ปฏิบัติการ "ซุกหนี้เก่า-สร้างหนี้ใหม่"

    นี่แหละที่เขาว่า "สวย-แต่ไร้สาระ" รัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นแหละ เห็นสื่อบางสำนักเก็บมาเลียขรมว่า ต่างชาติชมนายกฯ หญิงของไทย "สวย-รวย-เก่ง" ความจริงผมว่าเขาแดกมากกว่า ไม่ใช่ชม อีกคำที่เขาละไว้ ให้เติมกันเองก็คือ "กลวง" ฉะนั้น ที่เขาต้องการสะท้อนตัวตนนายกฯ ไทยเต็มๆ ก็คือ "สวย-รวย-เก่ง แต่กลวง"!
    ควรต้องเข้าใจ "ผู้บริหารประเทศ" จุดเด่นอยู่ที่ "กึ๋น" ต่างกับนางแบบ-นางงามหรือดารา จุดเด่นอยู่ที่ เสื้อผ้า-หน้า-ผม-นม-เอว-สะโพก และจริตจะก้าน  เพราะเขาคงหากึ๋นจากนายกฯ ไทยไม่พบ เพราะกลวงโบ๋นั่นแหละ  
    เขาจึงแดกดันคลาสสิกด้วยการหันไปชมเปลือกด้วยคำว่า" รวย-สวย-เก่ง" อะไรประมาณนั้น พวกนิยมกลวง ได้ยินก็พากันกรูไปชูขึ้นชม!
    และ "กลวง" ที่ว่านั้น วันนี้มันมากกว่ากลวงไปถึงขั้น "กลอกกลิ้ง" ที่อาจเป็นเงื่อนไขสร้างความกริ่งเกรง-หวาดระแวงจากสังคมไทยยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะทำอะไรมักซ่อนเล่ห์ลิ้นลมลวง กลิ้งเอารอด พอให้ประชาชนคลายใจไปวันๆ ทั้งเรื่องมาตรา ๑๑๒ เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม เรื่องแก้ พ.ร.บ.กลาโหม 
    เผลอเมื่อไหร่ ที่ว่า ไม่..ไม่..พร้อมจะ ทำ..ทำ..ทันที!
    อย่างเรื่อง พ.ร.ก.การเงิน ๔ ฉบับ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จากคลังไปซุกแบงก์ชาติ ตรงมาตรา ๗ (๓) ที่ว่า
    "ให้ทรัพย์สินและเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด"!
    ผู้คนท้วงติง-ต่อต้านมากว่า การเขียนอย่างนั้น เท่ากับเปิดช่องให้รัฐบาลเข้าไปครอบงำแบงก์ชาติ พอท้วงติงกันมากๆ เข้า ประกอบกับประชาธิปัตย์บอกว่า ทั้ง ๔ ฉบับนั่นเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ 
    รัฐบาลก็กลัว ๑๐ มกรา จึงมีมติ ครม.ออกมาว่า 
    "พ.ร.ก.เอาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปซุกแบงก์ชาติ ตรงมาตรา ๗ (๓) เปลี่ยนใหม่ เพื่อไม่ต้องหวาดระแวงว่าการเมืองจะเข้าไปครอบงำแบงก์ชาติ
    เปลี่ยนจาก "ให้ทรัพย์สินและเงินของ ธปท.เข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" ไปเป็น "ธปท.จะบริหารจัดการทรัพย์สินเอง"
    นี่ผมไม่ได้เขียนเองนะครับ หากแต่เป็นคำแถลงผลประชุม ครม.วันนั้น  โดย "นายอัชพร จารุจินดา" เลขาฯ กฤษฎีกาที่เป็นคนออกมาแถลงตรงนี้เอง
    ย้ำคำแถลงจากปากเลขาฯ กฤษฎีกาอีกทีก็ได้ว่า "ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขร่าง พ.ร.ก.โอนหนี้ฯ ในส่วนมาตรา ๗ (๓) จากเดิมให้ทรัพย์สินและเงินของ ธปท.เข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด เปลี่ยนเป็น "ธปท.จะบริหารจัดการทรัพย์สินเอง" เพื่อไม่ให้เป็นการแทรกแซงการทำงานของ ธปท."
