โอกาสของกรมวิชาการเกษตร​จาก​กรณีพืชอันตราย​ ๑๓ ​ชนิด

ผ่านมาหนึ่งเดือนเพิ่ง​จะ​มา​เขียนเอาตอนนี้​ ​คง​จะ​ยัง​ไม่​ตกขบวนกระมัง​ ​กับ​ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย​ ​ฉบับ​ที่​ ๖ ​พ​.​ศ​. ๒๕๕๒ ​โดย​ฝีมือการชงขมของกรมวิชาการเกษตร​ ​กระทรวงเกษตร​และ​สหกรณ์​ ​ที่ทำ​เอาขำ​กลิ้งตกกะ​ได​กัน​ไปทั้งแผ่นดิน​ ​อำ​กัน​ขนาดที่ว่า​ ​ถ้า​จะ​ให้​เมียต้มยำ​แกล้มเหล้าสักหม้อ​ต้อง​ไปขออนุญาตที่​ไหน​ ​จะ​ซื้อขิง​ ​ข่า​ ​ตะ​ไคร้​ ​ต้อง​มี​ใบสั่ง​จาก​กระทรวง​หรือ​เปล่า​ ​เป็น​อาทิ

 

คร่าว​ ​ๆ​ ​หลวงท่านสั่งมาว่า​ ​ให้​ผลิตภัณฑ์​จาก​ชิ้น​ส่วน​พืชซึ่ง​ไม่​ผ่านกรรมวิธีที่ทำ​ให้​เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี​ ๑๓ ​ชนิด​ ​อัน​ได้​แก่​ ​สะ​เดา​ ​ตะ​ไคร้หอม​ ​ขมิ้นชัน​ ​ขิง​ ​ข่า​ ​ดาวเรือง​ ​สาบเสือ​ ​กากเมล็ดชา​ ​พริก​ ​ขึ้นฉ่าย​ ​ชุมเห็ดเทศ​ ​ดองดึง​ ​และ​หนอนตายหยาก​ ​เป็น​วัตถุอันตรายชนิดที่​ ๑ ​บัญชี​ ​ข​. !?!

 

ขำ​ไม่​ออกละสิทีนี้​ ​เพราะ​สามอย่าง​ใน​นั้น​สวนเราก็​ใช้อยู่​นี่หว่า​ ...

 

แต่​จะ​อย่างไรก็ตาม​ ​ผมขอ​ให้​เครดิต​กับ​ประกาศ​ฉบับ​นี้ก่อนเลยว่า​ ​เป็น​อีกหนึ่ง​ความ​สำ​เร็จของกระบวนการขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืน​ใน​ประ​เทศไทย

 

ส่วน​เรื่องการทักท้วงถ่วงดุลนั้น​เป็น​เรื่องดีครับ​ ​แต่อย่าตื่นตระหนก​กัน​จนเกินเหตุ​ ​พลิกดูอีกด้านของเหรียญ​จะ​เห็น​ได้​ว่า​ ​การป้อง​กัน​กำ​จัดศัตรูพืช​โดย​วิธีธรรมชาติ​นั้น​ ​เป็น​ที่ยอมรับของหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ทั้ง​ภาครัฐ​และ​เอกชนแม้จะ​ไม่​โดย​ดุษฎีก็ตาม​ ​พูดง่าย​ ​ๆ​ ​คือเถียง​ไม่​ออก​ ​โดย​เฉพาะ​กับ​บริษัทเอกชนที่​ถึง​ขั้น​ panic ​เอา​เลยที​เดียว​ ​เลย​ต้อง​ take action ​ผ่านไอ้ห้อยไอ้​โหน​ใน​กรมกองจนเป็นเรื่อง​เป็น​ราว​อยู่​ใน​ขณะนี้

 

ตื้นลึกหนาบางอย่างไร​นั้น​ ​ผม​ไม่​อาจทราบ​ได้​ ​แต่​ใน​ฐานะของ​ผู้​ที่​ได้​รับผลกระทบ​โดย​ตรง​ ​ผม​ไม่​เห็นว่าประกาศ​ฉบับ​นี้​จะ​เป็นยักษ์​เป็น​มารที่ตรงไหน​ ​ดู​จะ​เป็น​การสื่อสารที่ผิดพลาด​ ​ขาดการอธิบาย​ถึง​คำ​จำ​กัด​ความ​และ​วิธีปฏิบัติที่ชัดเจนเสียมากกว่า​ ​เมื่อกำ​หนดใจ​เป็น​กลาง​แล้ว​รับฟังการอธิบาย​ ​ก็​จะ​เข้า​ใจ​ได้​ไม่​ยาก​

