ผมไม่รู้หรอกครับว่า “จะมีอะไรเกิดขึ้น?” แต่รู้สึกว่า หมู่นี้บรรยากาศบ้านเมือง “ภายในลึกๆ” มีอะไรเคลื่อนไหวชอบกล และชอบกลแบบไหน ผมก็ตอบไม่ถูกอีกแหละ เพียงแต่สัญชาตญาณสัมผัสบอกว่า “ในด้านที่เป็นคุณ” เท่านั้น
ไม่ต้องเดาเรื่อง “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” นะครับ เพราะนั่นไม่ใช่ “เรื่องเป็นคุณ”
ความจริงเรื่องปฏิวัติ-รัฐประหารที่พูดกันตอนนี้ มันไม่มีเค้ามูล-เค้าเงื่อนอะไร หากแต่ถูกฝ่าย “จาตุรงคบาททักษิณ” วีระมั่ง จตุพรมั่ง ณัฐวุฒิมั่ง จาตุรนต์มั่ง สร้างเป็นเงื่อนไขเพื่อโปรโมตงาน “เชิดชูทักษิณ” ให้มีสีสันขึ้นเท่านั้น!
ที่ปิดทองใส่หน้าว่า “ต่อต้านรัฐประหาร”..ขอโทษ ตุ๊ย!
จาตุรนต์เอ๊ย ตัวหนังสือบนเสื้อแดงที่ใส่น่ะ มันประจานความเป็นนักการเมือง “ต่ำมาตรฐาน” ที่น่าละอายที่สุด
คนระดับคุณน่ะ ถ้ายังเข้าใจว่าการใช้อำนาจหยาบช้า-โกงกินของทักษิณระหว่างเป็นนายกฯ นั่นคือประชาธิปไตย และใครที่มาต้าน และปราบปรามการโกงกิน คือเผด็จการ
การเข้าถึง-เข้าใจ ด้วยวิสัยแยกแยะ “เผด็จการ-ประชาธิปไตย” ตามสันดานพาไปแบบนี้ ก็จะนำแต่ความอัปปรีย์-จัญไรมาสู่ตัวเอง และสังคมสถานเดียว!
คนบ้านเลขที่ ๑๑๑ ทั้งหมดนั้น ใช่ว่านักการเมืองคนไหนอยู่ในจำนวนนี้แล้วจะเป็น “นักการเมืองเลว” ไปเสียทุกคน หากแต่หลายๆ คนเขาตกอยู่ในสภาพ “ปลาร่วมข้อง” ที่ต้องหมองไปด้วยเท่านั้น
แต่จากบทบาทของนายจาตุรนต์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๑๑ คนนั้น คุณรู้มั้ย..การกระทำที่นึกว่าโก้ ทำเป็นฮีโร่โชว์นายนั้น ความน่ารังเกียจด้วยไร้วุฒิภาวะในตัวคุณ ทำให้คนอื่นๆ ในบ้านเลขที่ ๑๑๑
พลอยถูกเหมาว่า..มันก็น่ารังเกียจเหมือนจาตุรนต์?
มาพูดถึงเรื่องที่เขาจะเกณฑ์คนเป็นแสนใส่เสื้อแดงมาให้เต็มสนามกีฬาในวันที่ ๑ พฤศจิกา กันบ้าง ส่วนตัวผมก็ว่าดี ใครมาถามผม ผมก็บอกว่าดีทุกรายไป เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้
การจัดงานด้วยคนเป็นแสนๆ ผมถือว่าเป็นคุณต่อประเทศชาติ เพราะเป็นการอัดฉีดสภาพคล่องสู่ระบบอย่างหนึ่ง แถมเป็นการกระจายรายได้ ถึงตัว-ถึงมือ-ถึงปาก ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคโดยตรง ยิ่งการท่องเที่ยวจากภายนอก “จอดสนิท” เรามาช่วยกันติดเครื่องภายใน ให้วงจรการอยู่-การกินมันลื่นไหล ถ่ายเทไปทางโน้น ทางนี้บ้าง ก็ถือเสียว่า “โยกสล็อตมาช่วยชาวบ้าน”!
