งานวิจัยเพื่อทำลายปรองดอง

    อิจฉาจริงๆ...อิจฉาพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ตอนเป็นบิ๊กกองทัพบกก็ได้เป็น "พระเอกหนังรัฐประหาร" พอหมดอาชีพทหาร มาเกาะยึดอาชีพการเมือง ตัวเดียว-อันเดียวโด่ๆ ในสภาฯ แต่ผลงานครั้งรัฐประหารหน่อมแน้มเข้าตารัฐบาลเพื่อทักษิณ เขาเลยใช้เป็น "หอกทิ่มหอก" เสียงเดียว-ให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการปรองดอง บทดังเป็น "พระเอกหนังปรองดอง" แต่ออกฉากแต่ละที เหมือนแก้ผ้า-ทาแป้งลายพร้อยตั้งแต่หัวยันหัว
    อายผู้คนเค้าบ้างมั้ย...ท่านพลเอกสนธิ? 
    ท่านรู้สึกว่าเหมือนถูกหลอกให้ตบหน้าตัวเองบ้างมั้ย โชคดีที่ผมไม่ได้เป็นทหาร วงศ์วานว่านเครือเป็นทหารก็แค่ "ทหารเกณฑ์" เลยรอดตัว ออกจากบ้านไม่ต้องเอาโม่งดำคลุมหัวด้วยอับอายในฐานะ
    คนร่วมสถาบัน!
    เมื่อวาน (21 มี.ค.๕๕) ดูช่อง ๑๑ ที่เขาถ่ายทอดวงเสวนา "รายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ" สถาบันพระปกเกล้า ท่านขึ้นมาปิดเสวนา ผู้ร่วมวงเขาถามหลายประเด็นให้ตอบในฐานะประธาน กลับทำเท่ ไปท่องจำขี้ปากนายราแปง-รูปูมาถลากไถล จนทั้งฝรั่ง-ไทยที่ใส่หูฟังส่ายหน้าเดียะ
    อยากจะด่าเป็นอภินันทนาการอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ลุกขึ้นมาแจกแจงความพลิกแพลงด้วยเล่ห์ของผลวิจัยชนิดแทงใจที่ด้านพอ ก็ด่าไปตรงๆ ตามวิสัยชายชาติทหารซีครับ แค่นี้ยังไม่กล้า ต้องไปยืมวาจานายรูแปงว่าด้วย ๔ ลักษณะคนไทยมาประดิษฐ์ถ้อย
    อยากจะด่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ว่า "ขี้โอ้-ขี้อวด" ก็ด่าต่อหน้าออกจอโทรทัศน์ไปเลย พวกเสื้อแดงเขาจัดเต็ม รอตบมือเป็นลูกคู่ให้อยู่ในห้องเสวนาพร้อมแล้ว 
    เขาเอาสิ่งประจักษ์ตั้งประเด็นจี้ เลยเถียงไม่ออก-ตอบไม่ได้ใช่มั้ย จึงถลากไถลอาศัยคำนายราแปงหวังแยงให้อภิสิทธิ์แสบ แต่ผมฟังที่นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นมาแจงเป็นประเด็นๆ มันก็จริงด้วยเหตุและผลประจักษ์ แบบที่พวกท่านโมเม-มั่วจะเอา
    "ทุกอย่างเลิกแล้วต่อกันทั้งหมด" นั่นมันปรองดองตวัก-ตะบวยอะไรกัน!? 
    ทักษิณกับชาวคณะเผาบ้าน-เผาเมือง "ไม่มีความผิด-ไม่มีโทษทัณฑ์อันใด" ทุกอย่าง "เลิกแล้วกันไป" แถมเงินอีกตะหาก นี่น่ะหรือปรองดอง นี่น่ะหรือการคืนความเป็นธรรมให้สังคม นี่น่ะหรือที่บอกว่าประเทศจะได้เดินหน้า?
    ใช่...เดินหน้า แบบนี้ได้เดินแน่ๆ แล้วจะเห็น!
    ความจริงลักษณะคนไทยมีมากกว่านั้น อีตาราแปง-รูปูมันรู้เท่านั้น ก็โง่ตามมันแล้วนึกว่าฉลาดสมฐานะปริญญาโททางสังคม ก็เอามาโอ้-มาอวด
    ผม...ราเปลวนี่แหละจะบอกให้ นอกจาก ๔ ลักษณะที่ท่านจำมานั้นแล้ว "ขี้โกง-ขี้ขลาด" ไม่กล้ายืดอกรับความจริง นี่ก็เป็นอีกลักษณะคนไทย (บางคน) ท่านเรียนต่อให้ถึงปริญญาเอกซีครับ 
    เป็นดอกเตอร์อย่างทักษิณ แล้วจะรู้ถึงลักษณะคนไทยด้าน "ขี้โกง-ขี้ขลาด" ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปชื่นชมอีตารูปู-ราแปงที่หลอกด่าคนไทยฝากไว้ในรูปตำราหรอก!
    ท่านบอกว่า งานชิ้นนี้เพื่อความปรองดองของคนในชาติ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ขนาดเพื่อนรักท่านในเขมรเห็นสภาพเมืองไทยยังโทร.มาบอกให้ไปอยู่ด้วยกัน ก็น่าจะไปอยู่กะเขานะครับ ตอนนี้เขมรเป็นฐานปฏิบัติการของทักษิณกับชาวคณะ นปช.อยู่แล้ว
    ท่านไปอีกคน จะได้ลงตัว!?
