"ทหารต้องออกมาเคลื่อนไหวบ้าง"

 เป็นไงครับ...เมื่อคืน (๑๖ มิ.ย.๒๕๕๔) ได้เห็น "พระจันทร์สีเลือด" กันหรือเปล่า ตอนหัวค่ำทางบ้านผม คือย่านคลองเตย ไม่มีพระอาทิตย์ทรงกลด แต่มีฝนล้างฟ้าให้ตั้งแต่ตอนใกล้ทุ่ม ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะตกแบบล้างฟ้าให้ใส หรือตกไปเรื่อยๆ เป็นม่านบังฟ้า จนดูราหูอมจันทร์ตอนตี ๑ ไม่เห็น?
 แต่ไงก็...เอาหละ จะเห็นหรือไม่เห็นก็ผ่านไปแล้ว ค่อยคุยกันทีหลัง แต่วานนี้ได้ยินพูดกันอึงถึงประเด็นที่ท่าน ผบ.ทบ. "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" ให้สัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ โดยเฉพาะที่ท่านให้สติผู้จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ ๓ กรกฎา ว่า
 “ขอให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าช่วยไปเลือกตั้ง ทราบว่ามียอดผู้มีสิทธิ์ 30-40 ล้านออกมาเลือกตั้งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หากท่านปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นเหมือนเดิมๆ เราก็ได้อะไรแบบเดิมๆ ตลอด อยากฝากให้ทุกคนเลือกตั้งโดยใช้สติ มีเหตุผล รู้จักคิดว่าทำอย่างไรบ้านเมือง-สถาบัน จึงจะปลอดภัย ทำอย่างไรคนดีจึงจะได้มาบริหารชาติบ้านเมือง ประชาชนอย่าให้คนเขาดูถูกว่าท่านชักจูงง่าย โดยไม่ได้ดูว่าคนนั้นดีหรือไม่ มีคุณธรรมหรือไม่ เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่” 
 ผบ.ทบ.ท่านพูดแค่เนี้ย! 
 กับคนไทยที่ชอบฟังคำพูดรสจัดจ้านจากพวก "ตลบตะแลงทางการเมือง" ซะเคย พอฟัง ผบ.ทบ.พูด บางคนแอบนินทาด้วยซ้ำว่า "หลวงตาประยุทธ์ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ชวนหลับอีกแล้ว"
 ก็จะไม่เหมือนพระเทศน์ได้ยังไง เพราะที่ท่านพูดทั้งหมดประกอบด้วยธรรมหมวดสติ หมวดเหตุ-หมวดผล หมวดคิหิปฏิบัติ ว่าด้วยคนดี-คนไม่ดี และหมวดศีล-หมวดธรรม 
 พูดชัดๆ ก็คือ ท่านพูดแบบผู้ใหญ่ยิ่งกว่าหลวงพ่อซะอีก ยกเอาแบบเรียนชั้นประถม ๑ เรื่อง "หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม" เล่มละ ๕๐ สตางค์ที่เคยเรียนกันมาแล้วนั่นแหละมาเทศน์
 หรือสมัยนี้เขาเปลี่ยนคำสอนแบบเรียนเป็น...โกงก็ไม่เป็นไร ถ้าโกงแล้วเอามาแบ่งให้ชาวบ้านด้วย...คนดี-ความดีไม่มีความหมาย เพราะใช้กิน-ใช้แลกมือมือ-ใช้แลกรถปิกอัพไม่ได้...และแค่บกพร่องโดยสุจริตไม่ใช่การทำผิดกฎหมาย 
 "ซื่อสัตย์ต่อชาติแล้วได้อะไร ซื่อสัตย์ต่อคนจัญไรได้บัตรเติมเงิน"!?
 แบบนี้สิมันคง "โดนเต็มๆ" ดังนั้น เมื่อ ผบ.ทบ.ยกทั้งคติพุทธ และคติขงจื๊อ มาให้สติคนไปเลือกตั้ง คนบางพวก-บางประเภท จึงมีอาการเหมือนถูก "น้ำหน่อไม้ดอง" สาดหลัง มันแสบ...มันร้อนขี้เรื้อน จึงออกอาการทุรนทุราย รีๆ ขวางๆ หาว่า "พูดแบบนี้เหมือนส่งซิกเลือกข้าง?"
 ถ้าบอกให้ไปเลือกคนดี แล้วมีคนโวยวาย นั่นมันเท่ากับยอมรับว่า ในการเลือก ส.ส.๓ ก.ค.นี้ มีคนไม่ดี มีคนผิดกฎหมาย มีพฤติกรรมเป็นอันตรายต่อสถาบันบ้านเมืองแฝงเข้ามาให้เลือกด้วย
 ถ้าถามว่า...แล้วใคร พวกไหนล่ะ?
 ผมก็ตอบว่า...เสียงตั๊บแก...มาจากตรงไหน ก็ตรงนั้นแหละ!
