ผมคงหายไข้ฉิกเตี้ยมปั่วที่เป็นเรื้อรังมานานซะทีละตานี้ เพราะเมื่อวาน (๒๒ มิ.ย.๕๒) มีผู้ส่งแกงขี้เหล็กปลาย่างบรรจุหม้ออะลูมิเนียมใบขนาดเลี้ยงทหารได้ ๒ กองพลจากแม่กลองมาให้หม้อหนึ่ง ก็รับประทานจนสมอยาก เจ้าตัวไข้ที่เคยมาตอนทุ่มกว่าๆ เจอขี้เหล็กเข้าทำท่าจะละทิ้งที่มั่น แม่ครัวคนนี้เขาแกงได้เจ็บจริง ถ้าอยู่ใกล้ๆ จะมอบรางวัล "จวักทองคำ" ให้ไปเลย นี่..ผมช้อนเอาใบและดอกมาหม่ำซะแทบเกลี้ยง เหลือน้ำแกงใส่ตู้เย็นไว้ก่อน สั่งแม่บ้านประจำสำนักงานให้ซื้อขนมจีนกับใบแมงลักจากตลาดมาแล้ว พรุ่งนี้ จะทำพิธีหม่ำขนมจีนแกงขี้เหล็ก ถ้าท่านใดสนใจ เร่มาได้เลยครับตอนเย็นๆ
อดีตรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง โหล..โหล..มาจากสกลนครเสียงระรื่น บอกว่าอยากซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง "ทรพีปะทะทรพา" ไปทำหนังเสียจริงๆ ทำเสร็จแล้วจะไปปิดวิกฉายที่ดูไบ รับประกันการขาดทุน เพราะมีขาประจำที่ต้องตีตั๋ว "เหมารอบ" เข้าไปดูแน่ๆ อยู่แล้ว คือ "นายทักษิณ" พูดจบก็หัวเราะตามสไตล์เฉลิม..เฉลิม
เห็นบอกว่ากำลังเดินทางไปต่อที่สนามศรีสะเกษ เอ้า..ก็ขอให้สำเร็จ..สำเร็จละกัน แต่คราวนี้ทรพีไม่ได้ลงสนาม ก็คงเข็ดเขา ส่วนพรรคเพื่อทักษิณจะลงชนกะพรรคไหน จะเป็นชาติไทยพัฒนาหรืออะไรนี่แหละ บังเอิญผมไม่ค่อยได้ติดตามข่าว ผิดพลาดไปก็ขออภัยด้วย!
ผมไม่ห่วงเพื่อไทย แต่ห่วงรัฐบาลบาลผสมของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์มากกว่า เตือนไปแหมบๆ วานซืนนี้เองว่า ให้ระวัง..ยกที่ ๓ นี้ คงต้องเจออาวุธอย่างใด-อย่างหนึ่งของฝ่ายตรงข้ามชนิดหนีไม่ออก จะถูกนับ หนักหนาหน่อยอาจถึงขั้น "ถูกน็อก" เอาง่ายๆ
ยังไม่ทันไรเลย วานนี้ถูก "วุฒิสมาชิก" เตะตัดขาหน้าคะมำตำเวทีเลือดกบปากไปแล้วมั้ยล่ะ ถึงตัวไม่อยู่ก็เหมือนอยู่ เพราะผลจากที่สภาสูงคว่ำ พ.ร.ก.ขึ้นภาษีสรรพาสามิตน้ำมัน ตัวท่านนายกฯ เองนั่นแหละต้องรับไปเต็มๆ ชายชาติอภิสิทธิ์ซะอย่าง ยังลุกไหวน่า เช็ดๆ นวมแล้วตั้งการ์ด ฟุตเวิร์ก ต่อยต่อได้
สภาสูงคว่ำ ก็เอากลับไปเข้าสภาล่างใหม่ แต่ต้องให้ได้เสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดของสภาผู้แทนนะ ไม่งั้นละก็ อีตานี้แหละ ถูกนับสิบแน่!
นี่แค่กลางยก ๓ ยังเป็นอย่างนี้ แล้วปลายยกในเดือนกรกฎา.-สิงหา.จะขนาดไหน นับ-น็อก ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ใช่มั้ย? ฉะนั้น ประมาทไม่ได้ทั้งศึกนอก-ศึกใน อย่างศึกใน อย่ามัวเพ่งเล็งแต่การเมือง ควรสนใจการทหารไว้ด้วย ส่วนศึกนอกนั้น จงระวังปัญหาระหว่างประเทศ และเรื่องที่เกี่ยวกับทางน้ำ กับเรื่องที่จะทำให้ตกอก-ตกใจอันจะมีมาจากสตรีเพศ
เขาว่าอย่างนั้นนะครับ ไม่ใช่ผมว่า!?
