ประชาชนให้ "คำตอบประเทศไทย" ออกมาแล้วครับ ตกลง...ยกประเทศให้ "ทักษิณ ชินวัตร" ในนามพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ก็ขอแสดงความยินดีกับเพื่อไทย และขบวนการ นปช. "เสื้อแดง" ทุกคน เมื่อได้ ส.ส.เกินครึ่ง คือกว่า ๒๖๐ เฉียด ๓๐๐ คน เช่นนี้ ก็ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวงที่จะเป็นฝ่ายยึดครองอำนาจบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล
จะเอาใครเป็นนายกฯ และจะเอาใครเป็นรัฐมนตรี ไม่ว่าจตุพร ณัฐวุฒิ เหวง อริสมันต์ ตั้งเลยครับ เพราะการชนะชนิดที่เรียกว่า "สิ้นข้อสงสัย" เช่นนี้
อยากทำอะไร...ทำเลย!
นี่ผมพูดจริงๆ เพราะในจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศ กว่า ๔๖ ล้านคน และกว่า ๕๐% ที่ออกมาใช้สิทธิ์ เขาสะท้อนความต้องการเช่นนั้น ผ่านการเลือก ส.ส.ทั้งระบบเขต และทั้งระบบพรรคของเพื่อไทย ชนิด...พรรคเดียวตั้งรัฐบาลได้
มันชัดเจนตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ของประชาชน-โดยประชาชน-เพื่อประชาชน ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ "เลือกแล้ว" เลือกให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เลือกให้เป็นผู้กำหนดชะตาอนาคตประเทศ
ท่านก็จงทำ!
จะแดง-จะดำทั้งแผ่นดิน แบบไหน-อย่างไร ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมาย หรือท่านแก้กฎหมายให้เป็นไปตามกรอบของท่านได้สำเร็จ ก็จงทำตามนั้น
เพราะนั่นคือ ประชาชนที่เลือกท่าน...เขาต้องการ!
และถ้าทักษิณพอใจ-ต้องการให้โคลนนิง "นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข ๑ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิง "คนแรกของประเทศ" ดังประสงค์จริงๆ ละก็!
ประกาศให้ชัดเจนเลยครับ เพื่อจะได้ไม่ว่อกแว่กเรื่องฟอร์มรัฐบาล เพราะเมื่อแน่นอนเรื่องตัวนายกฯ แล้ว จะได้เอาเวลาไปคัดตัวรัฐมนตรีให้มันไวขึ้น อย่างช้า...ซักต้นหรือกลางๆ สิงหา บ้านเมืองจะได้มีนายกฯ ใหม่-รัฐบาลใหม่บริหารประเทศไงล่ะ
ผมคิดว่า ใครก็ไม่มีเหตุผล หรือข้อเกี่ยงงอนใดที่จะโต้แย้งเจตนารมณ์ประชาชนด้วยการขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลของเพื่อไทย คณะรัฐมนตรีของเพื่อไทย และการขึ้นเป็นนายกฯ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ เพราะนี่คือ
อาณัติจากประชาชน!
ผมว่าการเลือกตั้ง ๓ ก.ค.๕๔ นี้ ประชาชนเลือกได้ "ถูกต้อง" แล้ว ถูกต้องในความหมายคือ ท่ามกลางความขัดแย้งในชาติที่หาทางไปไม่เจอ ในเมื่อประเทศชาติเป็นของประชาชน-ประชาชนเป็นของประเทศชาติ ก็ให้ "ประชาชน" นั่นแหละเป็นผู้ตัดสิน "เลือกทางไป" ของสังคมชาติ
เลือกขั้วใด-ขั้วหนึ่งให้ "ขาด" ไปเลย.....
และเมื่อเลือกเพื่อไทย-เพื่อทักษิณเป็นทางไป...ขาดไปเลยเช่นนี้ ก็โอเค!
ไปก็ไปกัน ไม่ไป-ไม่รู้ ถ้าทางนี้เป็นทาง "สู่ความพ้นทุกข์" ผมก็อนุโมทนาด้วย แต่ถ้ามันกลายเป็นเส้นทาง "สู่ความเพิ่มทุกข์" ถ้าเป็นอย่างนั้น นั่นก็ไม่เป็นไร....