 เคยไปดูเขาสวด "ภาณยักษ์" ตามวัดกันมั้ย ถ้าไม่เคยไปก็คงเคยเห็นตามข่าวหน้าจอโทรทัศน์บ้างหรอก พอพระขึ้นบทอาฏานาฏิยปริตรว่า...วิปัสสิสสะ นะมัตถุ....เท่านั้นแหละ ไม่ว่าผู้หญิง-ผู้ชาย ไม่ว่าหนุ่มสาว-เฒ่าแก่ หลายๆ คนนั่งพนมมือฟังอยู่ดีๆ
 ดิ้นตูมเลย!
 ภาณยักษ์เป็นการสวดมนต์ไล่ผี ไล่ยักษ์ ไล่มาร ไล่เสนียดจัญไร ที่สิงอยู่ในตัวคน ในบ้าน-ในเมืองให้ออกไป ใครที่เคยถูกของ มีของ เล่นของ ถูกผี-ถูกมารสิง เมื่อได้ยินพระปริตรนี้ก็กลัว นั่งตัวสั่น และสั่นๆๆๆๆๆ แล้วดิ้นตูมตาม ส่งเสียงร้องเหมือนเปรต-เหมือนปอบ วัดแทบแตก 
 ในขณะที่คนผีไม่สิง ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เป็นพลเมืองมีศีล-มีธรรม เขาจะไม่มีอาการสั่น หรือดิ้นตูมตาม-ร้องโวยวายเพราะกลัวเสียงพระสวดเหมือนพวกถูกมาร-ถูกผีสิง เขาจะนิ่งสงบ ปีติเอิบอาบต่อการได้ฟังบทสวดที่ขานถึงแต่ละพระนามของพระพุทธองค์จากพระปริตรนั้น
 ดังนั้น คนที่ฟังคำพูดของพลเอกประยุทธ์แล้วดิ้น ร้องโหยหวนก็เป็นพวก "มารสิง-คนถูกของ" นั่นแล!
 เอาหละ...นั่นว่าด้วยคำสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์เมื่อเย็นวันที่ ๑๔ มิ.ย.๕๔ ยังมีอีกบางส่วนที่ผมเห็นว่าสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราคนไทยทั้งหลาย ควรนำคำพูดของท่านไปใคร่ครวญให้จงหนัก ผมจะยกจากข่าวมาให้ท่านอ่านอีกครั้ง ดังนี้
 "ฝ่ายความมั่นคงพบว่า ขณะนี้มีการทำผิดกฎหมายเรื่องสถาบันมากขึ้น ต้องให้ความเป็นธรรมกับสถาบันด้วย พระองค์ท่านทรงทำทุกอย่างอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอดตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ในวิธีการตามปกติตามประชาธิปไตย แน่นอนมีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นวิธีการตามปกติ 
 แต่วันนี้ไม่ปกติ ผมจึงจำเป็นต้องออกมาพูด หรือทหารต้องออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ไม่ใช่ว่าทหารเป็นพวกที่ผูกขาดความจงรักภักดี แต่ในฐานะที่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องพิทักษ์ปกป้องการปกครองอันเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สถาบันทรงมีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน พระองค์ไม่เคยลงไปเกี่ยวข้องในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่พระราชกรณียกิจของท่าน 
 ผมเสียใจ ตรงที่มีกลุ่มคนบางกลุ่มซึ่งไม่ปกติ กระทำผิดเรื่องนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง โดยคนกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศ เช่น นายใจ อึ๊งภากรณ์, นายจักรภพ เพ็ญแข ผมพูดได้ ผมไม่กลัวที่จะพูด เพราะเขาทำผิดกฎหมายหลายฉบับ และพยายามทำให้สถาบันเสียหาย ซึ่งเกี่ยวพันยึดโยงคนอีกกลุ่ม ผมถือว่าเรายอมไม่ได้ 
 ดังนั้น ต้องออกมาช่วยกันดูแลพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านไม่เคยขอความเข้าใจจากใครได้ พระองค์ท่านไม่เคยมาตอบคำถามใครได้ แต่สิ่งที่กล่าวอ้างทั้งหมด ผมดูแล้วไม่เป็นธรรมและไม่สุภาพ สังคมต้องไปดูว่าเกิดจากที่ไหน อย่างไร เกี่ยวพันเรื่องใด ทำไมถึงมากขึ้นในตอนนี้ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก สื่อสิ่งพิมพ์โฆษณา ทั้งหมดระดมขึ้นมาช่วงเลือกตั้ง ผมถามว่าควรจะเกิดขึ้นหรือไม่ในช่วงนี้ แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ก็ตาม เพราะสถาบันไม่เคยลงมาสั่งให้ใครทำโน้นทำนี่ 
 ส่วนมาตรา ๑๑๒ ประมวลกฎหมายอาญา จะมีคนไปล้มเลิก ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่อง ถ้าสถาบันอยู่ดีๆ และไม่ไปยุ่งกับสถาบัน ไม่ละเมิดว่ากล่าว ท่านจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ พระองค์ท่านเคยรับสั่งมาแล้วว่า ไม่ประสงค์ให้มีการดำเนินคดี แต่สิ่งที่ท่านทรงเมตตากับกลายเป็นว่า ทำให้คนเหล่านี้ได้ใจหรือไม่ ทำอย่างไรก็ไม่โดน ทำให้ละเมิดมากขึ้นเรื่อยๆ พอคนดีไม่ยอม เจ้าหน้าที่ก็ถูกกดดัน...ทำไมไม่ทำงาน พอเจ้าหน้าที่ทำงาน ก็ถูกต่อต้าน มาตรา ๑๑๒ และกลไกต่างๆ ที่เกิดขึ้น 
 เพราะใคร.....? 
