ถึงอย่างไรก็ต้องไปให้ถึงเดือนกันยา

หมู่นี้ฝนตกทุกวัน  นึกว่าจะเย็น  แต่ที่รัฐสภา-ทำเนียบรัฐบาลกลับร้อนระอุ  ส.ส.จะฟาดปากกันบ้าง  รัฐมนตรีพาณิชย์กับนายกฯ  กินเกาเหลากันบ้าง  ผมว่าเป็นความงดงามทางการเมืองวิถีประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง  ขอเพียงให้เรื่องที่มันเกิด  เกิดในที่ที่ของมันเท่านั้น  อย่าง  ส.ส.จะตีกัน  ก็ให้ตีกันอยู่ในสภาฯ  นายกฯ-รัฐมนตรีจะวิวาทะกัน  ก็วิวาทะอยู่ในที่ประชุม  ครม.  จบจากที่นั้นแล้วก็ให้มันจบ  อย่างนี้ดีกว่าจะลากมาทำให้มันเกิดตามริมถนนรนแคม  ซึ่งมันทรามมากกว่างาม

     อย่าลืมนะครับ  "นักการเมือง"  ก็มนุษย์ธรรมดานี่แหละ  เราไปจัดชั้นมาตรฐานให้เขาเป็นเทวดาไปเอง  ฉะนั้น  เมื่อเห็น  ส.ส.ซึ่งไม่ใช่เทวดาแสดงสันดานมนุษย์ดั้งเดิมออกมาจึงตกอก-ตกใจกัน  เดี๋ยวนี้  การชกต่อยกันในสภาฯ  เป็นเรื่องของธรรมชาติ  (วิปริต)..ผมว่านะ  ขอให้ต่อยกันจริงๆ  เถอะ  เอาแต่เงื้อง่าแล้วพรรคพวกมาห้าม

     อย่างนี้  แฟนๆ  ทางบ้าน  "เซ็ง"  ครับ!

     เราลองคิดง่ายๆ  อย่างนี้ซี  การที่  ส.ส.ทะเลาะกัน  ไล่ต่อย-ไล่ตีกันในรัฐสภา  กับการที่  ส.ส.ออกไปปลุกระดมคนไปเผาบ้าน-เผาเมือง  ไล่ฆ่า  ไล่ทุบรถนายกฯ  กระทั่งไล่พังงานประชุมระดับชาติชนิด  "แดงทั้งแผ่นดิน"  ไม่เลิก-ไม่รา  อย่างไหนน่าเกลียด-น่าชังกว่ากัน?

     ผมว่าอย่างหลังนะ!

     ก็ขอให้เข้าใจว่า  รัฐสภาเป็นที่ให้  ส.ส.มาถกเถียงกันก่อนไปสู่ข้อสรุปที่ลงตัวร่วมกัน  แต่ก่อนถึงบทสรุป  ใครจะลุแก่อำนาจโลภ  โกรธ  หลง  ด้วยสติน้อย  ทนไม่ไหวกับบทกวนบาทาของอีกฝ่าย  จึงใช้ทุภาษิตที่ว่า  "วาเท้ายาวกว่าวาทะ"  ลุยใส่  เราก็ต้องทำใจ-ด้วยเข้าใจ  อย่าว่าแต่ในสภาฯ  เราเลยครับ

     ขนาดที่ประชุมโลกอย่างสหประชาชาติ  เขายังฟัดกันมาแล้ว  หนักกว่านี้อีก!

     ก็มาดูทางวงประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันพุธที่  ๑๓  พ.ค.๕๒  บ้าง  ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตรัฐมนตรีพาณิชย์  "พรทิวา  นาคาศัย"  กระแทกใส่นายกฯ  อภิสิทธิ์กลางวงประชุมด้วยคำพูดทำนองว่านายกฯ  ใช้  ๒  มาตรฐาน  เพราะไปล้มประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ๔.๔  ล้านตัน  สร้างความไม่พอใจให้กับนางพรทิวา  และอธิบดีกรมการค้าภายใน  "นายยรรยง  พวงราช"  มาก

     อันที่จริงการประมูลขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ๔.๔  ล้านตันนี้  เป็นการอนุมัติของรัฐบาลที่แล้ว  เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา  นางพรทิวาก็เดินหน้าไปกับข้าราชการประจำเลย  ท่ามกลางแง่มุมอันหาคำตอบเป็นเหตุผลไม่ได้หลายแง่มุม  รวมทั้งข้อสังเกตที่ว่า  จากการประมูลมีบริษัทเดียวได้ไปตั้ง  ๔  ล้านตัน!?