วันนี้ก็ปิดสมัยประชุมวิสามัญแล้ว เปิดสภาสมัยสามัญอีกทีในเดือนสิงหา. แต่รัฐบาลคงสบายใจได้หน่อย เพราะเป็นสมัยประชุมพิจารณากฎหมาย ห้ามเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมว่าท่านนายกฯ ควรหาเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ แล้วทบทวนตัวรัฐมนตรีแต่ละคนดูบ้างว่า ๖ เดือนที่ผ่านไป
ใครควรเอาไว้ ใครควรเอาออก?
ที่มองปุ๊บเห็นปั๊บคือ คมนาคม-พาณิชย์-มหาดไทย ๖ เดือนที่ผ่านไป เป็นลูกตุ้มถ่วงรัฐบาลผมไม่ว่า แต่ว่ามันเป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญประเทศชาติที่เห็นชัดมาก ยิ่งในภาวะวิกฤติซึ่งจำเป็นต้องใช้ "มือเซียน" ในสาขานั้นๆ มาเป็นผู้บริหารงานด้วยวิสัยทัศน์นักล่าเหยื่อมาป้อนประเทศ ไม่ใช่วิสัยทัศน์ปลิงเกาะกระทรวงดูดเลือดประเทศไปวันๆ
อุตสาหกรรม-เกษตรฯ-กลาโหม-พัฒนาสังคมฯ-วัฒนธรรม-ทรัพยากรธรรมชาติฯ-วิทยาศาสตร์ฯ เหล่านี้ก็ล้วนเปล่งศักยภาพในงานมาตรฐานต่ำสิบทั้งนั้น น่าที่ท่านนายกฯ จะปรับเปลี่ยนดูบ้าง
โดยเฉพาะ พาณิชย์ และคมนาคม งานของกระทรวงนี้ ไม่ใช่งานแบบจัดกระเช้าเป็นของชำร่วยคนมาช่วยงานนะครับ ผมสงสารคุณโสภณ ซารัมย์ ท่านมีศักยภาพเพื่องานประเภทหนึ่ง แต่เอามาให้ท่านทำงานในด้านที่ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วยวิชาการด้านเทคนิคเฉพาะ ท่านทำได้แค่นี้ก็นับว่าเก่งแล้ว
แต่เก่งในความเป็นร่างทรงไม่ได้หรอกครับ สำหรับงานคมนาคม ต้องได้คนที่เก่งด้วยความเป็นเลิศระดับหนึ่งด้วยตัวเองจริงๆ จึงจะเหมาะสมกับกระทรวงคมนาคมในยุคที่ต้องใช้ทั้ง วิสัยทัศน์-วิชาการ-ประสบการณ์ บริหารงานเพื่อสร้างบ้าน-สร้างเมืองไปสู่มิติใหม่
เอาคุณโสภณมาใช้เพียงว่า "เด็กในคาถา" ก็เหมือนเอาท่านมาฆ่า ผมทั้งสงสารและทั้งเห็นใจท่านจริงๆ!
คุณพรทิวา นาคาศัย ก็ทำนองเดียวกัน ผมเคยบอกแต่แรกแล้ว มีแววอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่สามารถคั้น-เค้นศักยภาพในความเป็นตัวเอง
ออกมาใช้ให้เต็มที่ มันก็น่าอเนจอนาถเช่นนี้แหละ หนึ่งร่างทรง แต่องค์แย่งกันลงเป็นสิบ-เป็นร้อย พวกที่บังหลัง และพวกที่นั่งแถวที่ปรึกษาเอาแต่หาช่องทางประมูลบ้าง หาช่องทางผลาญงบหลวงด้วย "อ้างงานเปิดตลาดสินค้า" ในต่างประเทศ แล้วยกโขยงไปเที่ยว-ดื่ม-กินกันบ้าง
พูดกันตรงๆ ๖ เดือนผ่านไป เหมือนนางไม้สิงเสาตกน้ำมัน งานคุณพรทิวาไม่อะไรให้จับต้องได้เลย ตรงกันข้าม ในภาวะที่ทั่วโลกวิกฤติและไทยเราส่วนหนึ่งต้องพึ่งพาสินค้าส่งออก แทนที่คนมาเป็นเจ้ากระทรวงจะมีศักยภาพและวิสัยทัศน์ในการนำทะลุทะลวง ไปล้วง-ไปเจาะตลาดใหม่ๆ เป็นหัวสว่านให้พ่อค้า-แม่ขายไทยได้พึ่งใบบุญราชการ
แต่เปล่าเลย ไทยซึ่งเพียบพร้อมด้วยสินค้ามากมาย ซ้ำหลากหลายชนิด ทั้งของกิน ของใช้ ของดูเล่น ของจำเป็น ของออฬ่อ กระทรวงพาณิชย์กลับเป็นที่พึ่งไม่ได้ วันๆเอาแต่วนไป-วนมา จ้องแต่แคะของเก่าตามโกดัง ข้าวมั่ง มันมั่ง ออกมาแอบประมูลขาย แถมลอยหน้า-ลอยตาอ้างว่า
ขายขาดทุนดีกว่าเก็บไว้เน่าคาโกดัง!