ก็คิดดูซีครับ สมมุติเกณฑ์มา ๑๐๐,๐๐๐ คน ข้าวมื้อแรกก็ ๑๐๐,๐๐๐ กล่อง เสื้อแดง ๑๐๐,๐๐๐ ตัว น้ำดื่ม ๑๐๐,๐๐๐ ขวด ไม้จิ้มฟัน ๑๐๐,๐๐๐ ดุ้น กระดาษเช็ดก้น ๑๐๐,๐๐๐ แผ่น ตีนตบ ๑๐๐,๐๐๐ ตีน
รถที่ขนมาอีกตะหาก ซึ่งต้องเป็นรถปรับอากาศเย็นจนขนหัวตั้ง แสนคนนี่ ไม่รู้ว่าต้องใช้กี่ร้อย-กี่พันคัน วิ่งถึงไหน แวะปั๊มไหน เป็นต้องกระจายความรวยด้วยการใช้จ่ายเรี่ยราดถึงนั่น
คิดง่ายๆ แค่นี้ เงินจากกระเป๋าเครือข่ายทักษิณจะถ่ายมาอัดฉีดสู่ระบบเท่าไหร่ และการบริโภคนั้น มันจะฉุดกระบวนการผลิต กระบวนการจ้างงานเป็นลูกโซ่อีกเท่าไหร่?
จากโรงงานทอผ้า มาโรงงานตัดเย็บเสื้อ เรื่อยไปจนถึงชาวไร่-ชาวนาที่ผลิตข้าวมาเป็นข้าวกล่อง ยังไม่นับโรงงานไม้จิ้มฟัน กิจการที่พัก กิจการโรงแรม และกิจการอ้อยคั่ว-ถั่วควั่น ลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกย่าง รอบๆ งานรวมพลคนรักทักษิณที่จะขายได้ในวันนั้น
โฮ้ย..คิดแล้ว อยากจะกราบตีนทักษิณ ให้โฟนอินมาวันละ ๓ รอบ เช่าสนามราชมังคลาฯ จัดซัก ๓ เดือนติดต่อกัน รับประกัน GDP ดีดกลับไปที่ร้อยละ ๕ แน่ เป็นการขายผ้าเอาหน้าลูกน้องท่านอย่าง “นายโอฬาร-นายสุชาติ” รอดไปได้มื้อหนึ่ง!
ฉะนั้น ใครที่กลัวนัก-กลัวหนา เปลี่ยนใจกลับมา “ขอบคุณทักษิณ” เขาเถอะ ขอให้มากันมากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าเกณฑ์มาได้น้อย อย่างนี้ต้องเบิ๊ดกะโหลกเจ้า ๓ เกลอนั่น โทษฐานทำฝันให้ไม่เป็นจริง
และที่กลัวทักษิณจะโฟนอินเข้ามาฮัลโหลพ่อยก-แม่ยกเสื้อแดงในคืนวันที่ ๑ พฤศจิกา นั้น ไม่ทราบว่าไปเอาเหตุผลตรงไหนมากลัว เพราะเห็นสกัดกั้นกันจัง?
ทักษิณอมพระธรรมกายมาพูดหรืออย่างไร ใครฟังโม้แล้วจะได้งุนงง-งมงายเคลิ้มตามไปหมด?
ปล่อย ให้เขา “ออกลายมาเลย” ดีกว่าครับ มีลายรุ่นใหม่ แบบไหน จากลอนดอนจะอวดคนไทย ก็ให้เขาปล่อยลายมาได้เต็มที่ “เราจะได้รู้เขา” ซึ่งดีเสียอีก จะได้ประเมินจากสถานการณ์จากของจริงได้ว่า
ณ วันนี้ ทักษิณ..เหลือราคาเท่าไหร่?
