รหัสโฟนอิน “ทักษิณถึงที่ตาย”

ส.ส.ร.๓ เห็นท่าจะแท้งเสียแล้วหละครับ เพราะดูท่าที “โฟนอิน” จะกลายเป็นของแสลงพรรคร่วม ฉะนั้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่รัฐบาลร่างทรงทักษิณยก ส.ส.ร.ตบตา จะเอาเข้าสภาฯ พุธที่ ๕ พ.ย.นี้ “เห็นทีจะมีปัญหา” อาการอย่างนี้ ไม่เพียงบ่งบอกว่า “ส.ส.ร.๓ ตั้งไม่ได้” เท่านั้น ยังเป็นสัญญาณถึงว่า “สถานภาพรัฐบาล” น่าเป็นห่วง!

แต่นี่ก็ยังไม่น่าห่วงเท่าเรื่องเหลวไหล-บัดซบ ที่จะมีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ “นักโทษหนีคุก” ที่ชื่อทักษิณ ซึ่งคิดๆ ดูอีกด้านก็ชักเห็นจริง คือเห็นจริงในคำพูดที่โบราณท่านว่า

เมื่อถึงคราววิบัติ มันก็มีเหตุให้เป็นไป!

นี่ไม่ทันไรเลย “หางโผล่” เสียแล้ว คือเขาสงสัยกันว่า การจัดงานชุมนุมคนเสื้อแดงที่ราชมังคลากีฬาสถานเมื่อ ๑ พ.ย. และมีการโฟนอินของทักษิณนั้น ทั้งหลาย-ทั้งปวง เป็นการ “จัดฉาก-วางแผน” กันมาล่วงหน้าทั้งสิ้น

เพื่อโยงมาสู่ “สิ่งที่ต้องการ” คือ ปลุกกระแส “สร้างกองกำลัง” เป็นกำแพงมวลชนหนุนหลัง

ล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ “นักโทษหนีคุก” ที่ชื่อทักษิณ!

แล้วความสงสัยนั้นก็เป็นจริง เพราะพวกทาสสวามิภักดิ์ทักษิณขมีขมันทำกันแล้ว แถมนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะปฏิเสธไม่ได้ว่า “ไม่รู้เห็นเป็นใจ” เพราะปล่อยให้สถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ โหมประโคมต่อเนื่อง

ทั้งข่าวเก่า-ข่าวใหม่ นำมาฉายจอ “ยอวาที” อสัตยชนต่ำชั้นกันหยดย้อย ชนิดหมดยางอาย!

ก่อนอื่น ผมจะบอกให้ ทักษิณเป็น “นักโทษ” หนีคุก ส่วน ส.ส.ถือว่าเป็นข้าราชการ การที่ข้าราชการ และการที่สมาชิกสถาบันนิติบัญญัติ ไปเกลือกกลั้ว ซ่องเสพอยู่กับคนหลบหนีอาญาแผ่นดิน มีการกระทำช่วยเหลือ และปกปิดแหล่งหลบซ่อน

นี่ก็มีความผิดอยู่แล้ว!

แต่นี่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะพรรครัฐบาล กลับกระทำการเชิดชู-ยกย่อง “โจรแผ่นดิน” ที่มีพฤติกรรมหยามหมิ่นสถาบันเบื้องสูง หมิ่นสถาบันศาล และกระด้างกระเดื่องต่อกฎหมายและอาญาแผ่นดิน

เชิดชูให้คนทั้งในและนอกประเทศ หลงผิด-หลงเชื่อว่า “โจรแผ่นดิน” ที่ชื่อทักษิณนี้ แท้จริงแล้ว “เป็นคนดีของแผ่นดิน”

แต่ถูกศาลยัดเยียดความผิด ถูกชนชั้นสูงผู้มีอภิสิทธิ์อิจฉาในความดี จึงถูกกลั่นแกล้งจนต้องหนีซมซานไปอยู่นอกประเทศ

นี่เป็นผิดซ้ำสองของ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน อันเป็นพรรครัฐบาล!

ส่วนผิดซ้ำสาม คือ รัฐบาล-โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใช้ภาพลักษณ์ “กรมประชาสัมพันธ์” ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวฟอกพี่เมียให้เป็น “ข่าวสารทางราชการ” ที่ประชาชนไม่เชื่อก็จำต้องรับฟัง

“ทักษิณเป็นดี แต่ถูกศาลยัดเยียดคุกให้”

ศาลไทยเป็น “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”

ศาลไทย มีระบบ ๒ มาตรฐาน

นี่คือข้อความบิดเบือน-ใส่ร้ายจากทักษิณที่หน่วยงาน “กรมประชาสัมพันธ์” ขมีขมันประกาศเผยแพร่เป็น “ข่าวสารทางราชการ” จากรัฐถึงประชาชน