 

ที่​เขียนนี้อาจ​จะ​ดู​เป็นการสวนกระ​แส​หรือ​จะ​ว่า​เห็นแก่ตัวก็​ได้​ ​เพราะ​ชาวสวนอย่างผมผลิตสารสกัดสมุนไพร​และ​ฮอร์​โมน​ไว้​ใช้​เองอยู่​แล้ว​ ​จึง​ไม่​อยู่​ใน​ขอบข่ายควบคุมของประกาศ​ฉบับ​นี้​

 

ส่วน​ตัว​แล้ว​ไม่​เห็น​ด้วย​เท่า​ใด​นัก​กับ​การผลิตสารสกัด​จาก​ธรรมชาติเพื่อการค้า​ ​ทั้ง​ใน​รูปวิสาหกิจชุมชน​หรือ​ผู้ประกอบการรายย่อยก็ตาม​ ​อาจ​จะ​มีบ้างที่จำ​เป็น​ต้อง​จ้าง​ให้​หมัก​หรือ​สกัด​เพราะ​ข้อจำ​กัดทางด้านแรงงาน​และ​วัตถุดิบ​ ​แต่ก็​เป็น​ไป​ใน​ลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย​ ​จับจ่าย​กัน​ก็​แค่ค่าวัตถุดิบ​ ​เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้ากันไปตามเรื่อง​เท่า​นั้น​ ​ตัวอย่างก็ตัวผมเองนี่ละ​ ​นอก​จาก​จะ​สกัด​หรือ​หมักฮอร์โมน​และ​สารขับไล่​แมลงศัตรูพืช​ไว้ใช้​เอง​แล้ว​ ​บางตัวบางสูตรที่ผมขาดวัตถุดิบ​ ​ผม​จะ​ใช้​วิธี​ outsource ​โดย​ขอ​ให้​พี่น้องชาวสวนที่​เขา​มีวัตถุดิบ​นั้น​และ​ทำ​ใช้​ใน​ไร่ใน​สวนตัวเอง​อยู่​แล้ว​ช่วย​ทำ​เผื่อ​ให้​ด้วย​ ​เรา​เริ่มที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์​กัน​ถึง​ผลดี​-​ผลเสีย​ใน​การ​ใช้​ ​กระบวนการผลิต​ ​วิธีการ​ใช้​ ​แล้ว​ทดสอบดูว่าสมุนไพรตัวนี้​ใช้แล้ว​ดี​-​ไม่​ดีอย่างไร​ ​ลองผสม​กับ​ตัว​นั้น​ดู​แล้ว​จะ​แข่ง​หรือ​ข่มฤทธิ์​กัน​หรือ​ไม่​ ​อย่างไร​ ​จน​ได้​สูตรที่​เหมาะสม​กับ​สวนตัวเอง​ ​(​เป็น​คนละกรณี​กับ​การซื้อที่ทำ​สำ​เร็จ​แล้ว​มา​ใช้​นะครับ)

 

บรรดาสารสกัดสมุนไพร​หรือ​ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของพืช​ ​ไม่​ว่า​จะ​ผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​ล้วน​เป็น​ส่วน​เกินของธรรมชาติแทบ​ทั้ง​สิ้น​ ​เรา​ใช้​สมุนไพร​ ​ใช้​น้ำ​หมักชีวภาพ​ ​เป็น​ตัว​ช่วย​ใน​การคืน​ความ​สมดุล​ให้​ระบบนิ​เวศ​และ​สภาพแวดล้อม​ใน​แปลง​เท่า​นั้น​ ​ไม่​มี​ความ​จำ​เป็น​ต้อง​ใช้​ไปตลอด​ ​เมื่อ​ความ​สมดุลกลับมา​เข้า​ที่​เข้าทาง​ ​ความ​ถี่​และ​ปริมาณ​ใน​การ​ใช้​ต้องลดลงจน​ไม่​ต้อง​ใช้​ใน​ที่สุด​ ​นั่นคือ​ ​ธรรมชาติ​ได้​รับการฟื้นฟูจน​สามารถ​กลับมา​เอื้อเฟื้อเกื้อกูล​กับ​ทุกชีวิตที่​เข้า​มาพึ่งพาอาศัย​ได้​อีกครั้ง

 

เมื่อ​เป็น​อย่างนี้​แล้ว​จะ​ลงทุนค้าขาย​กัน​ไปทำ​ไม​ให้​เสี่ยงกับการขาดทุน​จาก​กำ​ลังซื้อที่ลดลง​ใน​อนาคต

