๑.ช่วงปีแรกๆ ที่ผมกลับเข้ามาอยู่ในสวนขี้คร้านเป็นการถาวร เป็นเวลาที่ผมยังโหยหาเพื่อนที่เคยเดินทางด้วยกัน บางคนกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรเต็มขั้น แถมพ่วงอาชีพประหลาดพิกลอย่างช่างแกะสลักไม้ ช่างซ่อมรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิค ฯลฯ มีบางคนประกอบอาชีพครูในหมู่บ้านป่าไม้แห่งหนึ่งเหนือขึ้นไปแถบต้นน้ำหลังสวน
หมู่บ้านแห่งนั้นไกลจากสวนขี้คร้านเป็นระยะทางรวมๆ กว่าร้อยกิโลเมตร ผมหอบหิ้วสมุดบันทึกกับข้างของประจำตัวอีกเล็กน้อยยัดใส่เป้ โบกรถประจำทางไปหาเพื่อนในวันเพ็ง เดือน ๑๒ พอดิบพอดี กะว่าไปเจอเพื่อนในดินแดนแห่งสายน้ำไหล และหมู่บ้านกลางป่าปิดไกลจากความวุ่นวายภายนอกคงดีพิลึก
แค่คิดก็สนานล่วงหน้าไปแล้ว
นั่งรถประจำทางร่วมชั่วโมงจนสุดสายที่ในตัวอำเภอ ที่เหลือคือระยะทางที่จะต้องโบก หรือเดินเท้า ใช้เวลาประมาณ เกือบครึ่งวันก่อนถึงหมู่บ้าน
เดินเท้าออกจากตัวอำเภอราวเที่ยงวัน เดินชมนกชมไม้ ฟังเสียงสายน้ำในห้วยไหลรินคุยกับก้อนหินกรุ๊กกริ๊ก เอ้อระเหยขึ้นลงบนเส้นทางเถื่อนหน้าฝนทางดินเหนียวแสนลื่น ปวดตูดปวดน่องจนถึงหมู่บ้านเกือบ ๔ โมงเย็น เพื่อพบว่าเพื่อนออกนอกหมู่บ้านไปตั้งแต่เมื่อวาน !!
ครั้นจะกลับออกไปยังไม่รู้ว่าตามหาเพื่อนได้ที่ไหน ทำใจว่าเดินทางมาแล้ว..ไม่เจอก็ช่าง...นอนอ่านหนังสือเขียนบันทึก เดินเล่นกับเด็กน้อยไม่เต็มเต็งซึ่งพอจะพูดคุยคลายเหงาได้บ้าง
คนเพี้ยนกับคนไม่เต็ม..อยู่ด้วยกัน แค่คิดก็สนานแล้ว
คืนนั้นเป็นคืนลอยกระทงซึ่งผมไม่ได้ร่วมพิธีกับชาวบ้าน ได้แต่เดินเที่ยวตามตรอกซอยซอยต่างๆ อย่างสนุกสนานแปลกหูแปลกตาก่อนกลับมานั่งริมหน้าต่างบ้านพักครู เด็กน้อยคนนั้นหลบไปแล้ว
เหมือนอยู่คนเดียว...ท่ามกลางความสลัวรางของหมู่บ้านไร้ไฟฟ้า แสงจันทร์นวลสาดส่องดูสงบเย็น เงียบเชียบจนอุปทานได้เสียงของจันทร์
โอ้..ความเงียบอันทรงพลัง !!
คิดแล้วอดขอบอกขอบใจเพื่อนที่ไม่ได้อยู่ด้วย การได้อยู่กับตัวเองในสถานที่ไม่คุ้นชิน สามารถเสาะความสุขเข้าหาตัวเองได้ง่ายกว่าอยู่ในสถานที่เดิมๆ สิ่งแวดล้อมเดิมๆ
ใช่หรือไม่ว่า..ความเคยชินทำให้เสียสมาธิได้ง่าย?
