จะแก้ที่ปัญหาก่อนหรือที่การบริหารก่อน?

     ช่วงนี้-บ้านเมืองเข้าสู่ช่วงอลวน  สับสน-ขัดแย้ง  ด้วยเรื่องราวและความคิดเห็น  วิธีแก้ง่ายๆ  คือ  เราต้องนิ่ง  อย่าอลวน  สับสนตามไปด้วย  แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายจากร้ายคืนสภาพดี  อันเป็นปกติของบ้านเมืองไทยได้เองในที่สุด  ถ้าถามว่า  "ทำอย่างไรจึงจะนิ่ง?"  ก็ไม่ยากเลย  ใช้สติใคร่ครวญต่อทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามา  แล้วเราก็จะรู้เองว่า  อย่างไหนใช่  อย่างไหนไม่ใช่  และก็เคลื่อนไหวให้เป็นไปตามนั้น

     ทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเราก่อนครับ  แล้วคนอื่นอันเป็นสิ่งรอบตัวก็จะเคลื่อนไหวตามไปในทิศทางเดียวกันเอง  เพราะธรรมชาติของมนุษย์พื้นฐาน  "ชอบตาม"  มากกว่า  "ชอบนำ" ไม่ต้องดูอะไรมาก  ไปที่สวนลุมฯ  จะเห็นคนมากมายรำมวยจีน  เต้นแอโรบิก  รำจี้กง  แต่ปรากฏว่ามีคนรำนำหน้าคนเดียว

     อีกเป็นร้อย  เต้นตาม-รำตาม  ทั้งนั้น!

     ท่านเคยดูหนังกำลังภายในบ้างมั้ย  ถ้าเคยดูจะเห็นอยู่ฉากหนึ่ง  สมมุติว่าพระเอก-ฝ่ายธรรมะคนเดียว  ถูกผู้ร้าย-ฝ่ายอธรรมเป็นสิบๆ  ตั้งค่ายกลเป็นวงล้อมไว้  และก็เคลื่อนไหวค่ายกลไปเรื่อยๆ  เพื่อหลอกล่อให้พระเอกหัวหมุน  ตาลาย  ฝ่ายอธรรมก็คอยจังหวะจู่โจมเข้าทำร้าย

     ค่ายกลที่เคลื่อนไหว  ถ้าคนที่ตกอยู่ในวงล้อมวรยุทธ์อ่อนด้อยกว่า  จะถูกบีบให้ต้องเคลื่อนไหวตามด้วย  พักเดียวก็จะเปิดช่องว่างเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามทะลุ-ทะลวง

     แต่พระเอกที่เข้าขั้น  "วรยุทธ์ยอดเยี่ยม"  เขาจะใช้สงบสยบเคลื่อนไหว  คือขณะที่ฝ่ายมารเคลื่อนไหวยักย้ายค่ายกลหลอกล่อไปเรื่อยๆ  เขาจะปักหลักนิ่งอยู่กับที่  แล้วใช้สติคุมจิต  จิตที่มีสติคุมจะคมและไวยิ่งกว่าช้างกระดิกหู-งูแลบลิ้น  ยิ่งนิ่งได้สนิท  และสติผนึกจิตดิ่งลึกได้มากเท่าไหร่

     ทุกประสาทสัมผัสจะไว  อย่าว่าแต่ความเคลื่อนไหวค่ายกลเลย  กระทั่งขนจมูกกระพือก็รับรู้ความสั่นไหวของฝ่ายตรงข้ามได้แล้วว่า

     "ได้เวลามันจะบุกโจมตี"  เพราะคลื่นความถี่หัวใจมันบอก!

     แล้วกับเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้  ท่านนายกฯ  อภิสิทธิ์  ท่านรองฯ  สุเทพ  ท่านรองฯ สนั่น  ท่านรัฐมนตรีกษิต  รวมทั้งท่าน  ผบ.เหล่าทัพทั้งหลาย  คิดว่าตัวเองตกอยู่ในค่ายกลอีกฝ่ายแล้วหรือยัง?