 

การก้าวเดินบนวิถี​เกษตรธรรมชาตินั้น​ ​ควรดำ​เนินไป​ใน​ลักษณะพึ่งพาตนเอง​และ​การแลกเปลี่ยนเรียนรู้​ซึ่ง​กัน​และ​กัน​ ​การขยายผล​ด้วย​เครือข่าย​ความ​รู้น่า​จะ​ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ได้​ยั่งยืนกว่าการส่งเสริมการขาย​ ​เพราะ​ที่​ใด​ที่มีผลประ​โยชน์มา​เกี่ยวข้อง​ ​ถ้า​บริหารจัดการ​ไม่​ดี​ ​มัก​จะ​ลงท้ายที่​ความ​ขัดแย้ง​และ​ล่มสลายไป​ใน​ที่สุด

 

ใน​กรณีนี้ผม​ไม่​เชื่อว่าการซื้อมา​ใช้​จะ​เป็น​การขยายผล​ให้​มีการ​ใช้​สมุนไพร​ใน​การเกษตร​กัน​อย่างแพร่หลาย​ ​ที่ผมเชื่อ​และ​มั่นใจก็คือ​ ​ไม่​มีสูตรสำ​เร็จ​ใด​ ​ๆ​ ​ใน​การทำ​การเกษตร​ ​ของอย่างหนึ่ง​จะ​เอา​ไป​ใช้​ได้​ใน​ทุกเรือกสวนไร่นา​ ​มัน​เป็น​ไป​ไม่​ได้​ ​ถ้า​อย่าง​นั้น​แล้ว​มัน​จะ​ต่างอะ​ไร​กับ​สารเคมีที่​โฆษณาขายกันเกลื่อนประ​เทศเล่า

 

ทุก​ ​ๆ​ ​อย่างรอบตัวเรา​เป็น​วัตถุอันตราย​ได้​ทั้ง​นั้น​ครับ​ ​ใบไผ่​เรียวบาง​ ​ถ้า​ออกแรงพอเหมาะ​ ​จังหวะดีดี​ ​ก็กรีดผิวเรียกแผล​ได้​ ​อยู่​ที่​เจตนา​ใน​การ​ใช้​ว่า​จะ​ก่อประ​โยชน์​หรือ​ให้​โทษอย่างไร

 

และ​ก็​เป็น​ ‘​เจตนา​’ ​นี่​เองที่ทำ​ให้​กรมวิชาการเกษตรลุก​เป็น​ไฟ​อยู่​ใน​ขณะนี้​ ​และ​ดู​เหมือนทุกคน​จะ​ตั้งธง​ไว้​แล้วว่างานนี้มีนอกมี​ใน​อย่างแน่นอน​ ​ซึ่ง​อันนี้ก็ว่า​กัน​ไม่​ได้​ ​เพราะ​พฤติกรรมที่​ไม่ชอบมาพากลแต่หนหลังมันติดหูติดตา​ผู้​คนมาจนทุกวันนี้​ ​การ​จะ​ลบภาพที่​ไม่​ดี​เหล่านั้นออก​จาก​ความ​ทรงจำ​ของคนไทย​นั้น​, ​ทำ​ได้​ครับ​ ​อยู่​ที่ว่า​จะ​ทำ​หรือ​เปล่า​เท่า​นั้นเอง​ ​และ​ก็​ไม่​ได้​เป็น​การเพิ่มงาน​ใหม่ให้​แต่อย่าง​ใด​ ​เป็น​ภารกิจที่กรมฯ​ ​ทำ​อยู่​แล้ว​แต่​ยัง​ไม่​เข้มข้นเท่าที่ควร​ ​มีอะ​ไรบ้างไปดู​กัน

 