คนไทยก็คือคนไทย ใครจะมาแบ่งเอาคนไทยไปเป็น “ไทยทักษิณ” ไม่สำเร็จหรอกครับ ผมอยากจะถามว่า ใครว่าทักษิณฉลาด ใครว่าทักษิณหลอกพี่น้องอีสานมาเป็นบริวารการเมืองได้?
คิดผิดทั้งเพ ทักษิณตายวันนี้ และอาจต้องเป็นผีอยู่เมืองนอกก็เพราะ “โง่กว่า” พี่น้องชาวอีสาน และนักการเมืองอีสานโดยแท้
ความจริง “นักการเมืองหน้าโง่” แต่หลงเข้าใจว่าตัวเองฉลาดกว่า ต้องตายเพราะ “พี่น้องอีสาน” ไปมากต่อมากแล้ว!
ทำไมผมจึงพูดอย่างนี้ ก็ดูซีครับ..นายกรัฐมนตรีคนไหนก็ได้ ไปเหยียบอีสานไม่ว่าจังหวัดไหน ด้วยวัฒนธรรมประเพณี และด้วยมรรยาทจากจิตใจดีงาม ชาวบ้านจะจัดพิธีต้อนรับใหญ่โต
ผูกข้อมือหลามไหลยาวขึ้นไปถึงหลังไหล่โน่น
เวียนกันเอาผ้าขาวม้าหลากสีมาผูกตั้งแต่เอวยันหัว!
หมอบราบกราบกราน จะพูดอะไร ว่าอะไร ชาวบ้านรับว่าใช่ทั้งนั้น พวกนักการเมืองที่ไม่เคย ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมน้ำใสใจจริงของเขา ก็เคลิ้ม-ด้วยหลงเข้าใจไปว่า
บารมีเราลื่นเหลือล้น-ทนเหลือหลาย กลายเป็นเทพทักษิณอวตารที่มีชาวอีสานยอมเป็นสาวก!
แล้วก็ “เสร็จ” ทุกราย โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นสะเต๊ะไปล่าสุด!
ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหม “ใครโง่กว่าใคร” และ “ใครหลอกใคร” ระหว่างทักษิณกับพี่น้องชาวอีสาน?
“รดน้ำรากหญ้า” ก็เชิญรดไปซี
แต่โปรดเข้าใจ ยอดเขาว่าสูง แต่ที่สูงกว่ายอดเขาคือยอดหญ้า และผู้ที่สามารถยืนเหยียบอยู่เหนือยอดหญ้าอีกที มีเพียงผู้เดียว คือ
“พระเจ้าแผ่นดิน” หรือ “ในหลวง” ของปวงชนชาวไทยเรา!
ฉะนั้น เราอย่าไปตีค่า ประเมินราคาพี่น้องรากหญ้าชาวเหนือ-ชาวอีสานผิดๆ เพราะด้วยการตีค่าผิดๆ นั่นแหละ จะเป็นตัวผลักไส “ความภักดี-จริงใจ” ด้วยทำให้เขาต้องคิดฉงนเพราะไม่เข้าใจว่า
“ทำไม..แค่มีคน ‘จ้างงาน’ ให้สวมเสื้อแดง นั่งรถฟรี-กินฟรี-อยู่ฟรี แถมมีพ็อกเกตมันนี่อีกตะหาก ให้มาเที่ยวกรุงเทพฯ จึงถูกรังเกียจและถูกกีดกันว่าคลอนแคลนจากสถาบันเหนือหัวไปบูชาทักษิณ?”
เพราะรัฐบาล โดยข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นั่นแหละ “ไม่เข้าใจ” วิถี-พื้นฐาน ทัศนวิสัยประชาชนในพื้นที่ จึงมีการปฏิบัติการที่คล้าย “ผลักไส” ไม่ทำตัวเป็น “ขอนใหญ่” ของรัฐให้ประชาชนเกาะ
จึงเป็นเหตุให้ ประชาชนจำเป็นต้อง “เลือกข้าง-เลือกฝ่าย” เพราะในสังคมกว้าง ไม่มีใคร-ในนามว่าประชาชน จะลอยคอว่ายน้ำอยู่ได้ โดยไม่ตะกายหาขอนเกาะ!
