เฮียลิ้ม-โทษฐานที่รู้จักจนเป็นเพื่อนรักกัน ผมก็เลยไม่จำชื่อเสียงเรียงนามจริงๆ ว่าอย่างไร เรียกแต่เฮียลิ้ม..เฮียลิ้ม..ก็ลิ้มเรื่อยไป เพราะนามนั้น สำคัญไฉน เมื่อวานนี้ (๒๓ ธ.ค.) เอาก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่วรจักรเจ้าอร่อยที่สุดในโลกมาให้กิน กินอย่างไรก็กินไม่หมด เพราะเฮียเล่น "ยกทั้งร้าน" มาตั้งคั่วทั่วโรงพิมพ์ไทยโพสต์เลย
ยิ่งเมื่อทราบว่าผมจะไปจุดประทัด ๓๐,๐๐๐ ดอกถวายหลวงปู่ทวด เพื่อให้ครบ ๑๐๐,๐๐๐ ดอก ต่อจากที่จุดถวาย "หลวงพ่อตามใจ" วัดพญาไม้ ราชบุรี บาย-สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ ไปแล้วเมื่อ ๒ เดือนก่อน ก็เลยเอาเหรียญ "หลวงพ่อนอง" วัดทรายขาว ที่ท่านปลุกเสกเองขนานแท้และดั้งเดิมมามอบให้
"พกไปเถอะ รับประกัน ปังหงาย..ปังหงาย"!?
เฮียลิ้มบอกอย่างนั้น ผมฟังก็ไม่แน่ใจในศัพท์อีเดียม ก็ถามว่า "ปังหงาย..ปังหงาย..หมายความว่าไง?" เฮียก็ขยายความว่า
"เหนียว ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้าน่ะซี"!
ความจริงผมมี "หลวงปู่ทวด" ที่หลวงพ่อนองท่านสร้าง องค์น้องๆ พระประธาน เพื่อนที่หลวงพ่อนองเป็นพระอุปัชฌาย์ตอนบวชเขามอบให้ แต่ก่อนผมก็ไม่คุ้นชื่อ "หลวงพ่อนอง" ได้ยินแต่ชื่อ "หลวงปู่ทิม" วัดช้างให้ ว่าเป็นผู้สร้างพระ "หลวงปู่ทวด" ที่โด่งดังอยู่ทุกวันนี้
จนกระทั่งเขาเล่าให้ฟังถึงค่อยทราบว่า "หลวงพ่อนอง" แห่งวัดทรายขาว ที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันกับวัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นั่นแหละ ได้ร่วมกับ "หลวงปู่ทิม" วัดช้างให้ เป็น "๒ อริยสงฆ์ผู้ทรงบารมีธรรม" สร้างพระหลวงปู่ทวดขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่รุ่นแรกๆ
ไม่ใช่ "หลวงปู่ทิม" องค์เดียวเป็นผู้สร้างและปลุกเสกอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน!
เมื่อสิ้นหลวงปู่ทิม ก็มีบางพวก-บางกลุ่ม นำบล็อกไปสร้างหลวงปู่ทวดกระเดียดในเชิงพาณิชย์มากขึ้น หนักๆ เข้า หลวงพ่อนองท่านก็เลยยึดบล็อกหลวงปู่ทวดดั้งเดิมนั้นไปทำลาย และท่านก็สร้างหลวงพ่อทวดขึ้นใหม่ด้วยแบบพิมพ์ไม่เหมือนเดิม เพื่อแจกจ่ายลูกศิษย์ และผู้เคารพเลื่อมใสเป็นการเฉพาะ
หลวงพ่อนองมรณภาพไปประมาณ ๑๐ กว่าปีน่าจะได้ เพราะเหรียญที่เฮียลิ้มนำมามอบให้ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ เฮียบอกว่าสร้างและปลุกเสกโดยองค์หลวงพ่อเอง และผู้ที่ได้มาบอกว่า "รับมากะมือท่าน" โดยตรง!
