"การเมืองใหม่"คืออะไรในใจท่าน?

 

  อืมมมม....ก็เป็นมาตรฐานใหม่ของ  "รัฐบาลอภิสิทธิ์"  ในการเอารัฐมนตรีเข้า-เอารัฐมนตรีออก  คือมาตรฐาน  "เพื่อน  หรือไม่ใช่เพื่อนเนวิน"  จากที่เคยสงสารนายกฯ  อภิสิทธิ์  ตอนนี้ชักสมเพชขึ้นมาตงิดๆ  เพราะการที่ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทย  ทั้งไล่  ทั้งลาก  ทั้งถีบ  "นายชาติชาย  พุคยาภรณ์"  ออกจากรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ  นั้น  เป็นปรากฏการณ์ปกติของการเมืองด้อยคุณภาพก็จริง  แต่ควรให้เกียรติสถาบันชาติ-สถาบันประชาชน  ด้วยการบอกถึงสาเหตุที่เข้าใจได้มากกว่านี้ซักหน่อย  ไม่ใช่ให้ออกดิบๆ  ด้วยสาเหตุ  "ไม่ใช่เพื่อนเนวิน"

     แต่เท่าที่ฟังนายชาติชายเขาแถลงในการประกาศลาออกบ่ายวานนี้  (๒๖  พ.ค.๕๒)  ผมก็ว่าคนคนนี้เขามีวุฒิภาวะ  สมกับตำแหน่งหน้าที่การงานระดับรัฐมนตรีนะครับ  เพราะแทนที่จะแถลงด้วยอารมณ์แค้นเคียด   แล้วลากไส้ชนิด  "ตายไปด้วยกัน"  ทั้งนายเนวิน  นายสรอรรถ  กระทั่งนายชวรัตน์คนเป็นหัวหน้าพรรคที่ร่วมปิดประตูปล้นเก้าอี้

     นายชาติชายกลับมีใบหน้าราบเรียบ  มีธรรมในข้อทมะ-คือการข่มใจ  พูดจาด้วยสติ  ด้วยรอยยิ้ม  ด้วยวุฒิภาวะของคนมีการศึกษา  มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม  อธิบายถึงงานที่ทำไป  และขอบคุณคณะรัฐมนตรีทุกคนที่ให้โอกาส  และให้ประสบการณ์ด้วยการให้เรียนรู้งานในมิติใหม่ๆ  ทางการเมือง

     ผมก็ว่าน่ารักดีนะ  เป็นการแถลงที่ให้บรรยากาศผู้ดี  นักข่าวและคนที่รอฟังอาจผิดหวังบ้าง  คือนึกว่าจะได้ฟังแถลงชนิดบู๊ล้างผลาญเป็นการส่งท้าย  กลับเป็นคำแถลงสร้างสรรค์สไตล์บัณฑิตสอนโจร  ก็เอาเถอะ...ถึงจะชื่อใหม่-หน้าใหม่ในสารบบการเมือง  แต่ถ้าวางบุคลิก  วางคุณภาพตัวเองไว้ได้ระดับนี้  ทบทวนเหตุการณ์ครั้งนี้สอนใจ  ถ้ายังรักจะอยู่ในสนามการเมือง

     น่าจะมีอนาคตนะ  ถ้าใช้สมองนำหน้าเงิน!

     ภูมิใจไทยจะเอา  "เพื่อนเนวิน"  คนไหนมาแทนนายชาติชาย  ต้องคัดหน่อย  อย่างน้อยก็อย่าให้ด้อยคุณสมบัติกว่าคนเดิมเขา  ไม่ใช่ไล่ดอกเตอร์ออกไป  แล้วไปเอา  "ผีตองเหลือง"  มาแทนล่ะ  สังคมเขาจะฮาเอา

     มาเรื่องสดๆ  ออกจากเตากันบ้าง  ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับประเทศไทยที่จะมี  "พรรคการเมืองใหม่"  ที่ประชาชนส่วนหนึ่งรวมใจกันตั้งขึ้น  เอ้า...ก็ยินดีด้วยครับ  แต่ว่าในเมื่อตัดสินใจตั้งพรรค....แล้วไงต่อ?

     คำว่า  "แล้วไงต่อ...."  นี่ผมว่ามันยากกว่าตั้งพรรคอีก  เพราะพรรคที่มวลพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งขึ้น  มันจะต้องไม่ใช่พรรคของพันธมิตรฯ  เพื่อพันธมิตรฯ  และโดยพันธมิตรฯ  ต่อจากนี้  และตลอดไป  เพราะมันจะต้องเป็นพรรคของคนไทยทุกคน  เพื่อคนไทยทุกคน  และโดยคนไทยทุกคน

     ถ้าตีกรอบไว้ว่า  "เป็นพรรคของพันธมิตรฯ"  แค่นี้ไม่ยาก  ก็ดำเนินกิจการพรรคไปแบบ  "มูลนิธิประจำตระกูล"  คนในตระกูลพันธมิตรฯ  คนไหนจะ  โกนจุก-แต่งงาน-สวดศพ  มูลนิธิพันธมิตรฯ  ก็ไปตั้งโต๊ะรับซอง  ลงบัญชีจัดการให้เบ็ดเสร็จ  แต่นี่เป็นพรรคการเมือง  เป้าหมายสูงส่งเพื่อ  "การเมืองใหม่"  ฉะนั้น  งานแรกคือ

     ต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายและทิศทางที่จะไปให้  "ตรงกัน"  เสียก่อน  ไม่งั้นมีหวังเรือล่มก่อนหัวเรือถึงตลิ่ง!

