับบ้านสวนเองแล้ว พันธุ์ไม้ที่มากชนิดขึ้นกลับเสริมส่งให้ก้าวย่างบนวิถีเกษตรธรรมชาติเป็นไปได้ง่ายดายอย่างน่าประหลาด ยกตัวอย่างเช่น ผักหวานป่าได้อาศัยร่มไม้ผลกรองแรงแดด เพื่อการเติบโตผลิใบมาเลี้ยงชีวิตเจ้าของสวน ทดแทนภาวะราคาผลไม้ตกต่ำในบางปี และความที่ผักหวานป่านั้นไม่ถูกกับปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชอย่างแรง การปลูกผักหวานแซมตามไม้ป่าและไม้ปลูกภายในสวนทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจเลิกใช้สารเคมีได้อย่างเด็ดขาดและทันที อย่างนี้เป็นต้น

ทุกวันนี้งานในสวนจะมีก็แต่ให้น้ำในหน้าแล้ง ใส่ขี้วัวขี้ควายในหน้าฝน เก็บเกี่ยวผลเมื่อถึงเวลา ต้นหญ้าถ้ายาวนักก็ตัดลงมาห่มดิน กับโรคแมลงศัตรูพืช ถ้าลงสวนแล้วชักจะเจอหน้ากันบ่อยก็ฉีดพ่นสมุนไพรไล่มันบ้าง หรือปล่อยวางไปเสีย มีปัญญากินได้เท่าไหร่ก็กินไป ผมเคยปล่อยแมลงค่อมทองซัดใบลำไยจนโกร๋นหมดต้น ใจหนึ่งก็กลัวว่ามันจะลามจนหมดทั้งสวน แต่ก็เปล่า มีเพียงต้นเดียวที่ว่าเท่านั้น แล้วเพียงไม่นานวัน ดิน ฟ้า น้ำ ก็คืนชีวิตชีวาสู่ลำไยต้นนั้นอีกครั้ง ตุ่มตาเล็ก ๆ ที่ผุดออกมาตามก้านกิ่ง ค่อย ๆ ผลิแผ่เป็นใบงาม เขียวสะพรั่งไปทั้งต้น อธิบายไม่ถูกครับ บอกได้แต่เพียงว่า ... มหัศจรรย์

เมื่อความยุ่งยากซับซ้อนของกิจกรรมในสวนลดลง เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตจึงถูกใช้ไปกับการดูแลพ่อแม่ เทคแคร์เพื่อนฝูง แล้วยังมีเวลาเหลือเฟือมาคิดมาเขียนอะไรไว้ที่นี่และที่บล็อกของตัวเองได้อีกต่างหาก

นับเป็นผลพลอยได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของการก้าวเดินบนวิถีเกษตรธรรมชาติ วิถีที่เกื้อหนุนให้ชีวิตได้ทำในสิ่งที่ควรทำจริง ๆ เป็นวิถีสากลที่ไม่เพียงเพื่อเกษตรกรเท่านั้น แต่สำหรับมนุษย์ทุกคน

เวลาสิบปีที่ผ่านมานั้นไม่พอหรอกครับที่จะถ่องแท้กับเรื่องราวของเกษตรกรรมธรรมชาติ ยังต้องอาศัยเวลาและการปฏิบัติอีกมากเพื่อช่วยในการเข้าใจ ซึ่งคงจะได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในโอกาสต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ข้อสอบข้อแรกที่คิดว่าตัวเองสอบผ่านอย่างเข้าใจก็คือ

ยิ่งต้นไม้เติบโตขึ้นเท่าไหร่ ตัวเราเองก็จะยิ่งเล็กลงไปทุกที