วิกฤติเป็นโอกาส "เขมรฟ้องศาลโลก"

 เมื่อวาน (๒๙ เม.ย.๕๔) คงดูถ่ายทอดงานพระราชพิธีเสกสมรสระหว่าง "เจ้าชายวิลเลียม กับ เคต มิดเดิลตัน" กันด้วยความชื่นมื่นปนอิจฉานะครับ ผมน่ะดูแบบพระยาน้อยชมตลาด เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ แต่ตัวแอ่นระแน้ไปทางโน้นที-ทางนี้ที เกรงว่ามัวนั่งหน้าจอกันหมด ไม่มีใครดูต้นทาง พวกเขมรมันดอดเข้าตีทางประตูหลังตอนเผลอละก็...เปิงเลย!
 เห็นมั้ย..."ฮุน เซน-ฮอร์ นัมฮง" เขามีแผนเป็นขั้น-เป็นตอน การสั่งทหารยิงถล่มไทย ไม่ใช่เพราะคันมือคันไม้ไร้เป้า หากแต่นั่น เป็นการดึงดูดความสนใจชาวโลกให้หันมาดู เมื่อหันมาดูพร้อมกันแล้ว เขาก็โชว์บทตามแผนหลักของเขา คือ
 ยื่นศาลโลก ให้ตีความคำพิพากษาเมื่อปี ๒๕๐๕ ที่ว่า ให้ "ตัวปราสาทพระวิหาร" เป็นของเขมรนั้น มันมีความหมายครอบคลุมถึงไหน เฉพาะตัวปราสาทกับที่ตั้งเป็นของเขมร ส่วนพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทไม่ใช่ของเขมร เป็นแผ่นดินประเทศไทยใช่มั้ย? 
 เห็นนายกฯ อภิสิทธิ์บอกว่า....
 "รู้แล้ว..ที่จริงเราก็เตรียมการก่อนล่วงหน้านี้ มีการจ้างที่ปรึกษากฎหมาย วันนี้ก็สั่งการให้จัดระบบเป็นทีมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการต่อสู้คดี เรามีความพร้อมในเรื่องนี้ เราจะไม่เสียเปรียบในเวทีศาลโลก เราพร้อมที่จะเดินหน้าต่อสู้ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายว่าในที่สุด ถ้าหากทางกัมพูชาพยายามที่จะใช้เวทีนั้น-เวทีนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะวกมาตรงนี้"
 ครับ..ก็จริงของท่าน หมากตานี้ของ ฮุน เซน ไม่ใช่แต้มนอกสายตา เห็นเดินสายล็อบบี้มิตรสหายในเวทีโลก และเตรียมเรื่อง-เตรียมสำนวนจะยื่นให้ศาลโลก "ตีความ" คำตัดสินปราสาทพระวิหาร ปี ๒๕๐๕ มาตั้งแต่ไทยค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวโน่นแล้ว
 ก็ขอให้จริงตามที่พูดเถอะ...ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์! 
 ที่ว่ารู้แล้ว...เราเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วน่ะ อย่าทึกทักเอาการ "รับปาก" ว่าคือการ "รับมือ" เป็นอันขาด เรื่องนี้ "การประเทศ" นะครับ ไม่ใช่ "การเมือง" เรื่องมีอำนาจไปมื้อๆ ประวัติศาสตร์น่ะซ้ำรอยได้ แต่ความพ่ายแพ้ อย่าให้มันซ้ำรอยได้เป็นการดีที่สุด 
 สมัยที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นทนายไปสู้คดี ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นหัวหน้าประชาธิปัตย์ก็จริง แต่คนก็เหมาเอาการแพ้นั้นมาทึกทักเป็น "จุดตำหนิ" ให้พรรคไปแล้ว  
 ฉะนั้น ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปีที่ผ่านมา จาก พ.ศ.๒๕๐๕ "จนหมดอายุความ" ไทยไม่เคยอินังขังขอบที่จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์คดีนั้น ด้วยการโต้แย้ง สำแดงหลักฐานอื่นใดว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย เช่นเดียวกับอดีตที่ไม่เคยคัดค้าน "ความไม่ถูกต้อง" ของแผนที่อันฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียวเลย 
 จนถึงวันนี้ พ.ศ.๒๕๕๔ ประชาธิปัตย์ที่ ม.ร.ว.เสนีย์เคยเป็นหัวหน้าในเวลาต่อมา ก็เวียนให้คนประชาธิปัตย์คือ "นายอภิสิทธิ์" ได้เป็นทั้งหัวหน้าพรรค และหัวหน้ารัฐบาล ในวันที่ "คดีปราสาทพระวิหาร" ถูกนายกฯ ฮุน เซน-ฝ่ายเขมร หยิบยกมาขึ้นศาลโลกอีกครั้ง!?