    แล้วเย็นวาน (๒๖ ม.ค.๕๕) พ.ร.ก.ทั้ง ๔ ฉบับ ก็ประกาศลงพระราชกิจจานุเบกษา อันหมายความว่าประกาศใช้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วทั้ง ๔ ฉบับ ผมขออนุญาตนำใจความที่ "กรุงเทพธุรกิจ" ออนไลน์ไว้ มาเผยแพร่ต่อ ดังนี้
    ๑.พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.๒๕๕๕
    ๒.พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.๒๕๕๕
    ๓.พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.๒๕๕๕  
    ๔.พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.๒๕๕๕
    ในส่วน พ.ร.ก.บริหารหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น รัฐบาลได้ตัดส่วนที่เป็นประเด็น "อ่อนไหว" ก่อนหน้านี้ออกไป โดยเฉพาะร่างมาตรา ๗
    ตามร่าง พ.ร.ก. "เดิม" ระบุว่า ...
    มาตรา ๗ ในระหว่างการชำระหนี้ต้นเงินกู้ตามมาตรา ๔ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
    (๑) ในแต่ละปีให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินกำไรสุทธิเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐ เข้าบัญชีตามมาตรา ๕
    (๒) ให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลังจากการจ่ายเมื่อสิ้นปีเข้าบัญชีตามมาตรา ๕ โดยไม่ต้องโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ
    (๓) ให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเข้าบัญชีตามมาตรา ๕ ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
    มีการแก้ไข "ใหม่" ระบุว่า...
    มาตรา ๗ ในระหว่างการชำระคืนต้นเงินกู้ตามมาตรา ๔ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
     (๑) ในแต่ละปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินกำไรสุทธิที่ต้องนำส่งรัฐตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบ เข้าบัญชีตามมาตรา ๕
    (๒) ให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลังจากการจ่ายเมื่อสิ้นปีเข้าบัญชีตามมาตรา ๕ เฉพาะเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สอง  พ.ศ.๒๕๔๕ โดยไม่ต้องโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ
    (๓) ให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเข้าบัญชีตามมาตรา ๕ ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
    จะสังเกตเห็นว่า นอกจากรัฐบาลจะยอมรื้อ มาตรา ๗ (๓) แล้ว ในส่วนมาตรา ๗ (๒) ก็มีการระบุชัดเจนว่า..."ให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์"...ในส่วนที่คลังกู้เงินมาเมื่อปี ๒๕๔๕ เท่านั้น
    ครับ...พูดกันตรงๆ ถึงแก้ตรงนั้น-ตรงนี้ ก็ดูซ่อนเลศ-ซ่อนนัยยังไงพิกล  ไม่น่าไว้ใจเลย อย่างมาตรา ๗ (๓) ครม.แถลงไว้ด้วยข้อความอย่างหนึ่ง ขนาดเลขาฯ กฤษฎีกาเป็นผู้ออกมาแถลงเอง แต่พอประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา เป็นอีกอย่าง 
    เช่นคำว่า "ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด" บอกว่าจะเปลี่ยนเป็น "ธปท.จะบริหารจัดการทรัพย์สินเอง" แต่พอประกาศออกมา มาตรา ๗ (๓)  ยักเยื้องคำ-สองคำ แต่ประเด็นหลักอยู่ครบ!
