กลับเข้าสู่ “ชีวิตจริง” ภายใต้กฎ “ปฏิทินรายวัน” ของปี พ.ศ.๒๕๕๒ กันตั้งแต่วันนี้แล้วนะครับ การได้ไปเที่ยวนี่ก็ดีอย่าง-เสียอย่าง ที่ดีคือ ตื่นเต้น สดใส-ซาบซ่า ตอนไปเที่ยว
ที่เสียคือซึมเศร้า โหยหาด้วยอาลัย ตอนกลับจากเที่ยว ขวัญเอ๋ย..ขวัญ..ก็กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวไวๆ เถอะนะ จะได้ตั้งหน้า-ตั้งตา สู่ชีวิตใหม่ ใน พ.ศ.ใหม่ กันด้วยใจคึกคักไงล่ะ
บางท่านไม่เคยออกไปสัมผัสกระไอดิน กลิ่นชนบท บางท่าน จากชีวิตชนบทเข้ามาบดชีวิตอยู่ในเมืองกรุง ครั้นถึงปีใหม่ ก็แยกย้ายกันไปในแต่ละถิ่นฐาน และด้วยแต่ละพื้นฐานแห่งชีวิตนั้น
แต่ละท่านไปแล้ว เห็นแล้ว ได้ซึมซับเป็น “แง่คิด-ชีวิตจริง” ติดตัวกลับมาอย่างไรกันบ้างล่ะครับ?
ผมเห็นบางคน “หอบข้าวสาร” จากบ้านนอกกลับมาด้วย ก็อดคิดไม่ได้ว่า “ชีวิตจริง” นั้น ไม่ต้องการอะไรมากมายเลย เพียงปัจจัย ๔ คือ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค และที่คุ้มหัวนอน
แค่นั้นก็ “สุข” แล้ว สำหรับชีวิตพื้นฐาน ก่อนทะยานไปสู่ความมั่งคั่ง!
แต่เพราะ “ระบบรัฐ” ออกแบบให้เราซึ่งเป็นระบบเกษตรไปเป็นทาส “สังคมทุน” ในระบบอุตสาหกรรมเครื่องจักร ชีวิตพวกเราจึงสับสน และที่ดิ้นรนเหนื่อยยาก ก็เพื่อพวกเขา “เจ้าระบบทุน” จะได้พูนสุข
ส่วนพวกเรา กี่ปี-กี่ชาติกันแล้วนี่ ทำงานแทบตาย เหมือนวัว เหมือนควายไถนาให้ระบบทุนอยู่ตามโรงงานบ้าง ตามบริษัทห้างร้านในกรุงเทพฯ บ้าง ข้าวเปลือก-เพชรพลอย เจ้าของเอาไป
ส่วนที่เราได้คือ ฟางกับก้อนกรวด!
คนชาติอื่น-เมืองอื่น ทุกข์ของเขาคือ ไม่มีที่ดินทำกิน และภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยในการเพาะปลูก
ส่วนคนชาติไทยเรา มีที่ทำกินมากมาย ซ้ำภูมิประเทศเอื้ออำนวย แต่อยากเป็นลูกจ้างโรงงานมากกว่าต้องการเป็นเกษตรกรเจ้าของเรือกสวนไร่นาตัว เอง!?
จากการล่มสลายของ “ระบบทุนนิยม” ขณะนี้ ผมอยากให้รัฐบาลนำระบบสหกรณ์ หรือระบบนารวมมาใช้เป็น “ทางรอด” สู่สังคมใหม่ เพราะก็เห็นแล้วว่า คนไทยเราพร้อมที่จะ “รวมตัวกัน” เพื่อกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอเพียงมี “ตัวนำ” ที่ดีเท่านั้น!
การรวมตัวของคน “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” นั่นคือตัวอย่างที่เห็นชัด ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะวางรากฐาน “สังคมเกษตร-สังคมไทย” บริหารจัดการแบบ “นารวม” หรือสหกรณ์ เสียแต่เดี๋ยวนี้
ใน ๑๐ ปีข้างหน้า ชีวิตสังคมไทยจะเข้าสู่ “มาตรฐานใหม่” โดยไม่ยาก!
