หมู่นี้ฝนตกทุกวัน นึกว่าจะเย็น แต่ที่รัฐสภา-ทำเนียบรัฐบาลกลับร้อนระอุ ส.ส.จะฟาดปากกันบ้าง รัฐมนตรีพาณิชย์กับนายกฯ กินเกาเหลากันบ้าง ผมว่าเป็นความงดงามทางการเมืองวิถีประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ขอเพียงให้เรื่องที่มันเกิด เกิดในที่ที่ของมันเท่านั้น อย่าง ส.ส.จะตีกัน ก็ให้ตีกันอยู่ในสภาฯ นายกฯ-รัฐมนตรีจะวิวาทะกัน ก็วิวาทะอยู่ในที่ประชุม ครม. จบจากที่นั้นแล้วก็ให้มันจบ อย่างนี้ดีกว่าจะลากมาทำให้มันเกิดตามริมถนนรนแคม ซึ่งมันทรามมากกว่างาม
อย่าลืมนะครับ "นักการเมือง" ก็มนุษย์ธรรมดานี่แหละ เราไปจัดชั้นมาตรฐานให้เขาเป็นเทวดาไปเอง ฉะนั้น เมื่อเห็น ส.ส.ซึ่งไม่ใช่เทวดาแสดงสันดานมนุษย์ดั้งเดิมออกมาจึงตกอก-ตกใจกัน เดี๋ยวนี้ การชกต่อยกันในสภาฯ เป็นเรื่องของธรรมชาติ (วิปริต)..ผมว่านะ ขอให้ต่อยกันจริงๆ เถอะ เอาแต่เงื้อง่าแล้วพรรคพวกมาห้าม
อย่างนี้ แฟนๆ ทางบ้าน "เซ็ง" ครับ!
เราลองคิดง่ายๆ อย่างนี้ซี การที่ ส.ส.ทะเลาะกัน ไล่ต่อย-ไล่ตีกันในรัฐสภา กับการที่ ส.ส.ออกไปปลุกระดมคนไปเผาบ้าน-เผาเมือง ไล่ฆ่า ไล่ทุบรถนายกฯ กระทั่งไล่พังงานประชุมระดับชาติชนิด "แดงทั้งแผ่นดิน" ไม่เลิก-ไม่รา อย่างไหนน่าเกลียด-น่าชังกว่ากัน?
ผมว่าอย่างหลังนะ!
ก็ขอให้เข้าใจว่า รัฐสภาเป็นที่ให้ ส.ส.มาถกเถียงกันก่อนไปสู่ข้อสรุปที่ลงตัวร่วมกัน แต่ก่อนถึงบทสรุป ใครจะลุแก่อำนาจโลภ โกรธ หลง ด้วยสติน้อย ทนไม่ไหวกับบทกวนบาทาของอีกฝ่าย จึงใช้ทุภาษิตที่ว่า "วาเท้ายาวกว่าวาทะ" ลุยใส่ เราก็ต้องทำใจ-ด้วยเข้าใจ อย่าว่าแต่ในสภาฯ เราเลยครับ
ขนาดที่ประชุมโลกอย่างสหประชาชาติ เขายังฟัดกันมาแล้ว หนักกว่านี้อีก!
ก็มาดูทางวงประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธที่ ๑๓ พ.ค.๕๒ บ้าง ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตรัฐมนตรีพาณิชย์ "พรทิวา นาคาศัย" กระแทกใส่นายกฯ อภิสิทธิ์กลางวงประชุมด้วยคำพูดทำนองว่านายกฯ ใช้ ๒ มาตรฐาน เพราะไปล้มประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๔.๔ ล้านตัน สร้างความไม่พอใจให้กับนางพรทิวา และอธิบดีกรมการค้าภายใน "นายยรรยง พวงราช" มาก
อันที่จริงการประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ๔.๔ ล้านตันนี้ เป็นการอนุมัติของรัฐบาลที่แล้ว เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา นางพรทิวาก็เดินหน้าไปกับข้าราชการประจำเลย ท่ามกลางแง่มุมอันหาคำตอบเป็นเหตุผลไม่ได้หลายแง่มุม รวมทั้งข้อสังเกตที่ว่า จากการประมูลมีบริษัทเดียวได้ไปตั้ง ๔ ล้านตัน!?