เช้าวันต่อมา...หลังอาหารผมไหว้ลาชาวบ้านแล้วเดินเท้าออกมาจากหมู่บ้าน คราวนี้ผมเดินช้ากว่าตอนขามา เล็งๆ ไว้แล้วว่าระหว่างเส้นทางขามามีต้นไม้พื้นถิ่นหลายชนิดซึ่งงอกงามอยู่ริมทาง ติดกับสวนกาแฟของชาวบ้าน เป็นผลิตผลของไม้ป่าซึ่งหลงหูหลงตาหรืออาจไม่มีความสำคัญ ไม่มีมูลค่าในเชิงการค้าเหมือนพืชเชิงเดี่ยวในสายตาของเจ้าของพื้นที่
สำหรับผม...มันเป็นทั้งไม้หายาก และสมุนไพร ซึ่ง..ผมชอบ
ครับ..หนึ่งในต้นไม้หลายต้นที่ติดเป้ผมกลับออกมาปลูกไว้ในสวนขี้คร้านคือ มะเดื่อพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ชาวบ้านหลายคนเรียกว่ามะเดื่อชุมพร ทำเอาผมสับสนไปหลายวัน เพราะมะเดื่อชุมพรหรือมะเดื่ออุดมพร คือ มะเดื่อขนาดใหญ่ซึ่งมีลำต้นสูงกว่าตึกสิบชั้น
มะเดื่อที่ผมนำมาปลูกคือมะเดื่อชิ่ง หรือลูกชิ่งในสำเนียงภาคใต้ตอนกลางถึงตอนล่าง เป็นพืชผักซึ่งใช้แนมกับขนมจีนหรือแกงเผ็ด แกงไตปลา จิ้มน้ำพริก หรือบางถิ่นใช้เป็นผักในแกงเผ็ด แกงเนื้อ
รสชาติฝาดเฝื่อน กรุบกรอบ สำหรับคนมีฟันนับว่าเป็นผักที่เหมาะยิ่งเพราะเสียงขบเผาะ ขบเผาะของมันนั่นเอง
กลับถึงบ้านสวน ผมประคองต้นมะเดื่อกับสมุนไพรอีกสองสามชนิด ใส่ถุงดำอนุบาลไว้ข้างบ้านหลายเดือน กระทั่งฤดูฝนมาเยือนอีกครั้ง จึงได้ปลูกลงดิน
รอคอยอีกกว่าสองปี เริ่มออกลูกให้กิน
พืชตระกูลไทร ช่อดอกมักติดกันเป็นกลุ่ม ตั้งแต่โคนต้นยันปลายกิ่งก้าน ดกดื่นจนกินไม่หวาดไหว ลักษณะพิเศษอีกอย่างคือดอกกับผลคือส่วนเดียวกัน หากแต่ม้วนต้วนอยู่ด้านใน กลายเป็นผลดอก – ดอกผล ในหน่วยนับเดียวกัน

ครับ...บางทีการเสาะหาต้นไม้ที่อยากให้มีสักต้นเพื่อปลูกไว้ใกล้มือ เด็ดกินได้อย่างสบายใจพอกิน ไม่เหลือทิ้ง ไม่ต้องซื้อหาจากตลาด เพื่อพบว่าริมห้วยท้ายสวนมีต้นมะเดื่อชนิดนี้งอกงามอยู่อีกหลายต้น ที่ให้ผลดกดื่นก็มี ต้นเล็กๆ ยิ่งมี
ผมย้ายต้นไม้มาจากสถานที่อันแสนไกล แต่แล้วกลับพบว่ามันมีแล้วในสวน แค่คิดก็แสนสนาน?
๒.หลายปีก่อนหน้านี้..ในเส้นทางป่ากับการถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติทั้งภาพถ่ายและถ้อยคำ ความรู้สึกของการได้เห็นสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าจริงๆ เห็นต้นไม้หายาก ดอกกล้วยไม้ป่าหลากหลายชนิดงอกงามบนคาคบสูงลิบลิ่ว สวยงามตื่นเต้นบอกไม่ถูก
ยิ่งได้เปิดสายตา ยิ่งเพิ่มความทะเยอทะยานอยากพบอยากเห็นในผืนป่าต่อไป ต่อไป เดินทางออกนอกพื้นที่มิรู้หยุดพักไม่ได้กลับมาดูแลคนชรา บ้านวัยเยาว์เต็มไปด้วยปลวกและความผุพัง ต้นไม้รกเรื้อปรกหลังคาบ้าน บางส่วนเลื้อยเลาะเข้ามาที่ใต้ถุนบ้าน เป็นที่อาศัยของสัตว์ร้าย
เดินทางไปไกลแสนไกล แต่กลับละทิ้งให้สิ่งที่มีค่าที่สุดเสื่อมโทรม ผุกร่อน แค่คิดย้อนยัง...แสนเศร้า!!
