ตำรวจในแดนอำนาจบริหารอภิสิทธิ์

 

     ทำไม  "ตำรวจกับการเมือง"  จึงมีปัญหาทุกยุค-ทุกสมัย?  คำตอบง่ายๆ  แต่ชัดเจนก็คือ  "ตำรวจจับคนเข้าคุกได้"  ขนาด  "จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์"  มีอำนาจทั้งแผ่นดิน  แต่ก็ยังกลัวตำรวจจับ  เพราะเหตุนั้น  จึงต้องลงมานั่งควบตำแหน่ง  "อธิบดีตำรวจ"  และถึงวันนี้-ตำรวจกับการเมืองก็ยัง   "เข้าเขี้ยว"  กันไม่เข็ด  นายกฯ  อภิสิทธิ์กับ  พล.ต.อ.พัชรวาท  ต่างฝ่าย-ต่างแหยงในอำนาจซึ่งกันและกัน  จะปลดก็ไม่ได้  จะไม่ลาพักร้อนก็ครึ่งกล้า-ครึ่งแหยง  ฉะนั้น  ก่อนถึงวันที่  ๓๐  กันยา  ที่  พล.ต.อ.พัชรวาทจะเกษียณ  เรื่องอำนาจในตำแหน่ง  ผบ.ตร.ก็จะยังเป็นเรื่อง  "เวียนหัว"  กันไปเรื่อยๆ

     ๕-๑๔  ส.ค.  พล.ต.อ.พัชรวาทลาไปราชการประเทศจีน  และนายกฯ  ก็ตั้งที่ปรึกษา  ๑๐  "พล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี"  ขึ้นรักษาการในตำแหน่ง  ผบ.ตร.ในช่วง  ๑๐  วันนี้  นายกฯ  อภิสิทธิ์คงหายเครียด  เพราะ  พล.ต.อ.พัชรวาท  "ไปแล้ว"

     แต่ไปแล้วก็ใช่ว่า  "ไปเลย"  พล.ต.อ.พัชรวาทบอกว่า  เมื่อครบ  ๑๐  วันกลับมา  ก็จะมานั่งกอดเก้าอี้  ผบ.ตร.อยู่ที่ทำงานจนถึงวันที่  ๓๐  กันยา  ไม่ไปไหน  ใครจะทำไม?

     ตรง   "ใครจะทำไม"  นี่ผมพูดเอง  พล.ต.อ.พัชรวาทไม่ได้พูด  แต่เมื่อเป็นทำนองนี้  ผมก็สงสัยว่าแล้วท่านนายกฯ  มีทีเด็ดอะไรเป็นแผน  ๒  ที่พร้อมงัดออกมารับมือ  "เกมดื้อแพ่ง"  ของท่าน  ผบ.ตร.สุภาพบุรุษสีม่วง?

     เท่าที่ฟังนายกฯ  พูด  บอกว่า  พล.ต.อ.พัชรวาทจะลาพักร้อน  และหยุดการจัดโผแต่งตั้ง-โยกย้าย-รุ่นทิ้งทวนทั้งหมด  แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า  ช่วงรักษาการ  ผบ.ตร.๑๐  วันนี้  พล.ต.อ.วิเชียรมีสิทธิ์ใช้อำนาจ  "ผู้รักษาการ"  ทำอะไรได้แค่ไหน  และเมื่อเจ้าของเก้าอี้ตัวจริงกลับมา  เขาก็ยังเป็น  ผบ.ตร.อยู่อีกตั้งเดือนกว่า

     นั่นคือ  การทำบัญชีแต่งตั้ง-โยกย้ายก็ดี  การเข้าประชุม  ก.ตร.ก็ดี  ถึงจะไม่มีอำนาจ  แต่ยังเป็นหน้าที่  ผบ.ตร.ตัวเป็นๆ  อยู่มิใช่หรือ?

     เฮ้อ...เห็นที  ตอนี้จะหนักหนากว่า  ดา  ตอร์ปิโด  ซะจริงๆ!

