วันนี้-ผมอยากฝากซักคำถึงท่านรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง "เพื่อนเลิฟ" ด้วยความหวังดี "สรรพสิ่งเกื้อกัน" เมื่อขึ้นไปยืนบนหน้าผา นั่นใช่ว่าสถานที่นิรันดร์ ฉะนั้น อย่าตัดเถาวัลย์รายทาง อย่าอหังการเหนือเจ้าทุ่ง-เจ้าท่า-เจ้าป่า-เจ้าเขา กระทั่งจอมปลวกรายทาง อย่าเยี่ยวรด ในรัฐสภานั้น ประกอบทั้งสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ แต่กิริยาการแห่งโวหารอหังของท่านวานนี้ (๒๓ ก.พ.๕๕) ถ้ายังไม่รู้จักใช้ "หลักธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน" แล้วล่ะก็...
สักวัน...ท่านจะกลายเป็นยอดของ "อสัตบุรุษ" ผู้เดียวดาย!
ท่านอาจไม่เข้าใจว่า "ยอดของอสัตบุรุษ" เป็นเยี่ยงไร ผมจะยกธรรมจากโอษฐ์พระพุทธองค์อันมีอยู่ในพระไตรปิฎกมาให้สำเหนียก
"คนเช่นไรชื่อว่าเป็นยอดของอสัตบุรุษ?"
พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อสัตบุรุษคืออย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด มีการงานผิด มีการเลี้ยงชีพผิด มีความพยายามผิด มีการตั้งสติผิด มีการทำสมาธิผิด บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตบุรุษ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อสัตบุรุษผู้ยิ่งกว่าอสัตบุรุษเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด มีการงานผิด มีการเลี้ยงชีพผิด มีความพยายามผิด มีการตั้งสติผิด มีการทำสมาธิผิด และมีความหมายหลุดพ้นผิดอีกด้วย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตบุรุษยิ่งกว่าอสัตบุรุษ"
งานในหน้าที่รองนายกฯ ท่านเยอะ บวกกับงานรับฝากจากพี่ชายเขาให้ทำหน้าที่ "ผู้อภิบาล" นายกฯ ยิ่งลักษณ์อีกหน้าที่หนึ่ง ท่านคงไม่มีเวลาใฝ่หาข้อธรรมนำมาประกอบการทำหน้าที่เพื่อให้ทั้งมนุษย์และเทวดาสรรเสริญ ในฐานะที่เคยเป็นเพื่อนเลิฟกัน วันนี้ ผมจึงนำหลักธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจคน "สังคหวัตถุ ๔" มาฝาก
จะเอาเฉพาะหัวเชื้อ คือหัวข้อธรรมล้วนๆ ท่านก็คงเคี้ยวยาก อย่ากระนั้นเลย ผมจะนำจากเว็บธรรมะ ๕ นาทีของคุณ "ภูเตศวร" มาให้ซึมซับ
คือคุณภูเตศวรไปกราบ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" วัดป่าอรัญบรรพต หนองคาย พระผู้เป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใหญ่อีกรูปในสายพระป่ากรรมฐานของพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งปัจจุบันท่านได้ละขันธ์สู่นิพพานไปนานหลายปีแล้ว ท่านได้กล่าวเป็นธรรมกถาถึงหมวดธรรมนี้ไว้ว่า
ธรรมหมวดดังกล่าวเรียกว่า ‘สังคหวัตถุธรรม’ แปลความคือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน มีอยู่ 4 ประการ คือ
1.ทาน
2.ปิยวาจา
3.อัตถจริยา
4.สมานัตตตา
ทาน คือ การให้ การให้นี้ มิได้หมายถึงจาคะที่ให้แบบทำทานกับขอทาน ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หากหมายถึงการรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันในหมู่คณะที่ทำงานทำหน้าที่ร่วมกัน เพราะผู้มาร่วมงานย่อมมีสภาพผิดแผกแตกต่างกัน บ้างมีศรัทธามีน้ำใจ หากขาดแคลนทรัพย์ แม้ยามทุกข์กายทุกข์ใจ คำปลอบใจและความหวังดีก็ถือว่าเป็นทานชนิดหนึ่ง