หลายปีหลังจากที่ได้กลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ยังพอมีภูเขาสูงไม่ไกลจากบ้านให้ได้เดินป่าแสวงหาความสงัดได้พอให้หายคิดถึง มองใกล้เข้ามาถึงในสวน ยังมีหลากหลายมุมที่เว้นไว้เพื่อการนี้
ไม่น่าเชื่อว่าผมได้เห็นสัตว์ป่าที่คิดว่าสูญหายไปแล้วจากแถบถิ่นบ้านผมในปีนี้ (๒๕๕๒) ด้วยสายตาของตนเอง อย่างน้อยสองถึงสามครั้ง ทั้งร่องรอย ทั้งมองเห็นการกระโดดผ่านสวนผมเอง ได้ยินเสียงร้อง ยังไม่นับถึงการบอกเล่าผ่านคนรอบข้าง ฯลฯ
...สี่โมงเย็นวันนี้(ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๒) ผมเห็นฟานกระโดดผ่านในสวนจากด้านหนึ่งของสวนไปยังอีกด้านโดยกระโดดผ่านถนนซึ่งตัดผ่านผ่ากลางสวน
แผลว...ก่อนลับตาไปในความรกเรื้อของสวน
ฟานขนาดตัวน่าเทียบเท่าสุนัขขนาดใหญ่ หางสั้น ลำตัวสีจีวรพระเข้มๆ รอยเท้าประทับอยู่ในดินหน้าฝนชัดเจน ผมเดินตามรอยเท้านั้นเพื่อเก็บภาพไว้ จากสวนขี้คร้านจรดสวนปาล์มน้ำมัน รอยเท้าลอดสุมทุมไปยังอีกสวนหนึ่ง ซึ่งเป็นสวนมะพร้าว บางส่วนยังรกเต็มไปด้วยไม้ขนาดใหญ่ ร่มครึ้ม

ผมยิ้มกับตัวเองพร้อมกับภาวนาว่า อยู่รอดปลอดภัยเถิดหนา
ถามว่า ผมใจดำมากพอที่จะทำสวนรกให้เตียนโล่งได้อย่างไรในเมื่อเธอคือฟาน และฟานคืออีเก้ง สัตว์สงวนซึ่งหายากยิ่งแล้วในผืนป่าธรรมชาติ
“ชาวบ้านหลายคนรู้นะครับพี่ เขาก็ปรามๆ กันอยู่ว่า จะอนุรักษ์ไว้ให้คู่กับภูเขาลูกนี้ อย่าให้ใครมาล่า มายิง…บางปีมันมาเกิดลูกในสวนพี่นะ มีคนได้ยินเสียงร้อง” เพื่อนรุ่นน้องในหมู่บ้านเคยบอกผมถึงที่มาของสัตว์ป่าหายากซึ่งอาศัยอยู่ในผืนป่าบนภูเขาไม่ไกลจากบ้านผม
จริงๆ แล้วเรื่องเล่าพวกนี้ผมเคยได้ยินจากปากของเพื่อนบ้านหลายคน ทั้งที่เคยกระโดดผ่านหน้ารถซึ่งวิ่งผ่านสวนขี้คร้าน เคยเห็นเธอพาลูกๆ มาหากินรวมฝูงกับวัวบ้านซึ่งเลี้ยงอยู่ใกล้ๆ ป่าอันเป็นถิ่นกำเนิดของพวกเธอ บ่อยครั้งยังเห็นหมาเห่าไล่กระเจิดกระเจิงลงมาจากภูเขา
นั่นหมายถึงมีประชากรเก้งไม่น้อยกว่า ๓ ตัว พ่อแม่ลูก
ผมภาวนาให้พวกเธออยู่รอดปลอดภัยให้กำเนิดลูก หลายมากมายท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมซึ่งดูเหมือนป่าบนภูเขา เป็นไข่ดาวแวดล้อมด้วยหมู่บ้าน
ครับ...เดินทางป่าเสาะหามาแสนไกล เพื่อพบว่าแค่ในสวนบ้านเกิดก็มีหลายสิ่งให้เรียนรู้ ให้ถ่ายภาพ ให้เขียนถึง
แค่คิด แล้วพบเห็น
...โอ้..แสนสนาน