ระบอบประชาธิปไตย "มีทางออก" ทุก ๔ ปี!
คำตอบโจทย์ประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ที่ "ผิด-ถูก" หากแต่อยู่ที่ "เสียงข้างมาก" และเสียงข้างมากนั้น ก็ไม่ใช่บทสรุปของความผิด-ความถูก หากแต่เป็นบทสรุปของ "ความต้องการ"
ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการสิ...
แล้วจะได้อยู่เหนือ "ความผิด-ความถูก"!
การชนะเลือกตั้งของเพื่อไทยครั้งนี้ ว่าไปแล้วก็ไม่นอกเหนือความคาดหมาย ที่นอกเหนือก็ตรง "ชนะเกินครึ่ง" ชนิดทิ้งห่างประชาธิปัตย์เกือบเท่าตัวเท่านั้น
การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ๔๖,๙๐๔,๘๒๓ คน ออกมาใช้สิทธิ์ ๓๐,๙๘๗,๘๐๑ คน คิดเป็น ๗๔%
ดูตัวเลขรวมแฟนๆ ประชาธิปัตย์อาจใจหาย แต่ถ้าลงรายละเอียดถึงพื้นที่ "ฐานคะแนน" ของแต่ละพรรคแล้ว ไม่แปลก และไม่น่าใจหายที่เพื่อไทยนำห่างและชนะขาดประชาธิปัตย์ในภาวะกระแส "แดงครองเมือง"
เพราะแค่อีสานกับเหนือเป็น "ฐานหลัก" ของเพื่อไทย ในจำนวนเต็ม ส.ส.๓๗๕ คน เป็นภาคอีสาน ๑๒๒ คน ภาคเหนือ ๖๘ คน ๒ ภาครวมแล้วมี ส.ส.๑๙๐ คน แค่นี้ก็ตุนอยู่ในกระเป๋ากว่า ๘๐-๙๐% แล้ว
เนี่ย...ดูคร่าวๆ ตอนเปิดหีบ อีสาน-เพื่อไทยพรวดก็ ๙๙ คนแล้ว เหนืออีก ๔๗ ไม่ต้องไปดู-ไปลุ้นจากภาคอื่น แค่ ๒ ภาคนี้เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มของ ส.ส.๓๗๕ คนแล้ว!
ยิ่งมาได้ภาคกลาง ซึ่งมี ส.ส.รวม ๙๙ คน ไปอีก ๔๐ กว่าคน ทุกอย่างก็...จบ พรรคเพื่อไทยขึ้นสู่ความเป็น "พรรคเดียว-ชนะขาด" ไม่หนี ๒๕๐-๒๖๐ คนขึ้น
แต่ถ้าเจาะลงไปถึงจังหวัดภาคกลางที่เพื่อไทยได้ และมี ส.ส.ได้หลายคนก็สิ้นสงสัย เพราะจังหวัดเหล่านั้น "ฐานแดง" ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น อยุธยา-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ เป็นต้น
ที่น่าพอใจก็คือที่ กทม.ศูนย์กลางประเทศ เพราะผลออกมา "ตรงข้าม" จากเอ็กซิตโพล ที่ทุกสำนักฟันธงว่าเพื่อไทยชนะขาดประชาธิปัตย์ แต่ปรากฏว่าเพื่อไทยแพ้ขาดประชาธิปัตย์!