การเห็นหมู่คณะทำงานหนักพบอุปสรรคใดๆ การช่วยเหลือ การให้ความใส่ใจแนะนำด้วยสติปัญญา มีน้ำจิตน้ำใจมุ่งช่วยเหลือ ไม่ถือว่าสักแต่ทำหน้าที่ ย่อมถือเป็น ‘ทาน’ ทั้งสิ้น
ปิยวาจา การเจรจา การใช้ถ้อยคำที่ไพเราะเป็นที่เสนาะโสตระหว่างกัน ก่อนพูดจากับหมู่คณะหรือผู้ร่วมงาน ควรมีสติระลึกรู้ เพราะวาจาเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสาร ถ้าวาจาไม่สุภาพไม่รู้จากกาลเทศะ จะสร้างความเสียดแทงใจ ทำลายน้ำใจกัน ทำให้ความสมัครสมานสามัคคีสูญเสีย กลายเป็นความแตกแยก โดยเฉพาะคำตำหนิติเตียน คำติฉินนินทากันและกัน แม้แต่ในยามทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็ต้องมีสติควบคุมวาจาไม่ให้เกิดจากอารมณ์ร้ายจนกลายเป็นการข่มขู่คุกคามซึ่งกันและกัน
ถ้าฝึกใช้สติ...ฝึกควบคุมวาจาทุกประโยคที่ออกจากปากให้สุภาพ ตรงต่อกาลเวลาอันสมควร คำพูดนั้นย่อมเป็นปิยวาจา อันเป็นการสร้างความสามัคคีได้อย่างยิ่งยวด
อัตถจริยา ความประพฤติอันมีประโยชน์ คือการรู้จักตั้งสติพิจารณาการกระทำใดๆ ก็ตามให้เป็นแต่เรื่องมีประโยชน์เพื่อหมู่คณะ เพื่อส่วนรวม อะไรที่ทำแล้วปราศจากประโยชน์ ทำแล้วมีโทษ ควรงดเว้น สิ่งมีโทษคือจิตใจมุ่งร้าย พยาบาท อาฆาต ริษยา อันนี้คือจริยาทางใจ
ส่วนทางกายคือ การรู้จักห้ามปรามผู้ที่กำลังทำความผิด กำลังว่ากล่าวนินทาผู้อื่น ไม่ยุแหย่ให้เกิดความร้าวฉาน เห็นการจัดวางข้าวของไม่เรียบร้อยก็จัดการทันที ไม่วางธุระในกิจอันสำคัญของหมู่คณะ ทำประโยชน์ต่อส่วนรวมทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สรุป อัตถจริยา คือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สถานที่ แก่องค์กร แก่หมู่คณะ ธรรมส่วนนี้จะทำให้ผูกยึดน้ำใจซึ่งกันและกันอย่างยิ่ง
สมานัตตตา ความสม่ำเสมอ ความเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือวางตนสม่ำเสมอ หมายถึงระเบียบวินัยในหมู่คณะ ไม่เคลื่อนคล้อยไปตามตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือการมอบหมายงาน ทำตามหน้าที่ แต่ไม่เห่อเหิมไปกับอำนาจอันเป็นสิ่งสมมุติ คือ ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ มีความขยันหมั่นเพียรอย่างเสมอต้นเสมอปลาย มีความรักความเมตตาต่อหมู่คณะเสมอกันโดยไม่เลือกว่า ใครต่ำ ใครสูง ใครรวย ใครจน
สรุป สมานัตตตา คือความเป็นคนผู้มีตนสม่ำเสมอ วางตนสม่ำเสมอ ไม่กระด้าง ดูหมิ่นคนอื่น ไม่ถือตัว เพราะหน้าที่สูงกว่าใคร นั่นคือธรรมแห่งการยึดเหนี่ยวจิตใจกันอย่างยิ่งยวด
อย่างไรก็ตาม ธรรม 4 ข้อในหมวดสังคหวัตถุธรรม จะบังเกิดผลก็ต่อเมื่อ มีสติพร้อมพอควร ดังนั้น ท่านทั้งหลายควรเจริญสติอยู่เนืองๆ มีสติในการคิด การพูด ในการกระทำ เรียกว่าหยุดคิดพิจารณาเสียก่อน ว่าคำพูดและการกระทำของเราที่กำลังจะเกิดขึ้น ได้ทำลายจิตใจของอีกฝ่ายหรือไม่ ใหม่ๆ ก็ลำบากบ้าง...ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หากนานวันขึ้น...จะเห็นผลขึ้นอย่างชัดเจน
พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงความสำคัญของสังคหวัตถุธรรม 4 ข้อนี้ว่า บิดามารดาผู้ให้กำเนิดจักได้ความเคารพนับถือจากบุตรธิดา กลุ่มชนในที่ต่างๆ จักมีความเคารพซึ่งกันและกัน เพราะมีสังคหวัตถุธรรมนี้ ผู้อยู่กันเป็นหมวดหมู่จึงเป็นเช่นยานพาหนะที่มีล้อ มีลิ่มสลัก ประกบล้ออยู่กับตัวรถ ทำให้แล่นไปได้...
