เป็น "สหรัฐอเมริกา" นี่ก็ดีอย่าง คือทำอะไรไม่เคยผิดเลย จะฆ่ากัดดาฟีคนเดียว ส่งเรือบินไปทิ้งระเบิดจนลิเบียพรุนไปทั้งประเทศ ก็ไม่ผิด ส่งเงิน-ส่งคนไปตั้งกองกำลังยึดประเทศเขาเพื่อครอบครองน้ำมัน ก็ไม่ผิด ใช้กองกำลังนาโตถล่มแทนจนชาวบ้านตายยับ-ตายเยิน ก็ไม่ผิด แถมอ้างหน้าตาเฉย นี่คือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินพลเรือน
แล้วเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ตามเวลาในสหรัฐ โอบามาก็มาในมุกใหม่ แถลงว่า.....
"ฆ่าบินลาดินได้แล้ว"!
สหรัฐทำถูกอีกแล้ว.....วุ้ย!
ดูเหมือนว่าบิ๊กๆ ทั่วโลกจะได้รับการขอร้องให้ "ช่วยกันเชียร์หน่อย" เพื่อสร้างกระแสนำโลกว่า การฆ่าบินลาดินเป็นความถูกต้อง-ชอบธรรม เป็นการช่วยโลกให้เกิดสันติสุขอะไรประมาณนั้น ทั้ง CNN BBC CNBC พาดหัวคาจอ OSAMA BIN LADEN IS DEAD. เย่อกันอยู่ข่าวเดียว ๒๔ ชั่วโมง
เรียกว่า โลกวันนี้...มีเรื่องเดียวที่ "เป็นข่าว"!
จากเรื่องนี้ ทำให้รับรู้ทัศนคติ "สังคมอเมริกัน" ชัดเจนขึ้นอย่างหนึ่งคือ ในขณะที่ประเทศสหรัฐเจริญด้วยวิวัฒนาการทางวัตถุและเทคโนโลยีสูงสุด
แต่ด้านจิตใจ คนอเมริกันยังคงดิบเหมือนเดิม ทัศนคติเดิมๆ เหมือนก่อนจะมารวมกันเป็นชาติสหรัฐอเมริกา คือยังนิยมใช้กำลัง ใช้การฆ่าระงับการฆ่า เหมือนหนังจีนโบราณที่ว่า "เลือดต้องล้างด้วยเลือด"!
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่โอบามา-ประธานาธิบดีแท้ๆ ชิงเอาหน้า-เอาตา ถึงขนาดแย่งหน้าที่ "โฆษกทำเนียบขาว" ออกมาแถลงด้วยตัวเองว่า
ใช้หน่วยรบพิเศษจู่โจมสังหารบินลาดิน ผู้มีค่าหัว ๒๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ หัวเละตายคาบ้านอันเป็นที่หลบซ่อนใกล้เมืองแอ็บบอตตาบัด ห่างจากเมืองหลวง "กรุงอิสลามาบัด" ของปากีสถาน ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๖๐ กิโลเมตร
ตามข่าวบอกว่า นอกจากบินลาดินแล้ว ยังมีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการนี้อีก ๔ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๑ รวมถึงลูกชายบินลาดินด้วยคนหนึ่ง รายละเอียดคิดว่าท่านคงหาอ่านได้จากข่าวเขย่าโลกแตกอยู่ตอนนี้แล้ว ผมคงไม่ต้องนำมาจาระไนอีก
ในทันทีที่คนอเมริกันทราบข่าว นับเป็นหมื่นๆ ออกไปรวมตัวกันบริเวณที่ตั้งอาคารเวิลด์เทรดเซนเตอร์ ที่บินลาดินส่งคนไปปฏิบัติการช็อกโลก ขับเรือบินพุ่งชนอาคารแฝด จนมีคนตายไปร่วม ๓,๐๐๐ คน เมื่อ ๑๑ กันยา ๔๔ ต่างกระโดดโลดเต้น ส่งเสียงไชโยโห่ร้อง โบกธงชาติสหรัฐ แสดงความดีใจกันยกใหญ่ที่
ฆ่าบินลาดินได้แล้ว...
นี่คือ...ชัยชนะของประเทศสหรัฐอเมริกา!?
