ครับ..ก็เหนื่อยตรงหลับ (คารถ) นานเกือบชั่วโมงนั่นแหละ ก็ไม่เป็นไรครับ คนไทยด้วยกันอยู่ระหว่างการเรียนรู้สิทธิ-เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ใช้ผิด-ใช้ถูก ก็ต้องอดทน และอดออมถนอมกันไป แล้วก็จะค่อยๆ แยกแยะกันได้เองแหละว่า การใช้สิทธิ์ตามความหมายประชาธิปไตย
มันคนละอย่างกับ "ใครอยากทำอะไรก็ทำกันไปตามใจชอบ"!
เรียนจากตำราไม่มีความหมายหรอก ไม่เชื่อก็ลองถอดรองเท้าหลับหู-หลับตาโยนขึ้นไปในอากาศแล้วลืมตาดูซี จะเห็นว่ารองเท้าหล่นใส่หัวนักวิชาการ "ประชาธิปไตยล้น" มากผู้มากคนชนิดนับหัวไม่ถ้วน เพราะอย่างนี้ ต้องให้ชาวบ้านเรียนรู้ประชาธิปไตยภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขาเอง ลองผิด-ลองถูก ก็ลองกันไปเถอะ
แล้วผิดก็จะบอกเองว่าอย่างนี้ถูก และที่ถูกก็จะเป็นมุมสะท้อนเองว่าอย่างนั้นผิด เรียนจากชีวิตจริงอย่างนี้...ไม่ต้องจำ แล้วความพอใจในผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน "ลงตัว" เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ "ประชาธิปไตยแท้จริง" มันจะเกิดเป็นความเข้าใจกับเขาทุกคน โดยไม่ต้องให้ใครมาจี้-มาไชเขาหรอก
ชาวบ้านใช้ประชาธิปไตยผิด-ใช้ประชาธิปไตยถูก ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ที่พวกรัฐบาลอาศัยคราบประชาธิปไตยเป็นแมวขโมยปลาย่าง เผลอเป็นตอดเล็ก-ตอดน้อยงบประมาณแผ่นดินนี่ซี มันน่าหนักใจ ที่บอกว่าพรรคร่วมอย่างประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทยยังรักใคร่กันดีนั้น ก็เพราะต่างฝ่ายยังปรารถนาประโยชน์อันจะได้จากอำนาจอยู่หรอก
รักชาติจนน้ำสายสอ อะไรประมาณนั้น เลยต้องทนกอดคอกันอยู่!?
อยู่แบบไหนล่ะ...ก็อยู่แบบ "ลิงแก้แห" ไปวันๆ ไม่มีทั้งทิศทาง และแนวทางปฏิบัติใหม่ๆ ให้เห็นว่าจะพาประชาชนฝ่าพ้นวังวนซ้ำๆ ซากๆ ออกไปอย่างไร นอกจากวนอยู่กับที่ จากรับจำนำไปเป็นรับประกัน และจากรับประกัน กลับไปรับจำนำใหม่ วนไป-เวียนมา สุดแต่ว่าใครจะมีหัวขบวนแข็งกว่าใช้ระบอบ "ประชาธิปไตย" ฉบับชาวบ้านสร้างมาตรการมาบีบ
อาจจะพูดได้ว่า ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเมื่อ ๖๐ กว่าปีที่แล้ว มาถึงวันนี้ ทิศทาง-นโยบายก็ยังก๊อบปี้มาใช้กันเหมือนเดิม ขืนเป็นแบบนี้ ระวัง...พรรคการเมืองใหม่ เขาเสนอตัวเป็นทางเลือกในสังคมประชาธิปไตยวันไหน ประชาชนที่ทนเลือกมานานจะหน่าย แล้วปล่อยให้แห้งตายเหมือนตอผุ!
ความทุกข์-สุขของชาวบ้านนั้น รัฐบาลต้องเอาใจใส่ดูแล แต่ไม่ใช่ตามใจ และโอ๋เอาคะแนนกันไปตะพึดตะพือ ระวังเถอะ....นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรสูงกว่าราคาตลาด แล้วก็ยัดโกดังไว้มาโละขายต่ำกว่าราคาตลาดภายหลัง ระบบประเทศก็พัง ระบบตลาดก็พัง ระบบสินค้าพืชผลการเกษตรก็ฟัง
พังเพราะพี่น้องเกษตรกรติดนิสัยเคยตัว เอะอะก็ต้องให้รัฐบาลอุ้ม และรัฐบาลก็เคยตัว ไม่ต้องคิดอะไร โอ๋-เอาใจเกษตรกรด้วยวิธีง่ายๆ อยากได้ราคาเท่าไหร่ ก็สร้างหนี้ให้คนทั้งชาติโดยหาเงินไปรับจำนำ
รัฐบาลอุ้มไม่ถูกใจ ก็มีคนของนักการเมือง ของพ่อค้าเป็นหัวขบวนชักใย พาชาวไร่-ชาวนามาปิดถนนมั่ง มาเทพืชผลประท้วงมั่ง!