เพราะสังคหวัตถุธรรมเป็นธรรมะอันสำคัญ ทุกคนจึงควรมี เมื่อมีแล้ว จะทำให้เกิดความเคารพรักซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งจักทำให้เกิดความสุขความเจริญในชีวิตและหน้าที่การงานในที่สุด...
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้
ครับ...ผมก็มี "ความหวังดีต่อกัน" ให้ได้เท่านี้แหละ ส่วนท่านรองนายกฯ เฉลิมจะรับหรือไม่รับ ก็สุดแต่ท่านเถอะ บอกอีกคำเป็นการส่งท้ายว่า คำพูด-คำจาและท่าทางของท่านในสภาฯ เช้าวานนี้ ชาวบ้านเขาสุดเหลือจะทน ผมก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย ที่ต้องรับโทรศัพท์ "ด่าท่าน"
แต่ดันมาด่ากรอกใส่หูผม!?
วันนี้ ไม่อยากลงรายละเอียดเรื่องอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ของรัฐบาล บอกได้คำเดียวว่า The Ides of March "จุดจบ" ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ส่วนจะไปจบแบบไหน อย่างไร เมื่อไหร่ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องดูกันไปช็อตต่อช็อต
พูดถึงวงการตำรวจบ้างดีกว่า เดี๋ยวนี้ ใครอยากฟัง "ข่าวลือ-ข่าวปล่อย" ให้ไปฟังจากวงสนทนาพวกนายตำรวจเขาไม่รู้ไปสรรหา "ข่าวแปลกๆ" จากที่ไหนมาเล่าสู่กันฟัง "สายลับแนวที่ ๕" ของผมนำมารายงานให้ทราบ เมื่อฟังแล้วผมก็ได้แต่อนาถใจ
เป็นกันไปถึงขนาดนี้แล้วเชียวหรือ?
พูดด้านดีๆ บ้างดีกว่าจะได้สบายใจ ก็ขอชมครับที่ตำรวจเริ่มมีวิสัยทัศน์โลก รีบปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและการให้ข่าวในคดีก่อการร้ายว่าด้วยระเบิดเกี่ยวพันถึง "อิหร่าน-อิสราเอล"
จากที่โฉ่งฉ่างอวดผลงาน ให้สัมภาษณ์ทุกวัน พูดมันทุกประเด็น พาผู้ต้องหาโชว์หน้าทางโทรทัศน์มันทุกช่องเหมือนคดีจับซ่อง-จับบ่อน ไปเป็นการทำงานแบบ "ตำรวจมืออาชีพ" มีสัญชาตญาณวิเคราะห์คดีด้วยการแยกแยะความหนัก-เบาได้มากขึ้น
เอาข่าวไปกรองรวมศูนย์ "ใครซักคน" พูดได้คนเดียว อย่างนั้น...โอเค!
เรื่องนี้ มันเป็นอาชญากรรมการเมืองโลกไปแล้ว ต้องระวังว่าเรากำลังถูกบางอำนาจ "เสี้ยมเขา" คล้ายจงใจให้เรามองอิหร่านเป็นศัตรู อย่าไปติดหล่ม-จมปลักแค่สติ๊กเกอร์ SEJEAL จนเป็นกระต่ายตื่นตูม ก็ทีใบปลิว "รับสมัครพนักงานโรงงานทำขนมปัง" ผมเห็นติดมันทุกซอก-ทุกมุม-ทุกเสาไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ-กรุงธนมาเป็น ๒๐-๓๐ ปี
ไม่เห็นมีใครหน้าตาตื่นไปแกะมา "ถอดรหัส" บ้างเลย?
ไทยเราเป็นดินแดนน้ำใจแห่งมิตรอันควรอารี "มิตรก็อยู่ได้-ศัตรูก็อยู่ได้" เป็นอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว เพียงแต่ว่า ยุคก่อนทั้งมิตร-ทั้งศัตรู เขาเพียงอาศัย ไม่ทำอะไรเป็นการลากเราเข้าไปสู่วังวนด้วย แต่วันนี้ เราตกอยู่ระหว่างเขาควายก็พอว่า
แต่นี่...มีบางฝ่ายพยายาม "เสี้ยมเขา" ให้เราขวิดข้างโน้น-ข้างนี้ด้วย!
ในยามที่การเมืองว่าด้วยเรื่องระหว่างประเทศไร้ประสิทธิภาพ ตำรวจ โดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. บริหารท่าทีใหม่ในการให้ข่าว-ทำคดีด้วยการไหวทัน ไม่ให้ไทยกลายเป็นเครื่องมือฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง
ก็ต้องชมเชยกันหน่อย.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