ข่าวบอกด้วยว่า นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กดีใจถึงขนาดออกปาก "การตายของนายบินลาดิน เป็นจุดจบที่นำความสบายใจมาสู่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต"
เอาหละ..ผมก็ดีใจด้วยที่สหรัฐยึดคำว่า "เวรต้องระงับด้วยการจองเวร" สร้างความสุขใจ-สบายใจให้กับคนสหรัฐ ให้กับสังคมโลกด้วยการตามล้าง-ตามฆ่าบินลาดินได้สำเร็จ ความจริงบินลาดินกับสหรัฐก็มิใช่อื่นไกล เป็นพันธมิตร เป็นหุ้นส่วนปฏิบัติการครองโลกย่านตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุฯ มาด้วยกัน
ถึงขั้นผูกเสี่ยว ดื่มน้ำสาบานเป็นญาติ เป็นพี่น้องกับตระกูลบุชด้วยซ้ำ!
เอาหละครับ...ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีหู ๒ หู แต่ในยุคเทคโนโลยีครองโลก ฟังอะไรก็ฟังได้ แต่ควร "ฟังหู-ไว้หู" ก่อน ถึงแม้จะมีการนำภาพใบหน้าศพบินลาดินในสภาพหนวดเคราอาบไปด้วยเลือด เหยเกค้างด้วยความเจ็บปวดมาเผยแพร่ทางสื่อทั่วไปก็ตาม แถลงว่าตรวจดีเอ็นเอแล้วเป็นบินลาดินจริงก็ตาม
แต่โชว์นี้ "คอปเปอร์ฟีลด์" บอกว่า...เด็กๆ?
ได้ยินข่าว ศพบินลาดินถูกสหรัฐนำไปทิ้งทะเลแล้วบ้าง นำไปฝังไว้ริมฝั่งทะเลแห่งหนึ่งบ้าง หมายความว่า โลกรับรู้การตายของบินลาดินจากคำแถลงประธานาธิบดีสหรัฐเท่านั้น
ไม่มีคนภายนอกได้เห็น ได้พิสูจน์ว่า บินลาดินตายจริง และคนที่ตายนั้น ใช่บินลาดินจริง!?
บินลาดินกับสหรัฐนั้น ในข้อเท็จจริง มีความสัมพันธ์และประสานบทบาททั้งลึกซึ้งและทั้งลึกลับต่อกันมาก่อน หลบซ่อนอยู่ได้ตั้ง ๑๐ ปี ในขณะที่สหรัฐมีเทคโนโลยีหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มองทะลุโลก ทะลุแผ่นดิน ไม่ว่าใคร-อะไรอยู่ตรงไหน ถ้าต้องการทราบสแกนหาแพล็บเดียวก็เจอ ดูอย่าง "ซัดดัม" มุดดินอยู่เป็นดักแด้ เอาเครื่องมือแหย่ๆ ก็เจอตัว
แต่กับบินลาดิน เป็นสิบปี แหย่ไม่เจอซักที!?
กับซัดดัม สหรัฐไม่ฆ่า แต่นำตัวไปขึ้นศาล ยืมมือศาลฆ่าแทน ทั้งการฆ่าและศพ สหรัฐเปิดเผยให้คนทั้งโลกเห็น และได้พิสูจน์ว่าเป็นอดีตประธานาธิบดีซัดดัมแห่งอิรักจริง
แล้วทำไมล่ะ กับบินลาดิน ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำของโอบามา ท่ามกลางการเพ่งเล็งของหลายๆ ประเทศว่าใช้อำนาจไม่ชอบธรรม เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นชนิดมีประโยชน์แอบแฝง ในความเจ๋งแต่พูด เจ๊งในการทำหลายๆ อย่าง แล้วจู่ๆ โอบามาก็กลายเป็นฮีโร่ ด้วยข่าว
ฆ่าบินลาดินได้แล้ว....
แล้วไหนล่ะ "ศพบินลาดิน"?
ทำไมเพิ่งมาเก่ง เพิ่งมาค้นหาที่หลบซ่อนพบล่ะ ถ้าสังหารได้จริง มันควรจะนำศพมาดีแคลร์ต่อสังคมโลก เพื่อความเป็นฮีโร่ที่ขาวสะอาด ที่ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัย เหมือนกรณีซัดดัม จริงไหม?
หรือนี่คือ "ละครโลกฉากสุดท้าย" ส่งบินลาดินขึ้นไปดังด้วยเป้าหมายหนึ่งแล้ว เมื่อถึงตาจำเป็นก็ให้ "บินลาดิน-ดับ" หายไปจากโลกนี้ ชนิดที่ตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีใครเห็น และตอนตายก็ไม่มีใครเห็นอีกเหมือนกัน นอกจาก....