ชาวบ้านรู้แล้ว "จุดอ่อน-จุดตาย" ของรัฐบาลที่ไร้อุดมการณ์ ดีแต่โวหาร-วาทะ อยู่ตรงกลัวถูกชาวบ้านขับไล่ ฉะนั้น ถ้าชาวบ้านรวมตัวกดดัน ยิ่งใช้ความเดือดร้อนของคนส่วนใหญ่เป็นมาตรการต่อรอง รัฐบาลจะจ๋อง และต้องทำตามทันที
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ตอนร่วมตั้งพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ๆ กับนายควง อภัยวงศ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ ท่านเคยไปปราศรัยที่วงเวียนเล็ก ย่านฝั่งธนบุรี ผมเกิดไม่ทันหรอกครับ แต่เคยอ่านจากหนังสือบอกว่า ท่านปราศรัยถึงการปกครองบ้านเมืองมี ๓ วิธี คือ
-ด้วยอำนาจ
-ด้วยอามิส
-ด้วยอุดมคติ
"การเมืองที่มาด้วยอำนาจ ย่อมโค่นล้มไปด้วยอำนาจ อามิส....วันหนึ่งหมด ไม่มีจะให้ และให้สักเท่าใดก็ไม่พอสำหรับผู้รับ
อุดมคติเท่านั้นที่จะยั่งยืนอยู่ได้ แม้ตัวผู้ปกครองจะล้มหายตายจากไป สัจจะตามอุดมคติจะยังอยู่"
ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์คิดว่าที่บรรพชนของพรรคพูดไว้น่ายึดเป็นแกนในการปฏิบัติไหมครับ ที่พูดเช่นนี้ เพราะเล็งเห็นว่า ประชาธิปัตย์เป็นดั่ง "รอยเกวียนทับรอยโค" ไม่เคยขยับเขยื้อนไปทางไหน ชัดขึ้นทุกวัน..ทุกวัน...และอีกด้าน เราอาจเรียกสิ่งนั้นว่า "กรรมมาตรวจกรรม" แล้วก็ย่อมได้!?
"กรรมตรวจกรรม" อย่างไร?
ก็ประชาธิปัตย์ตอนเป็นฝ่ายค้าน ตรวจจับคนอื่นว่าคอรัปชั่นตลอด และวันนี้มาเป็นรัฐบาล จึงถูกฝ่ายค้านตรวจจับชนิดเปิดพรมค้น แม้กระทั่งข้ามงานจากรัฐสภาก่ายไปถึงหน้าที่ของสภา กทม.ในเรื่องซื้อรถ BTR แพงกว่า NGV ๔,๐๐๐ คัน
ประชาธิปัตย์ ตอนเป็นฝ่ายค้าน ก็ค้านและประณามเองว่า โครงการรถเมล์ NGV ๔,๐๐๐ คัน ส่อทุจริต และต้านรัฐบาลสมัคร-สมชาย แต่มาวันนี้ ตัวเองเป็นรัฐบาล กลับต้องเป็นแม่งานทำคลอดโครงการรถเมล์ ๔,๐๐๐ คัน ที่ตัวเองประทับตราว่า...ไม่สุจริต
ประชาธิปัตย์ ตอนเป็นฝ่ายค้าน ก็ค้านและต่อต้านกาสิโน และการออกหวยบนดิน ตั้งแต่ยุคทักษิณจนถึงยุคสมัคร-สมชาย แต่วันนี้ ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล หมดท่าหาเงินใช้ แต่ไม่กล้ารับหน้าเสื่อเอง โยนให้ "สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล" เตรียมการออกหวยบนดิน ๒ ตัว ๓ ตัว ในระบบหวยตู้ออนไลน์ ภายใน ๒ เดือน
แม้กระทั่งการกู้เงิน ๔ แสนล้าน หนึ่งในมาตรการการกู้เงินภาครัฐในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ก็คือ การออกพันธบัตรออมทรัพย์ "ไทยเข้มแข็ง" ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะเปิดขายในเดือนกรกฎาคมนี้ ก็ไม่ใช่รูปแบบหรือไอเดียใหม่ในยุค "เด็ก ๒ คน" แต่อย่างใด เพราะเมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๘ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อ "นายควง อภัยวงศ์" ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นก็เคยทำมาแล้ว
แถมใช้ชื่อ "พันธบัตรออมทรัพย์" เหมือนกันเป๊ะ!