     เมื่อนายกฯ   เบรก  นางพรทิวาก็ไม่พอใจ  แต่ฝ่ายข้าราชการประจำ  คือนายยรรยง  พวงราช  ดูจะชี้แจงในวง  ครม.ด้วยบรรยากาศตึงเครียด-ร้อนแรง  ถึงขั้นตัวรัฐมนตรีต้องขอโทษขอโพยนายกฯ  แทนอธิบดียรรยง

     ผมสรุปคร่าวๆ  อย่างนั้นนะครับ  ไม่ได้ตั้งใจนำรายละเอียดมาเล่าให้ท่านฟัง  เพียงต้องการยกเป็นประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นถึง  "มาตรฐานสังคมไทย-คนไทย"  สะท้อนจากวงประชุมทั่วไปเท่านั้น

     ในความเห็นผม  "ที่ประชุม"  ทุกแห่ง  คือสถานที่ระดมคนอันคัดเลือกมาดีแล้ว  มาพูดจาหารือร่วมกัน  มาถกเถียงเพื่อหาทางออกที่เป็นข้อสรุปร่วมกัน  ก่อนนำไปสู่ขั้นตอนปฏิบัติ

     ฉะนั้น  มีความหมายอย่างยิ่ง  จำเป็นอย่างยิ่ง  และควรอย่างยิ่ง  ที่ผู้ร่วมประชุมทุกคนต้องพูด  ต้องแสดงความคิดเห็น  เมื่อทุกคนต้องพูด  ต้องแสดงความคิดเห็น  ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะเกิดข้อโต้แย้ง  โต้เถียง  อย่างที่เรียกว่า  "ต่างทัศนะ-ต่างมุมมอง"  แล้วแต่ละฝ่ายก็ต้องพยายามยกเหตุผล  นำข้อมูลหลักฐานมาหักล้างกัน

     สุดท้ายแล้ว  ที่ประชุมส่วนใหญ่เอาอย่างไหน  อย่างนั้นก็ถือเป็น  "มติที่ประชุม"!

     "มติที่ประชุม"  ไม่ได้หมายความว่ามีใครแพ้ฝ่ายหนึ่ง  ชนะฝ่ายหนึ่ง  เพราะการประชุมไม่ใช่การแข่งขัน  ฉะนั้น  ทุกคนในที่ประชุมถึงต่างความเห็น  แต่ไม่ต่างในองค์รวมเดียวกัน  ข้อสรุปสุดท้ายที่เรียกว่า  "มติที่ประชุม"  นั้น  จะผิด  หรือจะถูก  ก็ตามแต่  แต่ที่แน่ๆ  เป็นผลึกจากปัญญาอันกลั่นแล้ว-กรองแล้ว  ทุกคนต้องรับทั้งผิด  ทั้งชอบจากมตินั้นร่วมกัน

     ยกเว้น  จะให้บันทึก  "ความไม่เห็นด้วย"  ไว้ในบันทึกการประชุมตะหาก!

     สรุปคือ  ความหมายของ  "การประชุม"  ที่สังคมมาตรฐานเขายึดถือ  เวลาประชุม  ใครมีอะไรเขาจะงัดออกมาพูด  ออกมาแสดงความเห็น  บางทีก็ตอกใส่หน้ากันหงายกลางวงไปเลย  ถึงขั้นว่าต่อยกันก็ยังน้อยไปด้วยซ้ำ  เพราะพูดจากันแบบนั้นมันต้อง  "ฆ่ากัน"  ถึงจะสมควร  แต่เขาก็ไม่ต่อยกัน  ไม่ฆ่ากัน

     เพราะนั่นคือการกะเทาะเปลือกค้นหาแก่น   เมื่อเถียง-ทะเลาะจนมีบทสรุปเป็นที่ยุติแล้ว  ทุกอย่างที่เกือบฆ่ากันนั้นก็จบทันที  เสร็จประชุม  ทุกคนออกจากห้องประชุม  แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดภายในห้องประชุมนั้น  จะถูกกองไว้ในห้องประชุม  ไม่มีใครนำติดตัว-ติดใจออกไปพูดจาให้บาดหมาง  ขยายวงกว้างกันข้างนอกอีก!

     วงประชุมมาตรฐาน  และคนประชุมมาตรฐานเขาเป็นอย่างนี้  แต่เมื่อหันกลับมาดูวงประชุมมาตรฐานสังคมไทย  เวลาอยู่ในที่ประชุม  บางคนไม่พูดไม่จา  ไม่แสดงความคิดเห็น  เวลาประธานที่ประชุมเขาถาม  ใครมีข้อสงสัย  มีข้อเสนอ  มีข้อโตแย้งอะไรอีกมั้ย?  เงียบ...ไม่สงสัย  ไม่เสนอ  ไม่โต้แย้งอะไรทั้งนั้น

     แต่พอลุกจากห้องประชุมออกมาข้างนอก....เท่านั้นแหละ  พ่อคุณ-แม่คุณเอ๋ย!

     เบื้องหลังการประชุมพรั่งพรู  ชนิดว่านักข่าวต้องขอเวลากลับเทป  ใครพูดอะไร  ใครว่าอะไร  ใครตอกหน้าใคร  แล้วตัวเองคิดยังไง  เห็นยังไง  อะไรใช่  อะไรไม่ใช่  โอ้โห...มีทัศนะกว้างขวางเป็นคุ้งบางกระเจ้าเลยทีเดียว!!