เมื่อนายกฯ เบรก นางพรทิวาก็ไม่พอใจ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำ คือนายยรรยง พวงราช ดูจะชี้แจงในวง ครม.ด้วยบรรยากาศตึงเครียด-ร้อนแรง ถึงขั้นตัวรัฐมนตรีต้องขอโทษขอโพยนายกฯ แทนอธิบดียรรยง
ผมสรุปคร่าวๆ อย่างนั้นนะครับ ไม่ได้ตั้งใจนำรายละเอียดมาเล่าให้ท่านฟัง เพียงต้องการยกเป็นประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นถึง "มาตรฐานสังคมไทย-คนไทย" สะท้อนจากวงประชุมทั่วไปเท่านั้น
ในความเห็นผม "ที่ประชุม" ทุกแห่ง คือสถานที่ระดมคนอันคัดเลือกมาดีแล้ว มาพูดจาหารือร่วมกัน มาถกเถียงเพื่อหาทางออกที่เป็นข้อสรุปร่วมกัน ก่อนนำไปสู่ขั้นตอนปฏิบัติ
ฉะนั้น มีความหมายอย่างยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่ง และควรอย่างยิ่ง ที่ผู้ร่วมประชุมทุกคนต้องพูด ต้องแสดงความคิดเห็น เมื่อทุกคนต้องพูด ต้องแสดงความคิดเห็น ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะเกิดข้อโต้แย้ง โต้เถียง อย่างที่เรียกว่า "ต่างทัศนะ-ต่างมุมมอง" แล้วแต่ละฝ่ายก็ต้องพยายามยกเหตุผล นำข้อมูลหลักฐานมาหักล้างกัน
สุดท้ายแล้ว ที่ประชุมส่วนใหญ่เอาอย่างไหน อย่างนั้นก็ถือเป็น "มติที่ประชุม"!
"มติที่ประชุม" ไม่ได้หมายความว่ามีใครแพ้ฝ่ายหนึ่ง ชนะฝ่ายหนึ่ง เพราะการประชุมไม่ใช่การแข่งขัน ฉะนั้น ทุกคนในที่ประชุมถึงต่างความเห็น แต่ไม่ต่างในองค์รวมเดียวกัน ข้อสรุปสุดท้ายที่เรียกว่า "มติที่ประชุม" นั้น จะผิด หรือจะถูก ก็ตามแต่ แต่ที่แน่ๆ เป็นผลึกจากปัญญาอันกลั่นแล้ว-กรองแล้ว ทุกคนต้องรับทั้งผิด ทั้งชอบจากมตินั้นร่วมกัน
ยกเว้น จะให้บันทึก "ความไม่เห็นด้วย" ไว้ในบันทึกการประชุมตะหาก!
สรุปคือ ความหมายของ "การประชุม" ที่สังคมมาตรฐานเขายึดถือ เวลาประชุม ใครมีอะไรเขาจะงัดออกมาพูด ออกมาแสดงความเห็น บางทีก็ตอกใส่หน้ากันหงายกลางวงไปเลย ถึงขั้นว่าต่อยกันก็ยังน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะพูดจากันแบบนั้นมันต้อง "ฆ่ากัน" ถึงจะสมควร แต่เขาก็ไม่ต่อยกัน ไม่ฆ่ากัน
เพราะนั่นคือการกะเทาะเปลือกค้นหาแก่น เมื่อเถียง-ทะเลาะจนมีบทสรุปเป็นที่ยุติแล้ว ทุกอย่างที่เกือบฆ่ากันนั้นก็จบทันที เสร็จประชุม ทุกคนออกจากห้องประชุม แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดภายในห้องประชุมนั้น จะถูกกองไว้ในห้องประชุม ไม่มีใครนำติดตัว-ติดใจออกไปพูดจาให้บาดหมาง ขยายวงกว้างกันข้างนอกอีก!
วงประชุมมาตรฐาน และคนประชุมมาตรฐานเขาเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อหันกลับมาดูวงประชุมมาตรฐานสังคมไทย เวลาอยู่ในที่ประชุม บางคนไม่พูดไม่จา ไม่แสดงความคิดเห็น เวลาประธานที่ประชุมเขาถาม ใครมีข้อสงสัย มีข้อเสนอ มีข้อโตแย้งอะไรอีกมั้ย? เงียบ...ไม่สงสัย ไม่เสนอ ไม่โต้แย้งอะไรทั้งนั้น
แต่พอลุกจากห้องประชุมออกมาข้างนอก....เท่านั้นแหละ พ่อคุณ-แม่คุณเอ๋ย!
เบื้องหลังการประชุมพรั่งพรู ชนิดว่านักข่าวต้องขอเวลากลับเทป ใครพูดอะไร ใครว่าอะไร ใครตอกหน้าใคร แล้วตัวเองคิดยังไง เห็นยังไง อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ โอ้โห...มีทัศนะกว้างขวางเป็นคุ้งบางกระเจ้าเลยทีเดียว!!