ผมก็สาธุ...ได้ทั้งอิ่มท้อง และได้ทั้งอิ่มใจ นับเป็นการส่งท้ายปีที่มีนิมิตหมายดีมากทีเดียว ไม่เพียงแต่ผมเท่านั้น ท่านผู้อ่านไทยโพสต์ทุกท่านด้วย ย่อมได้รับสิ่งดีๆ และมีสิ่งดีๆ อยู่กับตัวเป็นมงคลนำทางชีวิตตลอดมาและตลอดไปเช่นกัน เพราะท่านได้สละทั้งกำลังเงิน-กำลังใจ ทำโน่น-ทำนี่ อันเป็น "สิ่งที่ดี" ตามกาลอันควรมาตลอดปีอยู่แล้ว
ถ้าพูดกันถึง "สิ่งเป็นมงคล" ผมว่าท่านผู้อ่านไทยโพสต์นี่ก็เป็น "สิ่งมงคล" สำหรับผม อันนี้ไม่ใช่ตอแหลพูดประจบประแจงไปเรื่อย มันเป็นจริงอย่างนั้น "มันเป็นมงคลอย่างไร" ท่านอาจจะถาม ผมก็จะตอบตามที่ผมประสบกับตัว
คือผมยึดตามข้อธรรมจากโอษฐ์พระพุทธองค์ที่ตรัสว่า "สรรพสิ่ง-ใจเป็นใหญ่ ใจมาก่อน ทุกสิ่งสำเร็จแล้วที่ใจ"
ที่นี้ ผมยึดมั่นว่าที่ไทยโพสต์อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้เพราะผู้อ่าน และผู้สนับสนุนทางธุรกิจให้ความเชื่อถือในการทำหน้าที่ข่าวสารด้วยจริงใจ จึงมีเยื่อใย และซื้อหาทั้งที่ราคาแพงกว่ารายวันทุกฉบับ
ผมจึงเกิดความรู้สึกเคารพคนอ่านและผู้สนับสนุน เมื่อเคารพก็เกิดจิตกตัญญู ฉะนั้น จะทำอะไร จะไปไหน-มาไหน จะไหว้พระ จะสวดมนต์ทั้งก่อนออกจากบ้านและก่อนนอน ในหลายๆ สิ่งเคารพที่ผมระลึกถึงก็มีท่านผู้อ่านและผู้สนับสนุนรวมอยู่ด้วย ทั้งการขอพร ขอพระบารมีให้คุ้มครองถึง
ทุกท่านที่อ่าน และเอื้อเฟื้อต่อไทยโพสต์ ล้วนอยู่ในรัศมีแห่งอาณาจักรใจแผ่ไปถึงทั้งสิ้น!
จะเป็นท่านใดก็ตาม และจะอ่านด้วยทัศนคติไหนก็ตาม โปรดทราบด้วยเถอะว่า ท่านคือ "สิ่งเป็นมงคล" ที่ผมยึดเหนี่ยว และมีผลให้ผม-ไทยโพสต์ มีความเจริญก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้!