 ฝากคำถามนี้ ให้สังคมไปช่วยกันแก้"
 สรุปประเด็นที่พลเอกประยุทธ์ "เปิดใจ" ให้ประชาชนรับรู้-รับทราบ "ปัญหาน่าห่วง" ของบ้านเมืองตอนนี้ก็คือ ขณะนี้ภัยต่อความมั่นคงสถาบันชาติ-สถาบันพระมหากษัตริย์ กำลังถูกขบวนการของคนกลุ่มหนึ่งรุกโหม หวังเผด็จศึก
 โหมทั้งบนดิน-ใต้ดิน ทั้งทางสื่อ ทางมวลชน และทางการเมือง (รวมถึงทางศาสนาที่กำลังมาเงียบและมาลึกด้วย-ตรงนี้ผมเติมเอง) จากคนไทยกันเอง!
 ก็...เค้าแหละ จะมีใครซะที่ไหน!
 การจะเผด็จศึกให้สำเร็จ "ตำแหน่งหลักในการทำลาย" ที่แก๊งเสี่ยเหลี่ยมวางไว้ ก็ที่ "สถาบัน" ฉะนั้น เขาจึงต้องโหมทุกด้าน เพราะ...ต้องถอน
 จะยึดแล้วเปลี่ยนประเทศเป็น "แดงทั้งแผ่นดิน" ได้ ก็มีแต่ต้อง "ถอน" จุดรวมแห่งความหวัง-ความศรัทธา-ความเชื่อ-ความเคารพสูงสุด อันเป็นแกนยึดความเป็น ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ คือ "พระผู้ประเสริฐพระองค์นี้" ออกไปให้ได้จาก "ใจ" ประชาชนเสียก่อน
 ฉะนั้น จากภายนอก เขาต้องโหมตามแผน "กินหัว-กินหาง-กินกลางตลอดตัว" ประสานกับขบวนการภายในของเขา เพื่อประสานกับยุทธการ "ยึดอำนาจผ่านระบอบ" จากการเลือกตั้ง 
 และเมื่อยึดสถาบัน ๒ อำนาจบริหารได้แล้ว คือ สถาบันอำนาจบริหาร ผ่านการเป็นรัฐบาล และสถาบันอำนาจนิติบัญญัติ ผ่านเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็ยังเหลือ "สถาบันเดียว" สถาบันตุลาการ คือศาล ที่ตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย เท่านั้น
 ถ้าประชาชนเลือกโจรเข้ายึดสภา ยึดอำนาจบริหารรัฐได้แล้ว สถาบันที่เหลือเหมือนลูกไก่ในกำมือ เพราะผู้หวังโค่นล้มแล้วยึดครอง จะมีทั้งอำนาจรัฐในมือ มีทั้งกองกำลังรัฐในมือ แถมยังมี "กองกำลังแดง" เสริมกระหนาบอีกตะหาก ฉะนั้น
 แล้วบ้านเมืองจะมีอะไรเหลือ?
 เขาจึงเร่งใช้ระบบ "สื่อสารครองโลก" ทำสงครามโยกคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ "ถอนศรัทธา-ความเชื่อ" ออกจากใจประชาชน เพื่อสถาปนา ศรัทธา-ความเชื่อ-ความเคารพสูงสุดต่อ "คนเหลี่ยม" เข้าไปฝังไว้แทนในจิตใจประชาชน  
 เพื่อปลายปี ๒๕๕๔ นี้ เขาจะได้กลับมา ไม่ใช่กลับมาแบบมีรถติดซี่ลูกกรง ข้างรถมีตัวหนังสือ "ทัณฑสถาน เรือนจำกลางคลองเปรม" รอรับ
 แต่เขาหวังกลับมาแบบ มีนายพลตำรวจ-ทหารนอกราชการแผ่นดิน แต่ในราชการคนทรยศแผ่นดิน ตั้งแถวกองเกียรติยศ มีพรมแดงปูจากบันไดเครื่องบิน มีวงดนตรีบรรเลง พร้อมเสียงตะโกน ประมุข "แดงทั้งแผ่นดิน" จงเจริญ...
 เหตุนี้แหละ พลเอกประยุทธ์จึงจำต้องออกมากล่าว....
 "ทหารจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวบ้าง!"

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2554