พูดแค่นี้จะไม่เห็นภาพ แต่ถ้าท่านใดได้ศึกษาแนวทางตามพระราชดำริของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มาโดยตลอด จะเข้าใจ และเห็นได้ชัด ทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ
เอาอย่างนี้ เพื่อความถ่องแท้แต่ละขั้นตอน วันนี้ ผมจะอัญเชิญพระบรมราโชวาท ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการผู้แทนสถาบันเกษตรกรระดับชาติ ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ บริเวณนาสาธิต สวนจิตรลดา เมื่อ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๗ มาให้ท่านทั้งหลายได้น้อมใส่ใจใคร่ครวญ ดังนี้
“ตามที่ได้มา ประชุมกัน รู้สึกว่าได้พบปะกัน และก็ได้ความรู้ ได้เปลี่ยนความรู้ ได้รับนโยบายที่ทางรัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ และก็สามารถที่จะปฏิบัติ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอให้ทุกคนได้ระลึกถึงว่า การที่มารวมกลุ่ม จะเป็นกลุ่มเกษตรกร หรือประมง หรือชลประทาน ในรูปสหกรณ์ ในรูปกลุ่ม ในรูปใดก็ตามนั้น จะต้องมีจุดประสงค์ แล้วก็จุดประสงค์ของแต่ละคนต้องแบ่งดูว่ามีส่วนอย่างไร ในชีวิตของเกษตรกร หรือของคนทุกคน เราต้องแบ่งเป็นสามส่วน
ส่วนหนึ่งคือความเป็น อยู่ประจำวัน ให้มีอาหารกิน มีเสื้อใส่ แล้วก็มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค คือหมายความว่าจตุปัจจัยที่ทุกคนต้องมี ในด้านอาชีพของเกษตรกรต้องมีการเพาะปลูก ในข้อที่สองนี้ การเพาะปลูก หรือการทำมาหากินก็ต้องอาศัยหลักวิชา หลักวิชาตั้งแต่พืชพันธุ์ใดที่สมควร วิธีการใช้ปุ๋ยใช้เครื่องทุ่นแรง คือวิชาการนั่นเอง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิต
ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือ เมื่อทำผลิตผลแล้วต้องสามารถที่จะให้ผลิตผลนั้นเป็นประโยชน์ทั้งในด้าน บริโภคของตนเอง และทั้งในด้านการค้าขาย เพื่อที่จะได้เงินมาบำรุงชีวิตของตน ทั้งสามส่วนนี้จึงสัมพันธ์กันสำหรับทุกคน สามส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ละคนต้องทำมาหากิน แต่ละคนก็จะต้องมีรายได้เพื่อที่จะเลี้ยงตัวเองและครอบครัว การที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันเข้ามา ก็จะทำให้สามารถบรรลุถึงจุดประสงค์นี้ได้อย่างดี แล้วก็ช่วยกันจริงๆ ไม่ใช่เอารัดเอาเปรียบกัน และก็เมื่อมาเป็นสถาบันขึ้นมา มาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น เพื่อผนึกกำลังขึ้นมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของแต่ละคน ก็ยิ่งต้องใช้ความคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่เพียงผิวเผินว่า รวมกลุ่มกันดีแล้ว แล้วก็มาตั้งเป็นสถาบันมีหน้ามีตา แล้วก็เพียงแต่ให้มีหน้ามีตาเท่านั้นเอง ต้องให้ได้ผลจริงๆ
การที่จะให้ได้ผลจริงๆ แต่ละคนจะต้องคิดในด้านหลักวิชา ในด้านความเสียสละเพื่อส่วนรวม ความเป็นอยู่ประจำวันอย่างข้อที่หนึ่งนี้ เท่าที่เห็นมาตั้งแต่โบราณ แต่ว่าเวลาผ่านล่วงมาก็อาจแร้นแค้นเข้าทุกที เท่าที่ฟังดูชาวนาก็มีความเดือดร้อน เพราะว่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่เพิ่งเปลี่ยนแปลงมา แล้วก็อาจไม่ทันต่อเหตุการณ์ คือแต่ก่อนนี้มีที่นาอยู่แล้ว ก็หาเมล็ดพันธุ์หรือเก็บเอาไว้เองมาหว่าน มาทำ ก็พอทำได้ ต่อมา เมื่อวิทยาการมากขึ้น ก็จะต้องลงทุนมากขึ้นเพื่อให้ได้มากขึ้น การลงทุนมากขึ้น แต่ละคนก็ไม่มีเงิน ก็ต้องไปกู้เงินเขามา ไปกู้เงินเขามาทำได้ดี ก็ดีไป แต่ถ้าเสียหายไป ใช้เงินใช้หนี้เขาไม่ได้ ใช้หนี้ไม่ได้ปีหนึ่ง ปีต่อไปก็ยิ่งต้องทบใช้หนี้มากขึ้น ในที่สุดก็ล่มจมกันไป อันนี้ทำให้ความเป็นอยู่ลำบาก