สหรัฐคนเดียว!?
สรุปแล้ว "บินลาดิน" มีตัวตนหรือเปล่า หรือแค่ฉากหนึ่งของ "คอปเปอร์ฟีลด์" เท่านั้น?
ขนาดประธานาธิบดีลินคอล์น ประธานาธิบดีเคนเนดี แม้กระทั่งมหาตมะ คานธี ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความรัก ความดีที่คนทั้งโลกยกย่อง เมื่อท่านถูกยิงสิ้นชีวิต ร่างของท่านยังถูกนำมาให้ประชาชนได้คารวะ ได้พิสูจน์ด้วยตาว่า...ใช่
แต่บินลาดิน บทบาทในสายตาโลก และภาพพจน์ที่ชาวโลกประทับรับรู้คือ ตัวแทนแห่งความเกลียดชัง ตัวแทนแห่งความเลวร้ายในด้านทำลายล้าง แล้วทำไมล่ะ....เมื่อตาย จะต้องถนอม หวงแหน ปกปิด ซุกซ่อนแบบลุกลี้-ลุกลน ไม่ยอมนำมาให้ผู้คนได้เห็น ได้สาปแช่งให้สมกับที่ชิงชัง และที่สำคัญ
จะได้สบายใจกันจริงๆ ว่า....ใช่บินลาดินของแท้!
ผมก็พูดให้หายคันใจบ้างเท่านั้น บินลาดินจะอยู่-จะตาย ไม่เกี่ยวกับผม และที่สำคัญ ใช่ว่าบินลาดิน คือสัญลักษณ์ "สงคราม-สันติภาพ" ของโลกวันนี้ ถึงตายไปจริงอย่างที่สหรัฐต้องการให้เชื่อ ก็ไม่มีอะไรค้ำประกันได้ว่า เมื่อสิ้นบินลาดิน ขบวนการก่อการร้ายของโลกจะสิ้นไปด้วย?
ถ้าพูดถึงก่อการร้าย โดยใช้การทำลายล้างและการแทรกซึมเป็นตัวกำหนด ใช่ว่าอย่างบินลาดินทำเท่านั้นเป็นการก่อการร้าย มองจากอีกมุมหนึ่ง และใช้ความรู้สึกนึกคิดของคนอีกส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้ง เขาก็อาจพูดได้ว่า
อย่างที่สหรัฐ-ฝรั่งเศส-อังกฤษทำ ที่ยูเอ็น ที่ยูเอ็นเอสซี ที่นาโตทำอยู่เวลานี้ ทั้งที่ตะวันออกกลาง ที่แอฟริกาเหนือ นั่นก็คือการก่อการร้ายรูปแบบหนึ่ง ในทัศนคติของเขา!
โลกนับวันจะซับซ้อนในพฤติกรรมที่สนองตัณหาขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยทัศนคติสังคมตะวันตกที่ใช้หลัก "เวรระงับด้วยการจองเวร" จึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมโลกคาดหมายว่าสู่ศตวรรษใหม่ สังคมโลกซีกตะวันตกจะเข้าสู่มุมมืด ในขณะเดียวกัน สังคมโลกซีกตะวันออกจะเปิดรับแสงด้วย "วิถีบูรพา"
วิถีบูรพา คือมนุษย์ในซีกโลกที่ยึดถือคุณธรรม-น้ำใจ ใช้ศาสนาเป็นหลักยึดใจ เมตตา-กตัญญู-อภัย ให้สติต่อกัน ระงับเวรด้วยการไม่ผูกเวร กรรมเก่าชดใช้ กรรมใหม่ไม่ก่อ
ใครทำกรรมอย่างใดไว้ ก็เป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ในเมื่อสหรัฐยึดคติ "ถูกฆ่าก็ต้องฆ่าตอบ" ฉะนั้น เมื่อ "ฆ่าตอบ" บินลาดินสำเร็จแล้ว สหรัฐก็ต้องรับการผูกแค้นจากขบวนการ "อัลกออิดะห์" เพื่อสหรัฐจะต้อง "ถูกฆ่าตอบ" ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กันไปอย่างนี้ไม่สิ้น-ไม่สุด
"บินลาดิน" ถูกสหรัฐใช้วิธี "ฆ่าตอบ"
แต่ "บินลาษิณ" กำลังจะถูก...กรรมเป็นเครื่องฆ่าตน!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม 2554