    ข้อความเดิมใน (๓) ของมาตรา ๗ ".....ตามที่รัฐมนตรีกำหนด" กับที่รับปากว่าจะเปลี่ยนไปเป็น "ธนาคารแห่งประเทศไทยจะจัดการทรัพย์สินเอง" มันมีความหมายทางปฏิบัติแตกต่างกันอย่างไร 
    ผู้ที่พูดให้เข้าใจง่ายๆ ที่สุดคือ "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" ท่านพูดท้วงติงไว้ครั้งนั้นว่า........    
    "มาตรา ๗ (๓) นั้น เป็นการเขียนปลายเปิด ร่าง พ.ร.ก.เขาบอก 'โอนหนี้'  ไว้ว่าให้โอนเงิน หรือสินทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือของกองทุนเข้าบัญชี เพื่อไปชำระหนี้ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด พอเขียนข้อนี้ขึ้นมา ภาษาธนาคารเรียก blank cheque (เช็คเปล่า) 
    เขียนให้มาเถียงกันทำไมผมก็ไม่รู้ ในเมื่อเงินจากส่วนอื่นๆ น่าจะพอแล้ว  พอเขียนอันนี้ มันแปลว่าอยู่ดีๆ ให้ ครม.ซึ่งเกิดคิดประหลาด...บอกฉันจะจ่ายหนี้ใน ๓ ปีนี้ ก็แปลว่าสามารถสั่งให้แบงก์ชาติไทยโอนเงิน หรือทรัพย์สินที่มีอยู่ไปใช้หนี้หมดเลยก็ได้ 
    ไอ้ตัวนี้ เป็นตัวที่เขียนขึ้นมาแล้วทะเลาะกันเปล่าๆ ซึ่งสมัยก่อนอาจจะได้  แต่สมัยนี้ ไอ้เขียนเผื่อๆ อย่างนี้......อันตราย"
    ครับ...ที่คุณชายอุ๋ยใช้คำว่า...ครม.ซึ่งเกิดคิดประหลาด...กับคำว่า "แต่สมัยนี้ เขียนเผื่อๆ อย่างนี้...อันตราย" นั่นเพราะท่านเป็นผู้ใหญ่และเป็นสุภาพชน ท่านจึงเลี่ยงใช้คำว่า.....
    "เพราะรัฐบาลนี้มีพฤติกรรมไม่น่าไว้ใจ ไม่มีเครดิตทางสัจจะให้เชื่อถือ ขืนเขียนกฎหมายแบบนั้น จะไม่มีอะไรค้ำประกันได้เลยว่าซักวัน...จะไม่ปล้นแบงก์ชาติ"!
    แล้วเค้าลางในวันนี้ มันก็กระเดียดไปทางนั้น ครม.แถลงว่าเปลี่ยนข้อความใหม่ แต่พอลงพระราชกิจจานุเบกษา มันก็ไอ้ข้อความด้วย "เนื้อหา" เดิมนั่นแหละ!
    แล้วมันอันตรายอย่างไร?
    ก็ต้องฟัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ในฐานะอดีตรัฐมนตรีคลัง และอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ท่านพูดทิ้งท้ายไว้ว่า........
    "การเขียนกฎหมายแบบปลายเปิดเช่นนี้ เมื่อส่งไปที่สำนักงานกฤษฎีกา คงไม่ผ่าน คือกฎหมายที่เปิดโอกาสอย่างไม่จำกัดจำนวน...มันอันตราย กฎหมายทุกกฎหมายที่ดี เวลาจะให้อะไร มันต้องมีเงื่อนไข มีขอบเขต มันต้องมีกรอบ ต้องชัดเจน แต่นี้มันเปิดโอกาสไม่จำกัดจำนวน"
    ครับ...ผ่าน-ไม่ผ่าน ก็รู้กันแล้ว กฤษฎี "มือกฎหมายรัฐบาล" แถลงด้วยข้อความหนึ่ง ปล่อยผ่านด้วยข้อความเดิมไปเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องฝากความหวังไว้กับ "ประชาธิปัตย์" นั่นแหละว่า ที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น......
    ยื่นยัง?.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 มกราคม 2555