แต่เหตุผลในการออกต่างกัน แทรกไว้เป็นเกร็ดความรู้หน่อยก็ดี ดังมีในหนังสือ "อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ พันตรีควง อภัยวงศ์" ความตอนนี้มีว่า
"ขณะนั้นสงครามโลกได้ยืดเยื้อมานานแล้ว เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ขาดแคลนและมีราคาแพงมาก ยิ่งยารักษาโรคด้วยแล้ว ช่วยให้ผู้กักตุนร่ำรวยกันไปหลายนาย ผู้คนแม้ไม่ใช่พ่อค้าก็มักจะซื้อของมากักตุนไว้ ครั้นของที่กักตุนมีราคาสูงขึ้นก็ขายไปโดยบวกกำไร ทำให้ราคายิ่งแพงขึ้น
นายควงได้มาคิดเห็นว่าที่เป็นไปดังนั้น เพราะธนบัตรฉบับละพันบาทเปลี่ยนมือกันง่ายเหลือเกินในการซื้อของกักตุนเช่นนี้ จึงคาดว่าถ้าจะเก็บธนบัตรใบละพันไว้เสียชั่วคราว การหมุนเวียนของกระแสเงินตราจะต้องลดลงบ้าง จึงตัดสินใจเก็บธนบัตรใบละพันทันที การนี้ได้กระทำอย่างลับที่สุด ได้มีการหารือกับนายเล้ง ศรีสมวงศ์ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หน่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีไว้จนมืด ในเวลาเดียวกันก็ส่งเรื่องให้รีบพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา ออกพระราชกำหนดออมทรัพย์ คือเก็บธนบัตรใบละพันอย่างรีบเร่ง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์กลับบ้าน จนกว่าจะพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาเสร็จ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีก็ได้เลิกประชุมต่อเมื่อราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว การประกาศกระจายเสียงทางวิทยุเรื่องเก็บธนบัตรใบละพันชั่วคราวก็ประกาศกันอย่างเร่งด่วนในตอนค่ำวันนั้นเอง
เมื่อมีประกาศออกมา พวกญาติและเพื่อนฝูงต่างพากันต่อว่านายควงว่าทำไมไม่มีการแย้มพรายให้ทราบกันบ้าง นายควงก็ได้แต่ยิ้มบ้าง หัวเราะหึหึบ้าง การณ์ปรากฏว่าการเก็บธนบัตรใบละพันนี้ได้ช่วยทำให้การขึ้นราคาของสินค้าเพลาลงบ้าง มีบางคนสงสัยว่าจะไม่ใช่ความคิดนายควง เพราะนายควงเคยเรียนแต่วิชาช่าง เมื่อมีผู้ถามนายควงก็ชี้แจงว่า ได้เคยเห็นตัวอย่างที่ประเทศฝรั่งเศสเคยทำมาแล้ว
หมายความว่า ผู้มีธนบัตรใบละพันอยู่จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องนำไปจดทะเบียนมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือคลังจังหวัดทั่วราชอาณาจักร เพื่อแปลงเป็น 'พันธบัตรออมทรัพย์' กำหนดให้ไถ่ถอนคืนได้ภายใน ๑ ปี มีดอกเบี้ยปีละ ๑%
นี่ไง..ต่างกรรม-ต่างวาระ แต่ว่าเหมือนเส้นทางของประชาธิปัตย์มาทับกัน สมัยอดีตนายกฯ ควง ออกพันธบัตรออมทรัพย์ เจตนาดึงเงินชาวบ้านมาเก็บ ถึงสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ออกพันธบัตรออมทรัพย์ แต่เจตนาดึงเงินชาวบ้านมาใช้ สมัยนายควงก็ให้เปิดบ่อนหาเงินใช้ ถึงสมัยนายอภิสิทธิ์ก็ให้ออกหวยบนดิน ๒ ตัว ๓ ตัว หาเงินใช้
เฮ้อ...อะไรๆ ก็ย่ำรอยเดิมได้ แต่อย่าให้อนาคตนายกฯ อภิสิทธิ์ย่ำรอยอนาคตนายกฯ ควงก็แล้วกัน!?
ก็คุยๆ กันไปพอให้คิด เพราะบอกกันไปหลายหนแล้วว่า สังคมขยุกขยิกของประเทศไทย-คนไทยทุกวันนี้นั้น เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า "สังคมกำลังแสวงหาทางใหม่" ฉะนั้น ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ "คนรุ่นใหม่" การบริหารไม่มีอะไรใหม่ นอกจากหมดเวลาไปกับปัญหา "การเมืองในรัฐบาล" เรื่องแบ่งปันผลประโยชน์กันเอง ในไม่ช้า คนก็จะเห็นว่า "อภิสิทธิ์-ไม่ใช่" แล้วเขาจะเบือนหน้าไปแสวงหาทางใหม่ ท่านซื้อเวลาพวกเดียวกันเองอาจได้ แต่เวลาสำหรับคนไทยตอนนี้...เหลือพอขายให้ท่าน อย่างนานสุดก็ได้ซัก ๔ เดือน.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 2552