     ถ้าบอกว่า  "ยัง..."  นั่นก็แล้วไป

     แต่ถ้า  "เข้าแล้ว"  ก็จงใคร่ครวญดูเถิดว่า  กับปัญหาร้อยแปดขณะนี้  กระทั่งเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  ๒๐๐๙  ควรจะใช้สติใคร่ครวญแต่ละปัญหาก่อนจะผลิตมาตรการใดๆ  ออกมาในขั้นปฏิบัติ

     หรือว่าจะเต้นแร้ง-เต้นกากันไปตามอาการ  จนบ้านเมืองหมุนไปหมดแล้วในตอนนี้!?

     เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อะไรนั่น  ผมอยากจะบอกว่า  โรคที่ระบาดจริงๆ  ความรุนแรงของมันแค่เศษ  ๑  ส่วน  ๑๐  ของโรคแตกตื่นวิตกจริตหมู่ที่ระบาดไปทั่วบ้าน-ทั่วเมือง

     เพราะรัฐบาล  โดยรัฐมนตรีสาธารณสุข  นอกจากไม่มีสติแต่แรกแล้ว  ถึงเวลานี้ยังออกอาการ  "สติแตก"  เอาเสียด้วย  คือสะเปะสะปะ  ไม่รู้จะไปทิศเหนือ-ทิศใต้ในการรับมือ  พลอยให้ระดับชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ตามต้องแตกตื่น  แล้วหลงทิศ-หลงทางตามไปด้วย

     ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีตั้งสติเสียใหม่  ขณะนี้สาธารณสุขถือว่า  "เข้าสู่สนามสู้รบ"  ในสงครามปราบปรามและป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่  ๒๐๐๙  ท่านเป็นฝ่ายบริหาร  ในสถานการณ์ศึกเช่นนี้  หน้าที่ท่านคือคอยบริการอยู่หลังสนามรบครับ  ไม่ใช่แจ๋นทำเป็นนักรบ  รำเข็มฉีดยาออกไปรบเอง!

     บุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข  พูดชัดๆ  คือบรรดามดหมอทั้งหลาย  "พร้อม"  เหลือเฟือ  และไม่ใช่พร้อมธรรมดา  การสาธารณสุขของไทย  ตลอดถึงวิทยาการทางแพทย์ทั้งหลายของไทย  จะว่าไปแล้วน้อยหน้ากว่าใครในโลกซะที่ไหน  แค่โรคไข้หวัดใหญ่ที่มันเคยระบาดมาแล้ว  เพียงแต่แตกสายพันธุ์ออกไป

     ไม่เกินมือเกินไม้-เกินความสามารถการสาธารณสุขไทยหรอก!

     แต่อย่างว่า  ธรรมชาติคนเก่ง  คนมีดีในตัว  เขามักมีอีโก้  คนเป็นรัฐมนตรี  คือฝ่ายบริหารต้องเข้าใจตรงนี้  และต้องมีศิลปะบริหารด้วย

     การดึงเอาความเก่งในอีโก้ของแพทย์ไทย  และการสาธารณสุขไทยออกมาใช้รวมเป็น  "ยูนิตเอกภาพ"   ให้ได้  ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างพูด  ต่างคนต่างทำ  อย่างคนต่างเสนอแนะ  อย่างที่เป็นอยู่เวลานี้

     เวลานี้จะเห็นว่า  วันๆ  เต็มไปด้วยข้อเสนอแนะจากบรรดาพหูสูตด้านโรคไข้หวัดใหญ่เต็มไปหมด  คนนี้ว่าควรปิดประเทศ  คนโน้นว่าไม่ต้อง  ปิดโรงหนัง  โรงเรียนก็พอ  อีกคนก็ว่าสวมหน้ากากทั้งประเทศดีกว่า  และบ้างก็ว่าควรหาวิธีป้องกันมากกว่าตั้งหน้าตั้งตาเอายากรอกปาก

     ชาวบ้านมึนไปหมด  ไม่รู้จะฟังใคร  เชื่อใคร  รัฐบาลก็งึกๆ  งักๆ  ไม่รู้เอาไง  ตื่นเช้าขึ้นมาก็คอยแต่นับว่า...วันนี้กี่ศพ?