การรู้สึก "กตัญญู" ต่อคนอ่านนี่มีอานิสงส์ดีอยู่อย่าง คือ ทำให้ไม่กล้าทำหนังสือพิมพ์แบบ ทรยศ-หักหลัง คนอ่าน ด้วยการ "ขุดทองในหน้ากระดาษ" คือการบิดข่าวแลกเงินอะไรทำนองนั้น
ท่านต้องไม่ลืมว่า ในตัวเรา "ทุกคน" มีพระคุ้มครอง พูดเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เกิดปุ๊บ ทุกคนก็มีเทวดาคุ้มครองกายด้วยกันทุกคน แต่ตอนโตๆ ขึ้น บางคนก็อาจจะมี บางคนก็อาจจะไม่มี
เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็คือว่า ตอนเกิดใหม่ๆ เหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ จิตยังประภัสสร กิเลสยังไม่จรมาแปดเปื้อนให้จิตมีทลทิน เทวดาท่านก็น่าจะยังคงอยู่คุ้มครองไปเรื่อยๆ แต่ตราบใด เมื่อโตขึ้น จิตใจหยาบช้า ทั้งทำ-ทั้งพูด-ทั้งคิด เป็นไปด้วยเรื่องอกุศลหยาบช้า มีแต่โทษ เทวดาท่านก็คงไม่อยู่
ฉะนั้น คนอยู่ในกรอบศีล-กรอบธรรม ดำรงชีวิตด้วยการไม่ทำร้ายบ้านเมือง ไม่ทำร้ายสังคม ไม่ทำร้ายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นเป็นอาจิณ ในมนุษย์ระดับเราๆ ท่านๆ ที่มีดีบ้าง-ชั่วบ้าง ผิดศีลก็พยายามรั้งกลับ จิตสำนึกยึดมั่นในหลักคุณธรรมความดีงามเป็นที่ตั้ง
เป็นคนดีแบบบ้านๆ เช่นนี้ เทวดา "ระดับหมู่-ระดับจ่า" ท่านน่าจะอยู่คุ้มครองรักษาบ้างหรอก!
นี่คือในความหมายที่พูดกันทั่วๆ ไปอย่างไรล่ะว่า "ความดีย่อมรักษาผู้ประพฤติดี" หรือ "คนดีผีคุ้ม" อะไรประมาณนั้น โดยนัยนี้ ทุกท่านจงมั่นใจเถอะว่า
ถ้าซื่อสัตย์ต่อชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในคุณธรรม-ศีลธรรม คนดีต้องช่วยกันเชิดชู คนน่าชิงชังต้องช่วยกันยับยั้ง แล้วไซร้ ในตัวท่านแต่ละคนจะมีพลังที่ท่านเองก็ไม่รู้ตัว "รวมกันเป็นพลังมหาศาล" ออกมาเป็นพลานุภาพต่อต้านมารลวง-อสุรร้าย ปกป้องผองภัยให้ทั้งกับตัวเรา และทั้งกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา
"พลังเงียบ" ในบ้านเมืองเรามีพลานุภาพมากกว่าพลังที่แสดงออกมาในทุกวันนี้ หากแต่ว่าในแต่ละ "พลังเงียบ" ไม่รู้ตัวว่าในตัวเองมีพลังจึงไม่ได้ใช้ หรืออยากจะใช้ ก็ไม่รู้จะใช้ไปแบบไหน อย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพ
อย่างในประเทศชาติ ถ้าพูดว่า "ประชาชน" มันกว้าง เป็นนามธรรมหาตัวตนไม่ได้ แต่ถ้าสร้างคำจำกัดความให้แคบเข้ามา สมมุติว่า "ข้าราชการเกษียณ"
เออ..อย่างนี้เห็นเป็นรูปธรรมทันที มีตัวตนให้จับต้องได้!
คนอายุ ๖๐-๗๐ ทุกวันนี้ ไม่ใช่คนสิ้นประสิทธิภาพในการทำงานทำการแต่อย่างใด เรียกว่า "วัยแก่ไฟ" อาจพูดได้ว่า เป็นวัยที่ "ตกผลึก" ทางประสบการณ์ในโลกและชีวิตแต่ละแขนง เป็นไฟที่ให้องศาความร้อน "พอเหมาะ-พอเจาะ" ไม่ร้อนแรงเกิน ไม่โรยราพลังเกิน
เรียกว่า เป็นไฟให้อุณภูมิที่องศาใช้ "หลอมละลาย" รังสรรค์เก่ากับใหม่สู่ความหมาย "นวัตกรรมสังคม"!
มันน่าจะมี "ใครสักคน" หรือสักหมู่คณะหนึ่ง สลัดคำว่า "ธุระไม่ใช่" ทิ้งไป แล้วเอาแอกคือภาระชาติมาใส่บ่า เรียกหากันมานั่งสนทนาถึงปัญหาชาติบ้านเมืองตอนนี้ อย่างน้อยคนระดับ อดีตอธิบดี อดีตปลัดกระทรวง ภูมิปัญญาและศักยภาพที่บ่มเพาะไว้ในกายแต่ละคนไม่ใช่น้อย จะปล่อยให้ "ตายไปกับตัว" อย่างไร้ค่า-ไร้ความหมาย
มันช่างน่าเสียดายนัก!