 ช่วยกันใคร่ครวญทีเถอะว่า ที่ ฮุน เซน เดินแต้มนี้ เขมรเฮง เราซวย หรือว่า
 ไทยเฮง... 
 เขมร กลับเป็นฝ่าย ซวยเอง?
 ดังนั้น ผมจึงอยากบอกว่า "อาถรรพณ์ปราสาทพระวิหารน่ะ...มีจริง"!
 นายกฯ อภิสิทธิ์จงตั้งใจเถอะ แล้วทำให้เต็มความสามารถอย่างที่พูด ผ่านไป ๕๐ ปี เรื่องเวียนมาให้ "คนที่ยังไม่เกิด" แต่เป็นนายกฯ ในพรรคเดียวกันวันนี้ได้มีโอกาสแสดงความสามารถ "แก้มือ-แก้คดี" อีกครั้ง
 ผมจึงมองว่า นี่คือโอกาสของไทยที่ฟ้าดลใจให้ฝ่ายโจทก์-คือเขมร ที่ชนะไปแล้ว ควรจะนอนอยู่กับชัยชนะนั้นสบายๆ กลับตะกายเอาชัยชนะนั้นใส่พานมาให้ฝ่ายจำเลย-คือไทย ซึ่งแพ้ไปแล้ว และไม่ได้อุทธรณ์จนคดีหมดอายุความไปแล้ว ได้โอกาสแก้มืออีกครั้ง ด้วยการเป็นฝ่าย "รื้อฟื้นคดี" ให้จำเลยเอง
 เกมที่ ฮุน เซน นึกว่าเก๋า แต่ผมกลับมองว่า สุดท้ายแล้ว เขมรมีแต่เท่าทุน กับแพ้
 ตรงข้ามกับไทย จากที่แพ้ไปแล้ว พลิกมามีโอกาส เสมอตัวกับกำไร!
 ผมมองว่า เขมรจะให้ศาลโลกตีความเอาดินแดนไทยเพิ่มเติม นอกเหนือจากตัวปราสาทและที่ตั้งตามคำตัดสินเดิมนั้น มันไม่น่าได้อยู่แล้ว แต่ไทยซีครับ ถ้าจัดทีมดีๆ ผนึกกำลังให้ดี ตีโจทย์ให้แตก รวบรวมหลักฐานให้ดี หามิตรในเวทีโลกให้มาก
 ยังไงๆ ก็สนธิสัญญาย่อมเหนือแผนที่อยู่แล้ว สนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสทำกับไทยใช้ "สันปันน้ำ" แบ่งอาณาเขตเมื่อ ๑๙๐๔ นั้น ย่อมมีศักดิ์เหนือกว่าแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นฝ่ายเดียวภายหลังอยู่แล้ว แต่ด้วย "ความไม่เอาธุระ-ความไม่ทำหน้าที่" ของรัฐบาลและข้าราชการไทยสืบต่อกันมาตะหาก ที่ทำให้เราพลาด
 คือตอนนั้น ฝรั่งเศสทำแผนที่มาให้ดูว่าอย่างนี้ถูกต้องไหม ไม่ถูกต้องอย่างไรก็บอกนะ จะได้แก้ไขให้ตรงกัน ครั้งหนึ่ง..เราก็เฉย ครั้งสอง...ก็ยังเฉย...ครั้งสาม..ก็ไม่ใช่ของพ่อของแม่กู กูไม่สน อะไรประมาณนั้น! 
 เฉยกันหมด ไม่มีใครไปโต้แย้ง ทั้งที่ในสนธิสัญญาฝรั่งเศสทำกับไทย ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย แต่แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นใหม่ฝ่ายเดียว ขีดเอาปราสาทพระวิหารไปเป็นของเขมรดื้อๆ เขาเอาแผนที่มาให้ดู ไทยกลับเป็นทองไม่รู้ร้อนไปหมด
 เรียกว่า เฉยจนหมดสิทธิ์-หมดโอกาส คือเขาถือว่า "การนิ่งเฉย" ไม่โต้แย้ง-ไม่คัดค้านใดๆ ตามเวลาที่กำหนดให้ แล้วจะมาปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่นั้นๆ ภายหลังไม่ได้ ตามหลัก "กฎหมายปิดปาก"
 ถึงวันนี้ ไทยเราน่ะ ไม่ใช่น้ำท่วมปาก เพราะผู้ใหญ่ในอดีตสร้างมรดกบาปตกทอดไว้จนพูดอะไรไม่ออก หากแต่ถูก "กฎหมายปิดปาก" เข้าอย่างจังตะหาก! 