ที "คาอ่าง" ยังไม่ยอมขาดทุน ทั้งที่ต้นทุนเป็นเนื้อหนังมังสาคนอื่นแท้ๆ แต่กลับเงินแผ่นดินเป็นหลื่นล้าน-แสนล้าน ลอยหน้าบอกขาดทุนดีกว่าเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่เถียงหรอก แต่ถ้าเจ้ากระทรวงคนไหนเขามีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ มีจิตสำนึก และมีความสามารถ เขาจะมีวิธีบริหารสินค้าพืชไร่คาโกดังได้ดีกว่านี้ จริงมั้ย?
ในภาวะนี้ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ "ต้องเป็นพระเอก" หรือถ้าผู้หญิงเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องเป็นนางเอก เพราะอะไร? เพราะบทมันส่งโดยตรงน่ะซี!
อย่างคุณอะไรล่ะ นามสกุลสิทธิอมรน่ะ เหมาะกับงาน กลับไม่เอา ถ้าได้ฝีมือระดับพระเอก-นางเอกมาเป็นเจ้ากระทรวง พี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง รวมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป จะไม่รันทดหดหู่อย่างทุกวันนี้ ตราบใดที่มนุษย์ทั้งโลก ถึงจนยังไง ก็ยังต้องกิน-ต้องใช้ ตราบนั้น สินค้าไทยยังมีทางไปมากมาย จะไม่จุ๋นจู๋อยู่อย่างทุกวันนี้
ก็เพราะมีรัฐมนตรีผีจับยัด มันถึงได้วิบัติไงล่ะ!
กระทรวงเกษตรฯ ก็อีหรอบเดียวกัน มันเวรกรรมจริงๆ ประเทศไทย-ธรรมชาติจัดสรรทุกสิ่งมาให้ วางตำแหน่งประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด ดีที่สุด พร้อมที่สุดในโลก
แต่ธรรมชาติกลับจัดสรร "ตัวกินพืช" มาเป็นเจ้ากระทรวงเกือบทุกยุค-ทุกสมัย ผลเป็นไง...ผลคือคนไทยต้องไปอิจฉา ญวน-ลาว-เขมร ซึ่งไทยเคยทิ้งห่างไปเป็นร้อยโยชน์ นม-พืช-ผัก-ผลไม้ ผลิตได้ต้องเอามาเผา เอามาเททิ้ง แถมวันนี้ กลับต้องเอามาพูดกันว่า...ข้าวญวนขายแซงหน้าไทย!
อย่าไปเทียบถึงเกาหลีใต้เลย เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ไทยต้องให้เงินช่วยเหลือรายปี อย่างอินชอน มีสภาพเหมือนสลัมคลองเตย ดองผักไว้ไหก็กินไปทั้งปี แต่มาวันนี้ เอาย่านราชประสงค์ ย่านสยามสแควร์ ย่านสีลม บวกๆ รวมเข้าไป ยังไม่ถึงครึ่งอินชอน แถมเขาทำสนามบินขึ้นที่นี่ ณ วันนี้ "สนามบินอินชอน" ที่หนึ่งในโลกไปแล้ว
ในขณะที่สนามบินสุวรรณภูมิยังบ้าเรื่องรถเข็นกระเป๋าอยู่เลย!
ประเทศไทยนั้น ดีทุกอย่าง พร้อมทุกอย่าง ยกเว้นคนไทย โดยเฉพาะข้าราชการ และนักการเมืองไทย ถ้าไม่ถึงยุค "ขอดกะลา น้ำตาเช็ดเข่า" เมื่อไหร่ คงยากที่คนไทย-ประเทศไทยจะได้สำนึก
อย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน เวียดนาม เขาพบความสำเร็จในชาติร่วมกันเพราะอะไร ท่านเคยสังเกตไหมครับ เขาพบความสำเร็จเพราะ เขามีความเจ็บปวดร่วมกัน แล้วใช้ความเจ็บปวดร่วมกันนั้น ผนึกมันเป็นพลัง ฟันฝ่าอุปสรรค-ปัญหาร่วมกัน
วินัย-เสียสละ-อดทน-อดกลั้น-บากบั่น-รอคอย
ส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว ครอบครัวมาทีหลังชาติ
วันนี้ พวกเขาจึงมีชาติที่พร้อมยิ่ง มีชาย-หญิงที่พร้อมใจ!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 23 มิถุนายน 2552