แต่ว่าถ้าสามารถที่จะคิดดีๆ การเป็นอยู่ช่วยกัน ร่วมแรงกัน ก็จะไม่เป็นเช่นนั้น ตามธรรมดาแต่ละคนทำของตัวก็ไปกู้หนี้เขามา แล้วก็ผู้ที่ให้กู้ก็เอาอาหารที่ใช้ประจำวันมาให้ แล้วก็อยู่ในเงินที่กู้ แม้แต่ข้าวเอามาให้เพื่อที่จะยังชีพอยู่ ลงท้ายก็คิดบัญชี ในที่สุดเกษตรกรไม่สามารถที่จะใช้หนี้ ก็กู้เขาเพิ่มเติม ก็ติดหนี้นุงนังไปจนกระทั่งที่ดินที่มีจะต้องตกเป็นของผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ แล้วก็ไม่มีทางที่จะทำให้เป็นอิสระขึ้นมา
ถ้าคิดดีๆ แล้วก็ร่วมแรงกัน พยายามคิดให้มีชีวิตที่อยู่ในขอบเขตของกำลังของตัวแล้วเสริมกำลังเพิ่มขึ้น ไปก็จะบรรลุ ฉะนั้น การที่จะรวมกลุ่มแล้วก็จะต้องคิดถึงข้อนี้เป็นอันดับแรก ที่จะช่วยกันเพื่อหาทุนในการผลิต และทางราชการที่ท่านรัฐมนตรีพูดถึงว่าจะให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่สูงอันนี้ ก็เป็นทางที่จะทำให้ฐานะของเกษตรกรดีขึ้น แต่ก็ต้องร่วมมือกัน แล้วตอนแรกก็ต้องประหยัด ต้องพยายามที่จะไม่ให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป
ในเรื่องของวิชาการก็เช่นเดียวกัน สมัยนี้เขาใช้เครื่องมือทุ่นแรง เขาใช้ปุ๋ย เขาใช้วิชาการ แต่ว่าวิชาการเหล่านี้มันก็แพง ฉะนั้น ถ้าพยายามที่จะปฏิบัติให้อยู่ในขอบเขตของกำลังเสียก่อน แล้วก็ค่อยเสริมสร้างขึ้นมา ให้ค่อยๆ มีวิชาการมากขึ้น ก็จะมั่นคง ในด้านการตลาด การขายก็เช่นเดียวกัน ที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่า จะให้จนกระทั่งถึงการค้าภายนอก หมายความว่ากลุ่มจะขายจะส่งผลผลิตไปนอก เป็นการตัดคนกลางนั้น เป็นจุดประสงค์ที่เคยพูดกับกลุ่มชาวนาเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ว่าสมควรที่จะทำเพื่อตัดคนกลาง แต่กิจการนี้ต้องระมัดระวังที่สุด เพราะว่าผู้ที่ผลิตเป็นผู้ส่งออกนั้น หลักการถูกต้องดี เพราะว่าผู้ที่ผลิตนั้นน่ะสมควรที่จะได้รับประโยชน์ แต่ว่าถ้าผู้ผลิตนึกว่าเป็นผู้ส่งออกไปนอกได้ ก็เป็นสิ่งที่ยากเหมือนกัน เพราะว่าการส่งไปนอกต้องมีวิชาความรู้ ต้องรู้จักตลาดนอก ไม่ใช่ดูถูกเกษตรกร แต่ว่าทุกคน คนเราไม่มีความรู้รอบตัวทุกอย่าง แม้จะเป็นคนที่วิเศษที่สุดก็ไม่มีความรู้รอบตัวทุกอย่าง ต้องมีผู้ที่มีความรู้ในด้านการค้าภายนอกมาช่วย
แต่ว่าผู้ที่มีความรู้ในการค้าภายนอกมาช่วยนั้น บางทีเป็นพ่อค้าซึ่งถือประโยชน์ของตน เรามารับเข้ามาในกลุ่มเกษตรกร ผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรแท้ แต่มาช่วยเป็นผู้ที่จะค้าภายนอก เป็นคนละประเภทกัน เขาก็ต้องถือประโยชน์ของเขา ลงท้ายพ่อค้าที่มาแต่งตัวเป็นเกษตรกรกลายเป็นผู้ที่ได้กำไร และผู้ที่ได้อภิสิทธิ์ เพราะว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรด้วย ถือว่าเป็นกลุ่มเกษตรกร ก็ไปหาท่านปลัดกระทรวง ไปหาท่านรัฐมนตรี บอกว่าเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรขอกู้เงินในอัตรา ๒% ขอส่งสินค้าไปต่างประเทศโดยสะดวก เพราะว่าเป็นกลุ่มเกษตรกร แต่แท้จริงกำไรผลประโยชน์อยู่ที่พ่อค้า ไม่ได้อยู่ที่เกษตรกร มาอิงกลุ่มเกษตรกร พูดอย่างนี้อาจไม่เพราะ แต่ว่าเป็นความจริง