 แต่ใช่ว่าจะหมดหนทางต่อสู้ แก้ไขเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา หากแต่เป็นเพราะว่าเราไม่จริงใจ และไม่มุ่งมั่นต่อสู้เหมือนกับเขมร โดยนายกฯ ฮุน เซน ที่เขาจริงใจ และต่อสู้เพื่อเอาสมบัติที่เขามุ่งหวังจะได้
 เขมรเขาจะเอาดินแดนไทย ก็รวมพลังคนเขมรมาชิง-มาสู้กับไทย ตรงข้ามกับไทย ดินแดนของเราแท้ๆ นอกจากไม่รัก ไม่พิทักษ์แล้ว ยังมีคนบางส่วนพยายามหยิบยื่นให้เขา และอีกบางส่วนต่อสู้พิทักษ์ด้วยการด่าทอทะเลาะเบาะแว้งกันเองในชาติ!?
 จะว่าอนาถหรือทุเรศภาวะคนไทยเวลานี้ ก็คงไม่ต่างกันซักเท่าไหร่!
 ครับ...อย่าไปว่าฮุน เซน เขาที่ฟ้องศาลโลก ควรขอบคุณฮุน เซน เขาด้วยซ้ำ ที่ทำให้เรามีโอกาสล้างตา ให้เวลาเราตั้ง ๕๐ ปี ไปศึกษาคำตัดสินศาลโลกว่าเราพลาดตรงไหน? 
 ผู้พิพากษาแต่ละคนเขาตัดสินด้วยมุมมองไหน ยึดหลักฐานไหนเป็นฐานชี้ขาด ทีมกฎหมายเขมรเขามีทีเด็ดตรงไหน ทีมทนาย-ทีมกฎหมายเราพลาดตรงไหน ต่อสู้ตรงประเด็น-หรือไม่ตรงประเด็น ที่ให้เราแพ้ ๙ น่ะ เขาชี้ขาดตรงไหน และที่ให้เราชนะ ๓ น่ะ เขาให้ชนะในแง่ไหน?
 ไปแก้ทางมวยมา ๕๐ ปี แล้วฮุน เซน เหมือนให้โอกาสล้างตา ถ้าพลาดอีก อภิสิทธิ์เอ๋ย...ประชาธิปัตย์เอ๋ย..กระทรวงการต่างประเทศเอ๋ย อย่าอยู่เป็นผู้-เป็นคนเลย!
 อย่างน้อยก็ต้อง "เท่าทุน"
 ถ้าพลิกวิกฤติเป็นโอกาสแล้วยัง "เข้าเนื้อ" ไปเถือกระเดือกแต่ละคนตายซะเถอะ!
 ต้องชมฮุน เซน เขาเหมือนกันที่เลือกโอกาสตี "ตอนลอกคราบ" ไม่ว่างู หรือสัตว์อะไรก็ช่าง ตอนลอกคราบจะเป็นช่วงอ่อนแอ ไม่มีกำลังต่อสู้ แค่จะปัดป้องรักษาตัวเองยังยาก
 ประเทศไทยตอนนี้เรียกว่า เข้าช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจ จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลโดยนายกฯอภิสิทธิ์กำลังลอกคราบ จะตั้งทัพรับการรุกตีทั้งด้านทหาร ด้านการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงด้านการเมืองเวทีโลก ทั้งยูเอ็น ทั้งศาลโลกได้เต็มที่-มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ยิ่งถ้าเลือกตั้งแล้ว "อำนาจเปลี่ยนขั้ว"
 จากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไปเป็นรัฐบาลเพื่อไทยทักษิณ ฮุน เซน ก็จะกิน ๒ ต่อ เข้าฮอสสบายหนักยิ่งขึ้นไปอีก!
 แต่อย่างว่า รอบคอบร้อยครั้ง ย่อมมีตามดเป็นรูโหว่ รอบคอบของฮุน เซน ก็เช่นนั้น หาเฉลียวใจไม่ว่า อภิสิทธิ์ลอกคราบก็ใช่ทำให้ไทยปวกเปียก เพราะว่า...
 "อนาคอนดา" แผ่พังพานมาเป็นกองทัพ เห็นมั้ย!?

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2554