อย่างนี้แหละที่ผมว่า "มาตรฐานไทย-สังคมไทย" เนื้อหาจากบทสรุปของเรื่องราวไม่มีใครสนใจ แต่หูผึ่ง ตาลุกวาวจากกาก คือเรื่องทุบเปลือกไปหาแก่นที่เรียกว่าบทสรุป
เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่ "สังคมข่าว" ชอบนำกากที่เรียกว่า "บรรยากาศ" ในที่ประชุม ครม.มาเป็นเข็มทิศชี้อนาคตรัฐบาลว่า..เห็นท่าจะหนีไม่พ้นยุบสภาฯ
เพราะนางพรทิวา นอกจากใหญ่ระดับรัฐมนตรีว่าการพาณิชย์ที่รายล้อมไปด้วย "ที่ปรึกษาว่าการ" แล้ว ในทางการเมือง เธอยังใหญ่ระดับเลขาธิการพรรค "ภูมิใจไทย" อันเป็นพรรคร่วมที่มีเสียงเป็นอันดับสอง ดังนั้น เมื่อถูกดึงอ้อยออกจากปากช้างกลางอากาศ มีหรือที่ช้างจะไม่ฟาดงวงฟาดงา?
เขามองกันอย่างนั้นนะครับ แต่ผม...ไม่หรอก เพราะเหนือนางพรทิวายังมีทั้งนายเนวิน นายสมศักดิ์ นายชวรัตน์ และอีกหลายบิ๊กในความเป็น "พรรคภูมิใจไทย" ฉะนั้น การแก้แค้นนายกฯ อภิสิทธิ์ด้วยการทำให้รัฐบาลล่มในระบบเสียงโหวตก็ดี หรือถอนตัวจากพรรคร่วมก็ดี ในสถานการณ์ขณะนี้ คนเดือดร้อนมากที่สุด ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ และยิ่งไม่ใช่ "นายกฯ อภิสิทธิ์"
ทั้งนางพรทิวาก็ไม่เดือดร้อน อย่างเก่งก็แค่อดช็อปปิ้งตอนไปตัดริบบิ้นเปิดงานต่างประเทศ แต่ด้านการทำมาหากิน เธอไปคุมธุรกิจอาบอบนวดของตระกูลก็ขี้เกียจจะนับเงินรวยเป็นรายชั่วโมง!
แต่บรรดาเฮียๆ บิ๊กๆ ที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลังฉากบ้าง ข้างฉากบ้างนี่ซี ภารกิจยังไม่บรรลุเป้าหมายหลายโครงการ จะยอมให้เรื่องแค่นี้เตะกระโถนหกได้อย่างไร มันก็ต้องยอมสละชิ้นน้อยเพื่อรักษาชิ้นใหญ่ไว้ก่อน ข้อนี้ธรรมดา
เฮียมาร์คปะทะเจ๊พร ไม่มีปัญหาหรอกครับ เพราะนั่นแค่ดอก-ก้านของคาคบใหญ่ที่เรียกว่าวงประชุม สัปดาห์หน้าอีกสัปดาห์เดียวสภาฯ ก็จะปิดสมัยประชุม ไปเปิดสมัยนิติบัญญัติอีกทีก็เดือนสิงหาโน่น แต่จะมีสมัยวิสามัญเรื่องงบประมาณในเดือน มิ.ย.
การเมืองในรัฐบาล ยังไม่น่าห่วง แต่การเมืองในถนน และในสภาฯ-ว่าด้วยเรื่องสมานฉันท์ และการศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้น่าสนใจ เพราะอุบัติเหตุเกิดได้ทุกเวลา แต่ถึงอย่างไร ในยกที่ ๒ อันจะสิ้นยกในกลางเดือนหน้า นายกฯ ต้องฟุตเวิร์กให้ดี โดยเฉพาะตอนปลายยก คือจากปลายเดือนนี้ไปจนถึงวันที่ ๙ มิ.ย.!
ผ่านมิถุนาไปแล้ว ก็ขึ้นยกที่ ๓ ถึงปลายกันยา จะสามารถอยู่จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน+๓+๖ ในเดือนตุลาจากที่เลื่อนมาได้หรือไม่ สถานการณ์ปลายกันยาจะเป็นตัวชี้ขาด
ช่วงนี้ไปต้องคิดอะไรมาก รีบไปกู้เงิน ๔ แสนล้านบาทมาเป่าตูดเศรษฐกิจไทยเพื่อไม่ให้หงายท้องด่วนเถอะ!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2552