    งานปรองดองของท่าน ผ่านผลวิจัยสถาบันพระปกเกล้าชิ้นนี้ ผมบอกได้เลย การปรองดองที่ทักษิณกับคณะได้ฝ่ายเดียว มันไม่นำไปสู่ความปรองดองได้หรอก ดังนั้น ผลงานของคณะกรรมาธิการปรองดองชิ้นนี้ คือ
    งาน "ทำลายความปรองดองแห่งชาติ" ที่จะนำไปสู่การฆ่ากันกลางเมืองอีกครั้ง ดังที่ท่านพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ พูดให้สติในวงเสวนา!
    ใครลุกขึ้นมาถามอะไร พลเอกสนธิก็ "สามวา-สองศอก" แค่กับคนที่ตั้งประเด็นถามในวงเสวนา ๒-๓ คน ยังให้คำตอบเป็นที่ปรองดองกันไม่ได้ แล้วหวังจะใช้ "พวกมากลากไป" ในระบบเผด็จการรัฐสภาเดินสู่แผน ๒ ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยไม่มีประชาชนผู้มีความเป็นธรรมในหัวใจออกมา "ปัสสาวะรดมันเลย...พี่น้อง" ได้อย่างไร?
    อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ถามว่า..............
    “ประเด็นนิรโทษกรรมผู้ชุมนุม ผมเห็นด้วยกับกรณีที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ประเด็นคดีอาญาที่มีเหตุจูงใจทางการเมือง ยังให้นิยามไม่ชัดเจน ดังนั้น หากจะนิรโทษกรรมประเด็นนี้ ควรกลับไปเขียนใหม่ และตั้งคณะขึ้นมากำหนดกรอบและรายละเอียดที่ชัดเจน
    สำหรับประเด็นคดีของ คตส. ที่เสนอให้โละคดีทั้งหมด ตนเชื่อว่าคนที่เสนอความเห็นนี้เป็นบุคคลที่ได้รับผลจากการตรวจสอบของ คตส.เพียง ๑ คน ส่วนอีก ๑๐ คนซึ่งเป็นทีมของพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าควรดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนปกติ แต่ทำไมผู้วิจัยถึงเลือกความเห็นของคนคนเดียวมาเป็นตัวเลือก ใช้หลักวิจัยใดมาพิจารณา ทั้งนี้ผมไม่ได้มีอคติกับใคร แต่ขอถามว่าจะนำรายงานกลับไปทบทวนอีกครั้งได้หรือไม่...?." 
    อดีตหัวหน้ารัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ตอบว่า......
    "ราแปงบอกลักษณะคนไทยมี ๔ อย่าง ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ขี้โม้ ขี้โอ้-ขี้อวด....... !?"
    พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ถามว่า....
    “ผมขอถามว่าเมื่อเกิดปฏิวัติแล้ว ท่านได้นำคณะไปเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานต่อ 'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว' โดยมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นผู้พาเข้าเฝ้าฯ ใช่หรือไม่ โดยพลเอกเปรมเป็นผู้รู้เห็นอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติใช่หรือไม่ 
    และท่านเคยเข้าพบพลเอกเปรม เพื่อแจ้งเรื่องการปฏิวัติต่อพลเอกเปรมก่อนหน้านั้นหรือไม่ และก่อนหน้าที่พลเอกเปรมได้ขอร้องให้ท่านออกมาพูดความจริง ผ่านพลเอกมงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ใช่หรือไม่ ผมขอร้องให้ท่านพูดความจริง”
    อดีตหัวหน้ารัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ตอบว่า.......
    "คำถามที่ถามผมในวาระแรก ทำให้รู้สึกละอายต่อตัวเอง สถาบันของผมสอนให้คนรักกันและเข้าใจ รวมถึงจงรักภักดี คำถามแบบนี้ไม่ควรถามผม คำถามบางประการเปิดเผยไม่ได้ แม้ตายแล้วก็เปิดเผยไม่ได้ หากรู้วันนี้แล้วจะมีอะไรดี”
    ด้วยคำตอบแบบ "ร่องไม่ตรงก้น" ของผีโม่แป้งทั้งหลายเหล่านี้ มันยังอมเปลือก-อมเม็ดอยู่มากมาย เป็นสิ่งยืนยันถึงว่า "งานวิจัย" ที่อาศัยชื่อสถาบันพระปกเกล้าตีตราคล้ายแหกตาประชาชน ยังไม่ถึงมาตรฐานของคำว่า "งานวิจัย" ไม่มีคุณค่าพอที่จะนำมายึดเป็นกรอบปฏิบัติ
    นอกจากใครหวังนำไปใช้ในลีลา "หนังราชสีห์คลุมขี้เรื้อน"!
    ตอนจบปิดเสวนา ได้ยินพลเอกสนธิระบุเลยว่า ปัญหาที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ทุกวันนี้มาจาก "นักการเมือง" ก็ถูกครึ่งหนึ่งครับ
    แต่ครึ่งนั้นคือ เป็นผลมาจาก ๒ เสี้ยว เสี้ยวหนึ่ง เพราะคุณนั่นแหละรัฐประหาร และอีกเสี้ยว ก็จากคุณนั่นแหละ รัฐประหารแล้ว (เสือก) หน่อมแน้ม แล้วดันเสนอหน้ามาทำหน้าที่ปรองดองอีก! 

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2555