การตัดสินของศาล เป็นการตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย การที่ทักษิณพูดเช่นนั้น ชัดเจนคือ “หมิ่นสถาบันศาล” และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ถือได้ว่าเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว นับจาก ๒ แถลงการณ์ ๑ โฟนอิน

และประโยคที่ยอกแสลงใจกันอยู่ในเวลานี้ คือประโยคที่ทักษิณโฟนอินให้คนเสื้อแดงนับแสนในราชมังคลาฯ คุคลั่ง

“ไม่มีใครจะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ”

อื้อฮือ..ผมฟังแล้วก็สะอึก ทักษิณปฏิเสธอำนาจทุกระบบ-ทุกสถาบันในเมืองไทย แล้วยกตนตีเสมอ

-ด่าศาลว่า ยัดเยียดคุกให้

-ด่าศาลว่า เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม

-ด่าศาลว่า ใช้ระบบ ๒ มาตรฐาน

-ด่าศาลว่า ตัดสินให้ผิดเพราะเห็นเขาเป็นนักการเมืองที่พบความสำเร็จ

เมื่อด่าสถาบัน-องค์กรในบ้านเมืองหนำใจแล้ว ก็จบลงด้วยคำว่า “ผมและครอบครัวมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้”

นี่คือสันดานทักษิณ ที่กำลังโหมประโคมว่ามีบ้านป่า-เมืองดิบในย่านแอฟริกากำลังแย่งกันเชิญเขาไปอยู่ และก็คงแอบจิตคิดไว้แล้วว่า

“จับพลัด-จับผลู ก็ซื้อเก้าอี้เป็นประธานาธิบดีที่แอฟริกานี่ก็ได้วะ”!?

ทักษิณจงรักภักดีอย่างปากพูดจริงหรือ?

ทักษิณมีการกระทำเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจริงหรือ?

ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องตอบ แค่ศึกษาจากพฤติกรรม และจากคนรอบตัวเขาก็พออนุมานได้

ก็ไม่ต้องอะไรมาก ดูจากประโยคที่ยกมาให้เห็นข้างบนนั่น ฟังแล้วสะท้อนความรู้สึกตัวตนทักษิณออกมาได้แล้วว่า

ทักษิณเหิมเกริม อาจเอื้อม ยกตนเทียมเจ้าขนาดไหน!!

และการที่พูดว่า “ไม่มีใครเอาผมกลับมาได้หรอก...” นั้น เป็นวาจาฟังแล้วนับว่าระคายต่อเบื้องพระยุคลบาทมากทีเดียว!

ทักษิณ ..คุณเป็นอดีตนักเรียนนายร้อย อดีตนายตำรวจ และอดีตนายกรัฐมนตรี คุณไม่ใช่คนถ่อย คนเถื่อน คนไร้การศึกษา คุณย่อมรู้กฎระเบียบ แบบแผนในการบริหารราชการแผ่นดิน

ศาลตัดสินในพระปรมาภิไธย คุณก็ด่าศาล และไม่ยอมรับคำตัดสินใดๆ ทั้งที่เวลาต่อสู้คดีในศาล คุณก็มีทนายแทนตัวทุกคดี แต่คดีไหนแพ้-ก็ด่าศาลว่า ๒ มาตรฐานบ้างละ ยัดเยียดคุกให้บ้างละ

แต่คดีไหนชนะ คุณก็ชมว่าศาลให้ความเป็นธรรม!

และที่สำคัญ ในรอบ ๖ ปี นับแต่ที่คุณเป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นนักโทษหนีคุก คุณนั่นแหละ “พึ่งอำนาจศาล” ด้วยการฟ้องร้องเอาผิด-เอาโทษคนอื่นเขามากที่สุดในบรรดานักการเมืองทั้งหมด

ขนาดตัวหนีไปอยู่นอกประเทศ ยังสั่งให้ทนายเที่ยวฟ้องเอาคนโน้น-คนนี้เป็นจำเลยต่อศาลไม่หยุดไม่หย่อน

ก็ไหนว่าศาลเป็นกระบวนการยุติความไม่เป็นธรรม ศาล ๒ มาตรฐาน ในเมื่อตัวเองไม่เชื่อในสถาบันศาล แล้วยังใช้ศาลเป็นเครื่องมืออยู่ทำไม?

คำพูดกับการกระทำของคุณ มันขัดแย้งกันทุกอย่างเสียจริงๆ!