     ผมอ่านข่าว  เห็นทางแกนนำบอกว่า  กำหนดชื่อพรรคไว้เลือก  ๓  ชื่อ  พรรคพันธมิตรฯ  พรรคเทียนแห่งธรรม  และพรรคการเมืองใหม่  หรืออะไรนี่แหละ-ลืมไปแล้ว  แต่เท่าที่สดับ  เสียงส่วนใหญ่กระเดียดไปทางอยากได้ชื่อ  "พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"

     มันก็ตรง  และชัดเจนดี  แต่ผมว่า...อย่าเลย!

     ก็อย่างที่บอกแต่ต้น  พรรคจะต้องไม่เป็นพรรคของพันธมิตรฯ  ไม่เป็นของคนเสื้อเหลือง ในเมื่อตั้งพรรคขึ้นมาแล้ว  จะต้องถอดแว่นสีออกทั้งหมด  ไม่มีสีเหลือง-สีแดง  หมายความว่า  ใครก็ได้  ถ้าศรัทธาในทิศทางและปณิธานของพรรคแล้ว  มาสาบานร่วมธรรมนูญใต้ธงพรรคด้วยกันได้ทุกคน  เพราะพรรคนี้

     ของคนไทยทุกคน  เพื่อคนไทยทกุคน  และโดยคนไทยทุกคน!

     รักษาชื่อ  "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"  ไว้เป็นสมบัติกลางทางจิตวิญญาณเสรีแห่งมวลชนผู้มีท้องถนนเป็นพื้นที่ลาดตระเวนเพื่อการพิทักษ์ชาติ  พระศาสนา  และสถาบันพระมหากษัตริย์เถิด  และผมเชื่อ  ยังมีพันธมิตรฯ  บางส่วนยินดีเป็นพันธมิตรฯ  ในถนน  มากกว่ายินดีเป็นพรรคพันธมิตรฯ  ในสภาฯ

     ก็เผื่อว่า....สักวันพรรคที่พันธมิตรฯ  ตั้งขึ้น  โตแล้วแตกลายกลายเป็นอื่น  "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"  ในถนน  จะได้ออกมาทำหน้าที่  "ฆ่ามันทิ้งไป"  ให้สะใจคามือของผู้ให้กำเนิดมากะมือไงล่ะ!?

     ฉะนั้น  ความเห็นผม  ชื่อพันธมิตรฯ  ดี  เป็นแบรนด์ติดตลาดแล้ว  แต่ไม่ดี  ถ้าจะนำมาผูกขาดใช้ตั้งเป็นชื่อพรรค  ที่กว้างจะกลายเป็นแคบ  พรรคที่สาธารณะ  จะกลายเป็นพรรคมีเจ้าของ  และจะเป็นพรรคที่มีปฏิปักษ์ตั้งแต่เกิดตลอดไป  ผิดความหมายที่พรรคจะต้องเป็นของประชาชน  โดยไม่มีชนชั้นวรรณะ  ความรัก  ความชัง  ของคนใด-กลุ่มใดมากั้นกลาง

     "เทียนแห่งธรรม"  เพราะดี  ให้ความรู้สึก  สะอาด  สว่าง  สงบ  แต่นิ่มเหลว  วันๆ  มีแต่น้ำตาไหล  กัดเซาะกินแต่ไส้  กินแต่ไขตัวเองจนตายไป  และในข้อเท็จจริงทางการเมือง  พรรคการเมือง  เป็นสถานที่สกปรกล้างสกปรก  เป็นสถานที่มืดขับไล่ความมืด  และเป็นสถานที่วุ่นวายขจัดความวุ่นวาย  ดังนั้น  ชื่อเทียนแห่งธรรมจึงให้ความรู้สึกขัดแย้งกับสิ่งที่ต้องทำในขั้นต้นไปสู่ขั้นปลาย  จึงไม่เหมาะสม

     ส่วนชื่อ  "การเมืองใหม่"  ใน  ๓  ชื่อนี้  ผมว่าชื่อนี้  ดีที่สุด-เหมาะที่สุด  เพราะประกอบด้วย  "เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง"  เป็นทั้งรูป  เป็นทั้งนาม  เป็นทั้งประธาน  เป็นทั้งกิริยา  รวมธาตุทั้ง  ๔  มีความหยุ่นเหนียวอยู่ในตัว  และที่สำคัญเป็นชื่อภาษาไทย  ให้ความหมายชัดเจน-ตรงตัว