     อย่างนี้แหละที่ผมว่า  "มาตรฐานไทย-สังคมไทย"  เนื้อหาจากบทสรุปของเรื่องราวไม่มีใครสนใจ  แต่หูผึ่ง  ตาลุกวาวจากกาก  คือเรื่องทุบเปลือกไปหาแก่นที่เรียกว่าบทสรุป

     เมื่อเป็นอย่างนี้  จึงไม่แปลกใจเลยที่  "สังคมข่าว"  ชอบนำกากที่เรียกว่า  "บรรยากาศ"  ในที่ประชุม  ครม.มาเป็นเข็มทิศชี้อนาคตรัฐบาลว่า..เห็นท่าจะหนีไม่พ้นยุบสภาฯ

     เพราะนางพรทิวา  นอกจากใหญ่ระดับรัฐมนตรีว่าการพาณิชย์ที่รายล้อมไปด้วย  "ที่ปรึกษาว่าการ"  แล้ว  ในทางการเมือง  เธอยังใหญ่ระดับเลขาธิการพรรค  "ภูมิใจไทย"  อันเป็นพรรคร่วมที่มีเสียงเป็นอันดับสอง  ดังนั้น  เมื่อถูกดึงอ้อยออกจากปากช้างกลางอากาศ  มีหรือที่ช้างจะไม่ฟาดงวงฟาดงา?

     เขามองกันอย่างนั้นนะครับ  แต่ผม...ไม่หรอก  เพราะเหนือนางพรทิวายังมีทั้งนายเนวิน  นายสมศักดิ์  นายชวรัตน์  และอีกหลายบิ๊กในความเป็น  "พรรคภูมิใจไทย"  ฉะนั้น  การแก้แค้นนายกฯ  อภิสิทธิ์ด้วยการทำให้รัฐบาลล่มในระบบเสียงโหวตก็ดี  หรือถอนตัวจากพรรคร่วมก็ดี  ในสถานการณ์ขณะนี้  คนเดือดร้อนมากที่สุด  ไม่ใช่ประชาธิปัตย์  และยิ่งไม่ใช่  "นายกฯ  อภิสิทธิ์"

     ทั้งนางพรทิวาก็ไม่เดือดร้อน  อย่างเก่งก็แค่อดช็อปปิ้งตอนไปตัดริบบิ้นเปิดงานต่างประเทศ  แต่ด้านการทำมาหากิน  เธอไปคุมธุรกิจอาบอบนวดของตระกูลก็ขี้เกียจจะนับเงินรวยเป็นรายชั่วโมง!

     แต่บรรดาเฮียๆ  บิ๊กๆ  ที่ผลุบๆ  โผล่ๆ  อยู่หลังฉากบ้าง  ข้างฉากบ้างนี่ซี  ภารกิจยังไม่บรรลุเป้าหมายหลายโครงการ  จะยอมให้เรื่องแค่นี้เตะกระโถนหกได้อย่างไร  มันก็ต้องยอมสละชิ้นน้อยเพื่อรักษาชิ้นใหญ่ไว้ก่อน  ข้อนี้ธรรมดา

     เฮียมาร์คปะทะเจ๊พร  ไม่มีปัญหาหรอกครับ  เพราะนั่นแค่ดอก-ก้านของคาคบใหญ่ที่เรียกว่าวงประชุม  สัปดาห์หน้าอีกสัปดาห์เดียวสภาฯ  ก็จะปิดสมัยประชุม  ไปเปิดสมัยนิติบัญญัติอีกทีก็เดือนสิงหาโน่น  แต่จะมีสมัยวิสามัญเรื่องงบประมาณในเดือน มิ.ย.

     การเมืองในรัฐบาล  ยังไม่น่าห่วง  แต่การเมืองในถนน  และในสภาฯ-ว่าด้วยเรื่องสมานฉันท์  และการศึกษาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ตรงนี้น่าสนใจ  เพราะอุบัติเหตุเกิดได้ทุกเวลา แต่ถึงอย่างไร  ในยกที่  ๒  อันจะสิ้นยกในกลางเดือนหน้า  นายกฯ  ต้องฟุตเวิร์กให้ดี  โดยเฉพาะตอนปลายยก  คือจากปลายเดือนนี้ไปจนถึงวันที่  ๙  มิ.ย.!

     ผ่านมิถุนาไปแล้ว  ก็ขึ้นยกที่  ๓  ถึงปลายกันยา  จะสามารถอยู่จัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน+๓+๖  ในเดือนตุลาจากที่เลื่อนมาได้หรือไม่  สถานการณ์ปลายกันยาจะเป็นตัวชี้ขาด

     ช่วงนี้ไปต้องคิดอะไรมาก  รีบไปกู้เงิน  ๔  แสนล้านบาทมาเป่าตูดเศรษฐกิจไทยเพื่อไม่ให้หงายท้องด่วนเถอะ!
 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2552