นี่คือ “ความเป็นจริง” ที่ระบบรัฐวันนี้ พยายามผลักไส “ไม่ให้เป็นจริง” ทั้งที่ตามธรรมชาติ..มันเป็น!
ขบวนการเสื้อเหลือง กำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายตามแนวทางของเขา
ขบวนการเสื้อแดง ก็กำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายตามแนวทางของเขา
ขบวนการกองทัพ ก็กำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายตามแนวทางของเขา
องค์กรสังคม ก็กำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายตามแนวทางของเขา
กระทั่งล่าสุด...
รัฐบาลน้องเขยแม้ว “นายกฯ สมชาย” ก็กำลังเปลี่ยนเข็มขับเคลื่อนสู่เป้าหมายตามแนวทาง..ใหม่ล่าสุด!
อะไรคือ “แนวทางใหม่” ของนายกฯ สมชาย?
ผมไม่ทราบ เผอิญผมอ่านข่าว “ผู้จัดการออนไลน์” วานนี้ เขาลงไว้อย่างนี้ ลองอ่านดูนะครับ
๒๙ ต.ค. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการแถลงผลประชุมเชิงปฏิบัติการบูรณาการกองทุนหมู่บ้านและชุมชน เมืองแห่งชาติ “หนึ่งตำบล-หนึ่งผลิตภัณฑ์” และ SML โดยหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท ๑ แผ่น ขึ้นมาอ่านว่า
จากการรับฟังโทรทัศน์ ๒-๓ วันมานี้ คิดว่าบ้านเมืองเราตอนนี้มีปัญหาเรื่องความขัดแย้ง เรื่องอะไรต่ออะไรอยู่พอสมควร แต่โชคดีที่เรามีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองออกมาช่วยแสดงความเห็น แสดงความคิดต่างๆ อย่างเช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกมาพูดให้เราสมัครสมานสามัคคี ให้มีความอดทน อดกลั้น และเสียสละ ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะถือปฏิบัติได้ และจะทำให้สังคมของเราไม่ต้องมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ต้องมีปัญหาขัดแย้งกัน คำว่าเสียสละเป็นการเสียสละในบ้านเมืองเพื่อส่วนรวมทุกคน ผมเข้าใจว่าท่านหมายความว่าอย่างนั้น
ถัดมาผมได้ฟัง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาฯ มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งท่านออกมาให้ความเห็นที่ดี การที่เราจะมีการสานเสวนา และหาทางออกที่จะปรองดองกัน ให้มีการพูดเจรจา มีสันติวิธีต่อกัน ลดการเผชิญหน้า ผมคิดว่าอันนั้นคือทางออกที่เราจะไปสู่ความสงบสุขด้วยกัน การที่ผู้หลักผู้ใหญ่ออกมาแสดงความเป็นห่วง เพราะต้องการให้เราได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งรัฐบาลเองคิดว่า ตรงนี้เป็นแนวทางที่เราอยากถือปฏิบัติ และเมื่อมีความสงบสุขแล้ว เราจะได้มาช่วยกันดูแลให้พ่อแม่พี่น้องมีสติ มีสมาธิ ในการช่วยกันทำมาหากิน และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ให้สังคมไทยเราเดินไปได้
เป้าหมายที่ “ทุกฝ่าย” กำลังเคลื่อนไปสู่ ใช่เป้าหมายเดียวกันหรือไม่? และท่าทีใหม่ของนายกฯ สมชาย “ตัดหาง นปช.-ตัดหางทักษิณ” โดยมายึดแนวทาง อดทน-อดกลั้น-เสียสละ ของพลเอกเปรม และแนวทาง “สานเสวนา” ของ ดร.สุเมธ นั้น กำลังบ่งบอกถึงอะไร แค่ทางไหนที่ “คนละแนว” กับพันธมิตรฯ นายกฯ สมชายจะนับเป็นมิตรใหม่ หวังว่าคงไม่ใช่นะครับ?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2551