ก่อนที่ผมจะชี้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำว่า “นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน” ผมจะยกความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาให้ใคร่ครวญก่อน ดังนี้

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

นี่แหละ..คุณเป็นนายกฯ มาแล้ว จะตอบว่าไม่ทราบในเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจผ่านทางรัฐสภา ทางศาล และทางคณะรัฐบาลไม่ได้

ทักษิณ ..คุณก็ทราบใช่มั้ยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทรงใช้พระราชอำนาจทั้ง ๓ นั้นโดยพระองค์เอง ยังไงก็ต้องทราบ เพราะคุณเคยเป็น “ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” มาก่อน

ฉะนั้น ไม่ใช่เอะอะก็ “จัดฉาก” ดึงประชาชนเป็นกำแพงหลัง กูพอใจจะทำยังไงกูก็จะประกาศตรง-ทำตรง เหมือนอย่างที่เตี๊ยมกันไว้ตามประกาศ “ถวายฎีกา”

นั่นเป็นการเบ่งกล้ามให้คนทั้งประเทศ-ทั้งโลกเห็นว่า ใครก็ไม่อยู่ในสายตา ใครก็ไม่มีความหมาย...

สำหรับ “ทักษิณ” ต้อง “ในหลวง” พระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะเอาทักษิณกลับประเทศได้!

และนอกจากในหลวงแล้ว ผู้ที่จะมีอำนาจเสมอเหมือนในการเอาทักษิณกลับได้ ก็คือ “พลังประชาชนคนเสื้อแดง” ในสนามราชมังคลาฯ ในคืนวันที่ ๑ พฤศจิกายนนั้น เท่านั้น!

นี่..มันบังอาจ เหิมเกริม ยกตนเทียมเจ้า แถมยกเอา “พลังคนเสื้อแดง” ในคืนนั้นเป็นอำนาจต่อรอง ซึ่งไม่เคยปรากฏว่า จะมีใครกล้าบังอาจกระทำเยี่ยงนี้มาก่อน

“บารมีที่จะทรงมีพระ เมตตา” วันนี้สมุนในพรรคพลังประชาชน ก็แปรความหมายประโยคนั้นสู่การปฏิบัติชัดเจนแล้ว “บารมีที่จะทรงพระเมตตา” คือ ทักษิณจะต้องได้รับพระราชทานอภัยโทษ

ทักษิณคนที่เคยประกาศในอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ต่อคนแท็กซี่เมื่อ ๒๕ ธ.ค.๔๘ ด้วยประโยคว่า

“ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี”

ทักษิณ คนที่ประกาศหน้าจอในรายการ “ทักษิณพบประชาชน” เมื่อ ๔ ก.พ.๔๙ ว่า “ถ้าพระเจ้าอยู่หัวกระซิบรับสั่งกับผมคำเดียว ทักษิณออกเถอะ รับรองกราบพระบาทออกแน่นอน”

ทักษิณ คนที่ขยายรูปตัวเองขนาดใหญ่ในชุดเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แล้วให้ติดตามถนน และตามสถานที่ราชการทั่วประเทศ

ทักษิณ ที่ไปไหน-มาไหน ให้ประชาชนคอยโบกธง “ทรงพระเจริญ” ต้อนรับ ทักษิณที่เขียนชื่อตัวเองไว้ในธงชาติไทย โบกสะบัดอวดแฟนในสนามแมนฯ ซิตี และในความเป็นทักษิณผู้จงรักภักดีด้วยองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ยังปรากฏว่าข้าทาสบริวารที่คอยก่อการ-ก่อกระแสให้ แม้กระทั่งในงาน “ล่ารายชื่อถวายฎีกา” ก็ประกอบด้วย

นายวีระ อดีตนักโทษหมิ่นสถาบันเบื้องสูง นายจักรภพ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง นางดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง นายสุชาติ นาคบางไทร ผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

ยังไม่นับตามเว็บไซต์ต่างๆ อีกมากมาย!

การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น “ทำได้” แต่ทุกอย่างมีกฎระเบียบ มีขั้นตอน ไม่ใช่เป็นนักโทษหนีคุกนอนกระดิกตีนอยู่นอกประเทศ แล้วทางนี้ บรรดาขี้ข้ามักครอก ก็กรอกแบบฟอร์มแทนนักโทษที่ไม่เคยสำนึกในผิด

การที่รัฐบาลหนุนหลังให้ “โจรแผ่นดิน” ผู้เหยียบระบบประเทศ ประกาศเงื่อนไขการกลับ ๑.ในหลวงทรงให้กลับ หรือ ๑.๑ พลังประชาชนเสื้อแดงให้กลับ ผมบอกได้คำเดียวว่า การที่กล้ายกเอาประชาชนเป็นโล่ไปต่อรองได้ปานนี้ เห็นที “คราวิบัติ” ของอสัตยชน ผู้เผยอตนเทียมฟ้า มาถึงแล้ว คิดหรือว่า กองทัพทนได้ พรรคร่วมทนได้ และประชาชนคน “ทุกสีเสื้อ” จะทนได้..สมชาย เตรียมรับ “ป้ายประหาร” ไว้ด้วย.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551