ฉะนั้น กลุ่มเกษตรกรจะเป็นสหกรณ์ จะเป็นกลุ่ม จะเป็นสมาคมก็ตาม ผู้ที่เป็นผู้ผผลิตแท้ๆ ผู้ที่ทำงานกับดินแท้ๆ ต้องสังวรไว้ ต้องระมัดระวังไว้ แล้วรวมกำลังกัน ไม่เห่อไม่เหิม ไม่เห็นในการวิชาการก้าวหน้ามากในการค้าที่จะดูเป็นการค้าอย่างชั้น...เรียก ว่าชั้นสูงมากเกินไป ก่อนที่จะมีแรง มีกำลังที่จะปฏิบัติโดยแท้ ต่อไปเมื่อฝึกฝนตนเอง เมื่อได้ปฏิบัติเป็นปึกแผ่น และสามัคคีกันจริงๆ จึงจะทำได้
ฉะนั้น ที่มาประชุม มาแลกเปลี่ยนความคิดนี้ ก็คงเป็นก้าวต่อไป ไปสู่ความปึกแผ่น ความมั่นคงของเกษตรกร ซึ่งทุกคนต้องการ ประชาชนทั่วประเทศมีเกษตรกรมากมายเป็นส่วนใหญ่ และก็ที่เขาบอกว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของประเทศก็เป็นความจริง แต่ชาวนาฟังแล้วอย่าไปเห่อเหิม แล้วก็ลงท้ายจะกลายเป็นเครื่องมือของชนหมู่น้อยที่จะมาทำงานบนหลังของชาวนา นั่นเอง
ฉะนั้น ก็ขอให้ผู้ที่เป็นเกษตรกรแท้ๆ ที่ทำงานกับดินแท้ๆ ได้พิจารณาฝึกฝนตนเองให้รู้จักความจริง จะเป็นประโยชน์ เป็นผลดีแก่ตนและแก่เพื่อนฝูงเกษตรกรทั่วไป ในที่สุดก็จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง เพราะว่าประชากรซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีความก้าวหน้า มีความมั่นคงได้ ฉะนั้น ทางราชการเดี๋ยวนี้ ก็ท่านทั้งหลายที่เป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวง เป็นรัฐมนตรี ก็มีความปรารถนาดีทั้งนั้น ที่จะให้ประเทศชาติมั่นคงพร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้วยวิชาการ ด้วยการช่วยในด้านบริหาร และในด้านชีวิตประจำวัน ก็เป็นนิมิตดีที่มาประชุมกัน และให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน และขอให้พิจารณาโดยรอบคอบ และก้าวไปอย่างระมัดระวัง ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว บ้านเมืองจะมีความเจริญ ประชาชนทั่วไปจะมีความอยู่ดีกินดีโดยแท้
เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ทั้งฝ่ายกลุ่มต่างๆ ซึ่งตั้งขึ้นมาเป็นสถาบันได้พิจารณา และปฏิบัติงานต่อไป เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของตนและบ้านเมือง ก็ขอให้ข้าราชการได้ร่วมมืออย่างเต็มที่ด้วยหลักวิชา ด้วยการให้ความรู้ วิทยาการ และในด้านบริหารให้ดี การพบปะในวันนี้ ก็ทำให้มีโอกาสจะพูดอะไรที่อยู่ในใจมานานแล้ว ก็ขอให้ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกัน ก็จะเป็นความพอใจอย่างยิ่ง ความสุขอย่างยิ่ง ที่จะเห็นความเจริญแก่เกษตรกรทุกๆ คน”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗ เหมือนพระองค์ทรงมีญาณหยั่งรู้ว่าในอีก ๓๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไร แบบไหน พระองค์จึงทรงพร่ำสอน-พร่ำชี้แนวทางไว้ให้ แต่-แต่ละรัฐบาลก็เพียงขาน “รับด้วยเกล้าฯ” แล้วก็กองไว้ตรงนั้น ถึงวันนี้ก็ยังไม่สาย แนวทางตามพระราชดำริยังคงล้ำสมัย ซึ่งถ้าไม่ไปทางนี้..ไม่รอดจริงๆ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 มกราคม 2552