เอาพลังของข้าราชการเกษียณเหล่านั้นมารวมกัน แล้วหาทางช่วยกันแบกล้อชาติที่ติดหล่ม ผมว่ามีโอกาสมากทีเดียว และจะเป็นประกายที่ให้ความร้อนฟักไข่ "พลังเงียบ" ทั้งหลายให้ออกมาเป็นตัวได้ด้วยซ้ำ
ทุกผองสี คือพี่น้องไทย ไม่มีใครผิด-ไม่มีใครถูก เพียงแต่ทุกสี-ทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง และทำไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ "ประเทศชาติ" ที่อยู่ดี-มีสุข แต่บังเอิญวิธีการนั้นๆ มันอาจจะไม่ตรงวิถีที่ควรจะเป็นเท่านั้น
"ข้าราชการเกษียณ" มีทั้งตำรวจ-ทหาร-พลเรือน เอาแค่คนอายุ ๖๐-๗๐ ปี เป็นต้นธารแห่งสายน้ำดับไฟชาติ ผมว่ามีเป็นหมื่นคน ตอนนี้ ขอหัวเชื้อเพื่อเป็นแกนซัก ๑๐๐ คน ๑,๐๐๐ คน เอามารวมคิดเพื่อชาติ
ไม่น่าจะยากนะครับ....
เพียงขาดและรอแต่ "ตัวเริ่ม" เท่านั้น!
ตอนนี้-ทุกวันนี้ เรามักมุ่งแต่เพ่งเล็ง และจับผิดคนโน้น-คนนี้จนกลายเป็น "สังคมระแวง" ไปหมดแล้ว ใครทำอะไรผิดไปจากที่แต่ละฝ่ายตั้งธงไว้ ก็เหมาว่า เขาจะโกง จะทุจริต ไม่ซื่อ เป็นพวกนั้น พวกนี้ ไปหมด สังคมแบบนี้ จะเป็นสังคมเอื้อให้คนหนังหนา-หน้าด้าน กล้าทำทุราจารกับบ้านกับเมือง
ตรงกันข้าม คนที่ทำงานซื่อสัตย์-สุจริตเป็นที่ตั้ง คนพวกนี้เขาจะหยิ่งในเกียรติของตน จิตจะบางไม่ทนทานต่อการถูกกล่าวหาในสิ่งที่ตัวเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำให้เขาท้อ ขาดกำลังใจ ขาดความมั่นใจ สุดท้ายก็ไม่อยากทำงาน คนประเภทนี้จึงมัก ถอยห่าง-วางเฉย ต่อปัญหาบ้านเมืองไปมากต่อมาก
สู้นอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่ได้ ไม่เหนื่อยกาย-เหนื่อยใจด้วย ไม่ต้องถูกใครมาด่าเหมือนอย่างที่ "นายอภิชาต สุขัคคานนท์" ประธาน กกต.ถูกจวกทั้งซ้าย-ทั้งขวาอยู่ตอนนี้ด้วย ไม่ว่าผลวินิจฉัยในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะออกมาทางไหนก็ตาม!
สรุปก็คือ บ้านเมืองเราตอนนี้ เราจะปล่อยให้คนดีท้อแท้ไม่ได้ เราจะต้องหาทางหลอมรวมพลังเงียบมาเป็น "พลังใจ" เพื่อสนับสนุน ผลักดัน-ยันหลังให้คนดี คนที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองได้มั่นใจในงาน "สุจริตเป็นที่ตั้ง"
ขอเห็นหน้า "ข้าราชการเกษียณ" ผู้กล้าออกมา "ปักธงนำทาง" ซักท่านซิครับ
"พลังเงียบ" เขารอขยับตามท่านอยู่แยะเลย.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 ธันวาคม 2552