     การ-คือการกระทำ

     เมือง-คือประเทศชาติบ้านเมือง

     ใหม่-คือการเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งที่ดีกว่า

     ฉะนั้น  ใครก็ได้ที่ต้องการให้บ้านเมืองสู่สภาพที่ดีกว่าเดิม  จะเป็นสีเหลือง  สีแดง  สีขาว  สีเขียว  สีดำ  หรือสีไหนๆ  มาร่วมกันทำ  "การเมืองใหม่"  ได้ด้วยกันทุกคน  เพราะ "การเมืองใหม่"  เป็นพรรคไม่ผูกขาดสี

     เอ้า...สมมุติว่า  มีพรรค  มีชื่อแล้ว  ยังขาดอะไรล่ะ  ยังขาด  "พิมพ์เขียวประเทศไทย"  ที่จะเป็น  Road  Map  ไปสู่จุดหมายปลายทาง  คือ  "การเมืองใหม่"  ที่เห็นได้  จับต้องได้เป็นรูปธรรมไงล่ะ!

     คนในชาติทุกคนจะต้องเห็นบิลบอร์ดขนาดใหญ่ขึ้น  ๔  มุมประเทศให้รับรู้เป็นสัญญาประชาคมร่วมกันว่า  "การเมืองใหม่"  ที่เรากำลังตบเท้าเดินร่วมกันไปสู่นั้น  มันคืออะไร  แบบไหน  ที่ไหน  เมื่อไหร่  และอย่างไร?

     ฝัน-จะได้เป็นฝันที่ตรงกัน  ถ้าพรรคนำให้เกิดเป็นรูปธรรมไม่ได้ตามพิมพ์เขียว  ตามกรอบเวลา  ตามสัญญาประชาคม  พวกเรา-ชาวบ้านจะได้รู้ว่า  "การเมืองเก่า-การเมืองใหม่" มันก็เวรตะไล  เชื่อไม่ได้พอกัน  จะได้กลับหลังหันทันอย่างไรล่ะ!

     แต่ผมเชื่อ  บรรดาแกนนำพันธมิตรฯ  เขาเจนจบในกลเกมการเมืองทั้งในภาคประชาชน  ในภาครัฐมากันคนละมากๆ  จึงไม่ยากที่จะกะเทาะเป็นบทที่ควรเลียน  และบทที่ควรเลี่ยงสู่การเมืองใหม่  ฉะนั้น  สิ่งที่คนวงนอกทั้งหลายอย่างท่าน  อย่างผมควรทำก็คือ  "ทำใจ"  ให้เย็นเข้าไว้  รอดูเขาไปทีละขั้น  ทีละตอน  เพราะเขาต้องรู้ว่า  เวลาไหน  ขั้นตอนไหน  ที่ต้องทำไปให้สอดคล้องกัน

     ถ้าถามว่า  "หวังกันมากไหมกับการเมืองใหม่"?

     ผมว่าหวังกันทุกคนแหละ  ทักษิณก็หวัง  เพื่อไทยก็หวัง  ประชาธิปัตย์ก็หวัง  ภูมิใจไทยก็หวัง  จตุพร-ณัฐวุฒิ-วีระ-จักรภพ  ก็หวัง  สีเหลืองก็หวัง  สีแดงก็หวัง  สีขาวก็หวัง  สรุปแล้ว  คนไทยทุกคนหวังกับการเมืองใหม่กันทุกคน  เพียงแตกกิ่งก้านสาขากันไป  แต่ไม่แตกต้นในความหมาย  "ไทยผนึกคืนเดิม"

     เพราะ  "การเมืองใหม่"  เท่านั้นจะช่วยตัดผุและยกเครื่องสังคมประเทศไทยให้เป็น  "ใหม่-ประเทศไทย"  เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน  และถ้าประเทศไทยจะเป็น  "ใหม่-ประเทศไทย"  ดังว่านี้

     การเมืองใหม่บนการนำของแกนนำพันธมิตรฯ  ทั้ง  ๕  สนธิ-จำลอง-พิภพ-สมศักดิ์-สมเกียรติ  จะต้องหาวิธีทำให้ทุกคน-ทุกฝ่ายมารวมเป็น  "คนไทย-ประเทศไทย"  เดียวกันให้สนิทดังเดิม

     และคำว่า  "การเมืองใหม่"  จะต้องไม่ใช่  "ใหม่"  ในแบบ  แบ่งฝ่าย-แบ่งภาค-แบ่งประเทศ  กันอยู่!

     ผัว-เมีย  นั้นหย่ากันได้  แต่คนไทยด้วยกัน  ทำยังไงมันก็หย่าขาดจากกันไม่ได้  ผมอยากให้ข้อเตือนสติไว้อย่าง  ทุกเรื่อง-ทุกปัญหา  ธรรมชาติจัดสรรไว้ลงตัวหมดแล้วในความหมาย "กรรมใคร-กรรมมัน"  ฉะนั้น  บางเรื่องเราว้าวุ่นกันไปเอง  หน้าที่ทำเป็นเรื่องของเรา  หน้าที่ตัดสินเป็นเรื่องกรรม

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2552