๑. ต้อง​หลากหลาย ​กรมวิชาการเกษตรต้องนำ​เสนอทางเลือก​ให้​เกษตรกร​ไม่ใช่​ครอบงำ​หรือ​สั่งการ​ ​ปัญหาหลักของเกษตรกรทุกวันนี้ก็คือ​ ​ต้อง​แบกรับ​ความ​เสี่ยง​ทั้ง​เรื่องของราคาผลผลิต​และ​ความ​แปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ​ ​การที่​เกษตรกรมีทางเลือกที่หลากหลาย​นั้น​ ​นำ​มา​ซึ่ง​ช่องทางของราย​ได้​ที่หลายหลากเช่นเดียว​กัน​ ​ยิ่ง​ใน​สถานการณ์ที่การส่งออกมีปัญหา​เช่นนี้​ ​กรมฯ​ ​ต้อง​มองเรื่องนี้​ให้​กว้างครับ​ ​ต้อง​เพิ่มทางเลือก​ให้​มากขึ้น​ ​ไม่​ใช่​วนเวียน​อยู่​แต่​ ​ข้าว​ ​อ้อย​ ​หรือ​มันสำ​ปะหลัง​เท่า​นั้น​ ​ลองเดินตลาดดูบ้าง​ ​จะ​ได้​รู้ว่าพืชผักผลไม้ไทยอะ​ไรบ้างที่หายไป​ ​ส้มซ่า​ ​ส้มจุก​ ​ส้มจี๊ด​ ​มะปราง​ ​มะขวิด​ ​มะ​ไฟ​ ​หรือ​จะ​พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านพื้นถิ่น​ ​พันธุ์พืชต่าง​ ​ๆ​ ​เหล่านี้ลองจับมาวิ​เคราะห์วิจัยเพื่อเสนอ​ให้​เกษตรกรพิจารณา​ ​ควบคู่​ไป​กับ​การรณรงค์ส่งเสริมการบริ​โภคเพื่อกระตุ้น​ความ​ต้องการภาย​ใน​ประ​เทศ​ ​ทำ​ได้​อย่างนี้​แล้ว​แม้ยอดส่งออก​จะ​ดิ่งเหว​ ​ตัวเกษตรกรเองก็​จะ​ไม่​ร่วงตามลงไปอย่างแน่นอน

 

๒. ต้อง​รอบด้าน ​ทำ​เป็น​ลืม​ ​ๆ​ ​เรื่องผลผลิตต่อไร่​หรือ​ปัจจัยการผลิตไปเสียบ้าง​ ​แต่​ไม่​ใช่​ทิ้งไปเสียเลย​ ​ที่ผ่านมา​ ​กรมฯ​ ​เน้นวิจัย​และ​นำ​เสนอ​ใน​เรื่องผลที่​จะ​ได้​ ​มุ่งศึกษาการ​ใช้​ปัจจัยการผลิตเพื่อ​ให้​ได้​ผลผลิตสูงสุด​ ​แต่​แกล้งทำ​เป็น​ลืมผลกระทบที่จะ​ตามมา​ ​ทั้ง​ ​ๆ​ ​ที่ผลกระทบเหล่า​นั้น​เป็น​ต้นทุนแฝงที่​ต้อง​บวกเข้า​ไป​ใน​กระบวนการผลิตของเกษตรกร​ ​ยกตัวอย่างเช่น​ ​ปัญหาดินเสื่อม​-​ดินตาย​ ​สา​เหตุก็​เพราะ​การ​ใช้​ปุ๋ยเคมี​ ​ยาปราบศัตรูพืช​ ​และ​สารป้อง​กัน​กำ​จัดวัชพืชที่​ไม่เหมาะสม​ ​ทำ​ให้​คุณสมบัติทางกายภาพ​ ​เคมี​ ​และ​ชีวภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปจนเสียสมดุล​ ​เพาะปลูกอะ​ไรก็​ไม่​ขึ้น​ ​ผลผลิตก็ลดลง​ ​เรื่องอย่างนี้​เกษตรกร​ส่วน​ใหญ่ไม่​ทราบนะครับ​ ​แทนที่​จะ​แก้ที่ต้นเหตุ​ ​คือ​ ​การปรับปรุงบำ​รุงดิน​ ​แต่กลับไปเพิ่มปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ย​และ​ยามากขึ้น​ ​การแก้ปัญหา​ไม่​ถูกจุดอย่างนี้​ ​ก็​เพราะ​ได้​รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่​รอบด้านนั่นเอง

 

๓. ต้อง​ขยายผล ​กรมฯ​ ​ควรเน้นศึกษาวิจัย​และ​ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตรของบรรดาปราชญ์ชาวบ้าน​ ​ซึ่ง​ผลสัมฤทธิ์ของแนว​ความ​คิด​และ​ชุด​ความ​รู้ดังกล่าว​ ​ได้​ผ่านการพิสูจน์​แล้ว​ว่า​เป็นทางรอดของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง​ ​ที่สำ​คัญเห็นผล​กัน​ใน​คนรุ่นเดียวนี่ละ​ ​ไม่​ต้อง​รอ​ถึง​รุ่นลูกรุ่นหลาน​ ​งานนี้นักวิจัยพื้นบ้าน​เขา​ล้ำ​หน้านักวิชาการเกษตรไปก้าวหนึ่ง​แล้ว​นะครับ​ ​โดย​ปรากฏ​อยู่​ใน​ “​โครงการวิจัย​และ​พัฒนา​เกษตรกรรมอย่างประณีต​ ๑ ​ไร่​” ​ของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน​และ​พหุภาคีภาคอีสาน​ ​งานวิจัยเชิงประยุกต์ลักษณะนี้ไม่​ค่อยปรากฎ​ใน​หน่วยงานราชการที่​เน้นการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นสำ​คัญ​ ​แต่​ความ​สำ​เร็จของนักวิจัย​อยู่​ที่การนำ​ผลงานวิจัยไปประยุกต์​ใช้ประ​โยชน์​ได้​มิ​ใช่​หรือ​? ​ทำ​ไม​ไม่​ลอง​ใช้​เหตุ​และ​ผลทางวิชาการที่ตนเองถนัด​ ​ไปอธิบายประสบการณ์​จาก​ท้องไร่ท้องนาดูบ้างละครับ