     การที่นายกฯ  อภิสิทธิ์เลือก  "พล.ต.อ.วิเชียร"  เป็น  ผบ.ตร.๑๐  วัน  น่าจะเซอร์ไพรส์อยู่เหมือนกัน  เพราะถือว่าเป็นม้านอกสายตา  เนื่องจากวงการคาดหมายกันว่า  พล.ต.อ.ปทีป  ตันประเสริฐ  ซึ่งเคยรักษาการในครั้งก่อน  และเล็งกันว่า  "มีสิทธิ์"  คั่วเก้าอี้  ผบ.ตร.ตัวจริงในตุลา  น่าจะได้รับป้ายประกาศิตมาฝึกงานในเก้าอี้รักษาการครั้งนี้

     หรือก็น่าจะเป็น  พล.ต.อ.จุมพล  มั่นหมาย  รอง  ผบ.ตร.ที่เต็ง  ๑  ในเก้าอี้ต่อจาก  พล.ต.อ.พัชรวาท  และผาดโผนผลงานปราบโจร-ปราบยาเสพติดให้เป็นที่ประจักษ์หน้าค่าตาอยู่ในเวลา นี้

     หรือถ้าแน่จริง  ไม่แคร์ใคร  ทำให้เคลียร์คัตไปเลย  ตั้งให้  พล.ต.อ.ธานี  สมบูรณ์ทรัพย์  รอง  ผบ.ตร.ผู้ทำคดีฆ่าสนธิ  ซึ่งจะเกษียณพร้อมพัชรวาทขึ้นมาโชว์ศักดิ์ศรีตำรวจมือสะอาดคลี่คลายคดีส่ง ท้าย

     แต่  ทั้งดำ-ทั้งแดง  ไม่ออก  ไพล่ไปออก..โอโม่  กินเรียบ!

     ก็อย่างที่ว่า  อาจจะมีคนแปลกใจ  แต่ผมว่าการ  "เลือกตัว-เลือกตาเดิน"  ครั้งนี้ของนายกฯ  เป็นการเลือกแบบมองทางไกล  "ตัดไฟแต่ต้นลม"  ได้เนียนจริงๆ

     คนที่ต้องถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอกคือ  พล.ต.อ.จุมพล  กับ  พล.ต.อ.ปทีป  เพราะด้วยความเป็น  "ม้าแรงทางใน"  ด้วยกันทั้งคู่  การที่นายกฯ  คัดบุคคลที่  ๓  ขึ้นมารักษาการ  นั่นก็หมายความว่า  ทั้งคู่ยังรักษาความหวัง-ความมั่นใจว่าจะได้ขึ้นเป็น  ผบ.ตร.อยู่ในระดับเดียวกันไปได้ระยะทางเท่าๆ  กัน

     นั่นก็เท่ากับนายกฯ  รักษาสถานภาพ  "ความเป็นศูนย์กลาง"  ให้คู่แข่งรู้สึกว่า  ไม่เสียเปรียบซึ่งกันและกันไว้ให้ตัวเองได้ด้วย!

     และนายกฯ  ก็จะรู้สึกปลอดโปร่งในดุลยพินิจด้วยอำนาจที่อิสระมากขึ้น  เพราะถ้าเลือก พล.ต.อ.จุมพล  หรือ  พล.ต.อ.ปทีป  คนใด-คนหนึ่งขึ้นรักษาการ  คนที่ได้รับเลือกก็จะแอบทึกทักว่า

     "นายกฯ  ส่งสัญญาณเลือกเราเป็น  ผบ.ตร.ในเดือนตุลาแน่ๆ"  ส่วนคนที่ไม่ถูกเลือกให้ขึ้นรักษาการก็จะเกิดอาการจิตกลับ  รู้สึกว่า  "เขาไม่เอาเรา...เราไม่ได้เป็นแน่ๆ  แล้ว"

     เพราะในทางปฏิบัติ  ถ้าตั้งคนที่อยู่ในแถวเต็ง  ๑  ขึ้นมารักษาการ  มันก็ชัวร์ไปแล้ว  ๘๐-๙๐%  แต่ถึงวันจริง  กลับไพล่ไปตั้งอีกคนขึ้นเป็น  ผบ.ตร.อย่างนี้  ในทางนักเลงเขาบอกว่า...ฆ่ากันไปเลยเสียดีกว่า  ที่จะมาหักหน้าให้อายกันแบบนี้!

     จากที่จะได้ใจ  กลับได้ผูกเจ็บแทน!!