     ทุกวิธีการ  ทุกข้อเสนอ  มันดีมีประโยชน์ทั้งนั้น  ขึ้นอยู่แต่ละขั้นตอน  และระดับของการระบาดเท่านั้น  แต่ปัญหาใหญ่คือว่า  ทำยังไงที่รัฐบาลจะรวมคนรู้-คนเก่ง  และรวมปัญหาว่าด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ให้มา  "รวมศูนย์"  เป็นเซ็นเตอร์ข่าวอยู่ที่เดียว?

     นี่คืองานที่เป็นหน้าที่ของท่านรัฐมนตรีสาธารณสุขควรต้องคิด-ต้องทำ  คอยต้มข้าวต้ม  ยำเกี้ยมไฉ่  เจียวไข่  ให้บริการบรรดาหมอ-พยาบาล  คือฝ่ายสาธารณสุข  ให้เขามาจัดทัพ  จัดองค์กรเฉพาะกิจ  "ตั้งกองบัญชาการ"  รวมศูนย์งานทั้งหลาย  โดยเฉพาะการให้ข้อมูล  แถลงข่าว  รับเรื่องราวผู้ข้องใจ  และรักษาอาการป่วยไข้ขั้นต้น

     ผมบอกแล้ว  ไข้หวัดระบาดรับมือไม่ยาก  แต่โรคตื่นกลัวด้วยวิตกจริตระบาด  อันนี้รับมือยาก  อย่างตอนนี้  ปล่อยให้สื่อโทรทัศน์-วิทยุ-หนังสือพิมพ์  บรรเลงกันเองสุดแต่จะไปไขว่คว้าหาข่าว  หาข้อมูล  และเรื่องราวจากใคร  จากที่ไหนต่อที่ไหนมาระบายกันไปจากคลองซอยจนไหลออกมหาสมุทรอินเดียไปแล้ว!

     เห็นนายกฯ  มอบงานปราบไข้หวัดใหญ่ให้ท่านรองนายกฯ  "พลตรีสนั่น  ขจรประศาสน์"  ผมขอเสนอว่า   ก่อนอื่นใดควรนำปัญหามารวมศูนย์  ตั้งกองบัญชาการเฉพาะกิจขึ้นมาบริหาร  ส่วนจะมอบหมายให้มดหมอท่านไหน-กรมไหน  เป็นแม่ทัพใหญ่  ก็ประชุมปรึกษาหารือกับบรรดาหมอๆ  ในสาธารณสุขเขานั่นแหละ

     เพราะพวกหมอเขาย่อมรู้มือในหมู่หมอด้วยกันเองดีว่า  คนไหนมีประสบการณ์ทางไหน  และเก่งทางไหน?

     ควรรีบทำหน่อยนะครับ  เดี๋ยวจะเข้าตำรา  "กว่าถั่วจะสุก  งาก็จะไหม้เสียก่อน"!

     จากโกงบ้าน-กินเมือง  จากฆ่ากันกลางเมือง  จากมัวเมาเข้าหอล่อกามา  อยู่ในฐานะหนึ่งแต่ทำตัวไม่สมฐานะ  จากโรคระบาด  โรคห่าฆ่าชีวิตผู้คนพลเมือง  สุดท้าย  ก็จะตามมาด้วยภาวะ  "น้ำท่วมฟ้า-ปลากินดาว"  อันเป็นการจบยุคหนึ่ง-สมัยหนึ่งด้วยธรรมชาติกวาดล้างสิ่งชั่วร้าย  และมนุษย์สามานย์จัญไรถูกกลบลงใต้ดิน
 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 กรกฎาคม 2552