 

ถ้า​ไม่​เชื่อก็พิสูจน์ดู​ได้​ ​ตั้งสมมติฐานขึ้นมา​เลยว่า​ “​วิถี​เกษตรลักษณะนี้​ไม่สามารถ​เป็น​ทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกร​ได้​อย่างยั่งยืน​” ​แล้ว​มา​โต้​แย้ง​กัน​ด้วย​เหตุผลทางวิชาการ​และ​ข้อมูลการวิจัย​ ​ผมเชื่อว่าการวิจัยลักษณะนี้จะ​ช่วย​เปิดมุมมองของนักวิชาการเกษตร​ให้​กว้างขึ้น​ ​มองเห็น​ความ​สัมพันธ์​เชื่อมโยงของทุกอย่างรอบตัว​ ​แทนที่​จะ​มุ่งลงลึกไป​กับ​พืชหรือปัจจัยการผลิตตัว​ใด​ตัวหนึ่ง​ ​อัน​จะ​นำ​ไปสู่การมองทุกอย่าง​ได้รอบด้าน​ ​สุดท้ายคนที่​จะ​ได้​รับประ​โยชน์สูงสุดก็คือตัวเกษตรกรนั่นเอง

 

สรุปก็คือ​ ​กรมวิชาการเกษตร​ต้อง​เอาตัวเองออกมา​จาก​วังวนของผลประ​โยชน์ให้​ได้​โดย​เร็ว​ที่สุด​ ​ไม่​ว่า​จะ​เต็มใจ​หรือ​ไม่​ก็ตาม​ ​แล้ว​มุ่งสู่การศึกษาวิจัย​และ​ให้บริการข้อมูลที่หลากหลาย​ ​ถูก​ต้อง​ ​และ​รอบด้าน​กับ​เกษตรกรทุกระดับ​โดย​ไม่​มีวาระซ่อนเร้น​อื่น​ใด​ ​เพราะ​ดู​จะ​มี​แต่​แนวทางนี้​เท่า​นั้นที่​จะ​ช่วย​ลบข้อครหาปรามาสที่ผ่านมา​ใน​อดีต​และ​ที่​เป็น​อยู่​ใน​ปัจจุบัน​ให้​เจือจางลง​ได้​

 

ใน​ส่วน​ของอธิบดี​ผู้​กุมบังเหียน​ ​จำ​เป็น​อย่างยิ่งที่​จะ​ต้อง​เป็น​นักบริหารจัดการที่ดี​ ​ผมหมาย​ถึง​จัดการ​ความ​รู้นะครับ​, ​ไม่​ใช่​บริหารผลประ​โยชน์​ ​เพราะ​หน่วยงานนี้​เป็น​ที่รวมคนรู้​-​คนเก่งของประ​เทศ​ ​อธิบดี​ต้อง​บริหารจัดการ​ให้​นักวิชาการหัวกะทิ​เหล่านี้​เข้ามาทำ​งานร่วม​กัน​เพื่อตอบสนอง​ความ​ต้องการของเกษตรกร​ให้​ได้​มากที่สุด​ ​ภารกิจนี้จำ​เป็น​ต้อง​อาศัย​ความ​มุ่งมั่น​ ​ทุ่มเท​ ​โดย​ไม่​เห็นแก่ประ​โยชน์​ส่วน​ตนเป็นที่ตั้ง​, ​และ​อย่างยิ่งยวด

 

เลิกห้อยเลิกโหนเกาะกิ่งโน้นจับกิ่งนี้​ ​แล้ว​กลับลงมา​เดินบนดินร่วมทางไป​กับ​พี่น้องเกษตรกร​จะ​ดีกว่า​ ...

 

เชื่อหัวไอ้​เรืองเต๊อะ​ !