     ฉะนั้น  การมอบหมายให้  พล.ต.อ.วิเชียรเป็น  "ผบ.ตร.รักษาการ"  ถือว่าเป็นการ  "กระจายความเสี่ยง"  ในทางบริหารอย่างหนึ่ง  ถึงจะชั่วครั้ง-ชั่วคราว  ก็ยังดีกว่าบริหารแบบไม่เหลียวหน้าแลหลังใดๆ  อย่างนี้นอกจากได้ใจ  พล.ต.อ.วิเชียร  ซึ่งอยู่ระดับห่างในแคนดิเดตแล้ว  ครั้นการแต่งตั้งตัวจริง  จะเลือก  พล.ต.อ.จุมพล  หรือ  พล.ต.อ.ปทีป

     ผลออกมาอย่างไร  ผมคิดว่า  "ทุกฝ่าย"  ยอมรับได้ในความเป็นจริงที่ต้องเป็น!

     เกมอะไรมันก็เล่นไม่ยากเท่า  "เกมอำนาจ"  ต้องขอชม  "นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ"  ผู้เป็นรองนายกฯ  และ  "ผู้จัดการรัฐบาล"  ถึงจะอย่างไรก็ตาม  เขามีเลือดนักเลงในตัว  มีความอดทน-อดกลั้นสูง  พูดได้ว่าตั้งแต่ตั้งรัฐบาลมา    

     รองฯ  สุเทพ  "รับสารพัดเท้า"  จากสารพัดทิศ  อยู่แต่ผู้เดียว!

     นายกฯ  อภิสิทธิ์หน้านวลตึงอยู่ได้  ไม่ใช่ไปทำโบทอกซ์  แต่เพราะ  "โบเทพ"  นี่แหละปกป้อง  "น้องไม่ต้อง  พี่ถองเอง"  ตลอด

     เป็นนายกฯ  บริหาร  ๑๒๐  ล้านมือ  และ  ๑๒๐  ล้านเท้า  ฉะนั้น  การจะทำอะไรอย่างใจ  มันนึกได้-คิดได้  แต่มันทำไม่ได้ง่ายๆ  หรอก  คนดู  กับคนทำ  เป้าหมายเดียวกันก็จริง   แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องบริหารมันต่างกัน  เพราะเหตุนี้  บางทีก็ต้องให้ความเห็นใจ  และความเข้าใจฝ่ายปฏิบัติเขาเหมือนกัน

     เคยดูมวยมั้ยล่ะ  คนต่อยบนเวทีนั้น  เขาต้องรับทั้งหมัด-ทั้งเท้า-ทั้งศอก-ทั้งเข่า  ส่วนคนดูรอบๆ   เวที  ส่วนใหญ่ต่อยมวยก็ไม่เป็น  แต่ตะโกนสอนลั่นไปหมด  เตะซ้ายซีวะ  ถีบซีวะ  ส่วนตัวนักมวยก็อยากทำอย่างนั้นใจจะขาด  แต่การต่อสู้มันมี  ๒  ฝ่าย  มันทำอย่างใจไม่ได้ถนัดนัก

     เพราะอีกฝ่ายเขาก็จ้อง  "ออกอาวุธ"  เหมือนกัน!

     กรณีการเข้าไปใช้อำนาจบริหารในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  จะบุ่มบ่ามสุ่มสี่สุ่มห้า  นึกว่ามีอำนาจก็บ้าเลือดย้าย-ปลดโดยไม่ดูกฎระเบียบ  เดี๋ยวตัวเองก็ถูกเสียบประตูหลังทะลุหน้า  ผมว่ารายการนี้  "หนักหน้า"  รองสุเทพทั้งซ้าย-ทั้งขวา  โน่นก็พี่เขา  นี่ก็น้องเรา  นั่นก็เพื่อนทั้งเรา-ทั้งเขา  โน่นก็พรรคที่เราเอามาร่วม

     กว่าจะหลุดไปแต่ละเปลาะ...น่วมไปทั้งตัวแหละพี่เอ๊ย!

     ยังหรอกครับ...ยังไม่จบยก  ๓  นายกฯ  อย่าเพิ่งลิ้นห้อย  กัดฟันยืนให้ครบยกในเดือนกันยา  การ์ดสูงๆ  หายใจลึกๆ  ฟุตเวิร์กไว้  น่านนนนแหละ  อย่างนั้น  นับได้นับไป  อย่าให้ถูกน็อกเป็นใช้ได้

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม 2552