หมายความว่าประชาธิปัตย์ยังรักษาฐานที่มั่นของพรรคไว้ได้ ทั้งภาคใต้ที่กวาดมาเกือบหมด และกทม.๒๓ เขต ในจำนวน ๓๓ เขต เพียงแต่ในภาคที่เป็นฐานของตนมีจำนวน ส.ส.น้อยกว่าภาคอีสานและเหนือเท่านั้น
สรุปคร่าวๆ จากหัวค่ำนะครับ รวม ส.ส.เขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพื่อไทยจะมี ๒๖๒ ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ ๑๖๐ ที่นั่ง ภูมิใจไทย ๓๕ ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนา ๑๙ ที่นั่ง ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๙ พลังชล ๗ รักประเทศไทย ๔ มาตุภูมิ ๒ รักษ์สันติ ๑ กิจสังคม ๑
ตัวเลขขั้นต้นนะครับ เอามาเนาๆ ให้เห็นภาพว่าชนะขาดกันอย่างไร และพรรคไหนได้กันเท่าไรบ้างเท่านั้น ก็แน่นอนว่าจากตัวเลขนี้ คนที่มีความสุขที่สุดในโลกขณะนี้มีคนเดียวที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร"
และรัฐบาลคงไม่ได้ตั้งที่พรรคเพื่อไทย แต่ตั้งทั้งทางโทรศัพท์ ทั้งมีคนบินไปจากเมืองไทยไปดูไบ และจากดูไบถึงกรุงเทพฯ จากตัวเลข ๒๖๒ "เกินครึ่ง" พรรคเดียวตั้งรัฐบาลได้ก็จริง แต่ทักษิณต้องการให้ทุกพรรคมาร่วมเป็นรัฐบาลกับเขา มากกว่าจะปล่อยให้ไปเป็นฝ่ายค้านกับประชาธิปัตย์
ที่แน่ๆ ที่ฟอร์มตัวขั้นต้น รัฐบาลใหม่จะประกอบด้วย เพื่อไทย ๒๖๒+ชาติไทยพัฒนา ๑๙+ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ๙ = ๒๙๐ เสียง
ที่เหลือจะเป็นฝ่ายค้าน ๒๑๐ เสียง!
มองดูก็ "ห่างกัน" ไม่เห็นฝุ่น แต่ผมคิดว่าทักษิณไม่พอใจแค่นี้ จะต้องเอามาร่วมให้ได้ ๓๐๐ เสียงขึ้น เหตุผลก็คือ เป้าหมายซ่อนเร้นทักษิณแก้รัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม เอา ๔๖,๐๐๐ ล้านคืนมิใช่หรือ?
การทำอย่างนั้นได้ ต้องอาศัยเสียง ส.ส.และ ส.ว.ที่เรียกว่า "สมาชิกรัฐสภา" รวมกันเกินครึ่ง ฉะนั้น เพื่อกันพลาด และไม่ต้องหวังพึ่ง ส.ว.มากนัก กวาดต้อนพรรคเล็ก-พรรคน้อยมาไว้ใต้กระโปรงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน ไม่ชัวร์กว่าหรือ?
จำไว้อย่าง อะไรที่ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และคนเพื่อไทยบอกว่า "ไม่ทำ" ตอนหาเสียง นั่นแหละ พอได้อำนาจบริหาร-อำนาจนิติบัญญัติไว้ในมือแล้ว
จะทำทุกอย่าง!
เพราะคนพรรคเพื่อไทย รวมทั้งตัวนายกฯ และรัฐมนตรี คิดอะไรเองไม่เป็นหรอก "ทักษิณ-คิด" ทั้งนั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่คอยทำตามเท่านั้น ก็เห็นมั้ยล่ะ เขาติดป้ายบอกทั่วประเทศ
"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ"!
ประชาชนก็ตัดสินใจให้ "เพื่อไทย-ทำ" แล้ว จะสังคายนาพระพุทธศาสนา จะถมทะเลสร้างเมืองใหม่ จะเปลี่ยนเป็นแดงทั้งแผ่นดิน จะทำอะไรๆ อย่างที่แสดงวิสัยทัศน์ประเทศไทย ๒๐๒๐ ไว้น่ะ ก็จงรีบทำ หรือจะรีบไปจูบปากกับฮุน เซน ยกพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็จงทำ
แล้วพวกผม...ประชาชนคนไทย จะคอยดูว่าที่ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" นั้น ใครได้?
ประเทศไทย-คนไทย
หรือ...
กลุ่มตระกูลไหน-คนไหน...ได้?
วันนี้ ยังคุยอะไรไม่สะดวกนะครับ เพราะตัวเลขที่เป็นฐานในการมองยังออกมาไม่ครบ เอาที่แน่ๆ ก็คือ เพื่อไทยชนะ ได้เป็นรัฐบาล ยิ่งลักษณ์เป็น "ว่าที่นายกฯ หญิง" ประชาธิปัตย์แพ้ เป็นฝ่ายค้าน ส่วนอภิสิทธิ์ที่นับจากวันนี้จะกลายเป็น "อดีตนายกฯ" จะทบทวนตัวเอง หรือเตรียมแผนสู้ใหม่หลังกลางปี ๒๕๕๕
ประชาชนกำลังรอฟัง!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2554

