การเติบโตของการลงทุนที่ยั่งยืน

 

การลงทุนที่ยั่งยืน” (sustainable investment) เป็นชื่อเรียกประเภทการลงทุนแนวใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environment, social, governance เรียกรวมว่า “ประเด็น ESG”) ของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความท้าทายระดับโลกต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รายงานของสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchanges) ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 2008 ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์สมาชิก 51 แห่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน ในสามแนวทางหลัก ได้แก่ 1. เพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับ ESG ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน 2. พัฒนาสินค้าและบริการด้านข้อมูลสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในด้านนี้ และ 3. พัฒนาตลาดเฉพาะด้านสำหรับการลงทุนที่ยั่งยืนบางสาขา อาทิ ตลาดคาร์บอนเครดิต และตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคม

ถึงแม้ว่าความสนใจของนักลงทุนต่อการลงทุนอย่างยั่งยืนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันกับความสนใจของภาคธุรกิจในธุรกิจที่ยั่งยืน การลงทุนแบบนี้ก็เพิ่งได้รับความนิยมมากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนกระแสหลักเพียงไม่กี่ปีหลังจากที่ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้น รายงานของสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลกระบุว่า ประมาณร้อยละ 11 ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอเมริกาอยู่ในการลงทุนอย่างยั่งยืน (วงการนี้ในอเมริกาเรียกว่า “socially responsible investment” ย่อว่า SRI) ตัวเลขนี้ประเมินโดย Social Investment Forum เครือข่ายนักลงทุนด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ส่วนในยุโรป สินทรัพย์ประเภทนี้มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 17 ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการทั้งหมด

จวบจนปัจจุบัน มีบริษัทบริหารจัดการกองทุนทั่วโลก 189 แห่ง บริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่ปวารณาว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตาม หลักการลงทุนที่รับผิดชอบ” (Principles for Responsible Investment: PRI) ขององค์การสหประชาชาติ หลักการชุดนี้มี 6 ข้อ ได้แก่

1. ผู้ลงนามจะผนวกประเด็น ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินทางเลือกในการลงทุนและการตัดสินใจ

2. ผู้ลงนามจะใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในฐานะเจ้าของบริษัทอย่างเต็มที่เพื่อคอยตรวจตราติดตามการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท เช่น ใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานด้าน ESG ต่อสาธารณะในมติเวียน

3. ผู้ลงนามจะเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG

4. ผู้ลงนามจะสนับสนุนหลักการชุดนี้ในวงการนักลงทุน

5. ผู้ลงนามจะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้หลักการชุดนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ

6. ผู้ลงนามจะรายงานกิจกรรมและความคืบหน้าในการปฏิบัติตามหลักการชุดนี้

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้วงการนี้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ประกอบกับแรงจูงใจทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพราะยิ่งภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาเร่งด่วนเพียงใด มันก็ยิ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจและลิดรอนความสามารถในการแข่งขันเพียงนั้น บริษัทที่ปรับตัวไปให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด การประหยัดพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจในการผลิต (ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ) ย่อมมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด

นอกจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนแล้ว มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยของสินค้า ทุนมนุษย์ และการบรรเทาความยากจนก็ล้วนเป็นประเด็นที่นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มองว่าบริษัทละเลยไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างหรือทำลายมูลค่าผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น จากมุมมองนี้ การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่ประเด็นทางศีลธรรม หากเป็นประเด็นที่ว่าบริษัทมองการณ์ไกลแค่ไหน ดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบเพียงใด และมีวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดีพอหรือไม่

ผู้เล่นในตลาดการลงทุนที่ยั่งยืนปัจจุบันครอบคลุมทุกส่วนในตลาดทุน ตั้งแต่กองทุนบำนาญ นักลงทุนสถาบัน เฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนรายย่อย มหาเศรษฐี ผู้บริหารกองมรดก รวมทั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน สถาบันการเงินตัวกลาง ผู้จัดการการลงทุน ฯลฯ กลยุทธ์การลงทุนอย่างยั่งยืนเท่าที่พบในปัจจุบันสามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

1. กองทุนที่ รับผิดชอบต่อสังคม” (SRI) หรือ ลงทุนอย่างมีศีลธรรม” (ethical) ที่ประเมินระดับความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility: CSR) เป็นเกณฑ์คัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน (เกณฑ์เชิงบวก) หรือจะไม่เข้าไปลงทุน (เกณฑ์เชิงลบ) หลายกองทุนที่ใช้กลยุทธ์นี้มักจะอาศัยการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น (shareholder activism) เป็นกลไกขับเคลื่อนบริษัทด้วย เช่น บรรจุข้อเสนอให้บริษัทเปิดเผยผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำปี เป็นวาระให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติออกเสียง

2. กลยุทธ์การลงทุน สีเขียวเน้นการลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ เทคโนโลยีสะอาด พลังงานทดแทน บริการด้านสิ่งแวดล้อม บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น

3. การผนวกประเด็น ESG เข้าไปใน “เนื้อใน” ของกิจกรรมการลงทุนกระแสหลัก เช่น การวิเคราะห์ทางการเงิน การสร้างพอร์ตลงทุน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น กลยุทธ์นี้มักดำเนินควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นและรณรงค์ให้ผู้ถือหุ้นรายอื่นร่วมผลักดันด้วย

กระแสการลงทุนที่ยั่งยืนสะท้อนให้เห็นในการปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต่อประเด็นความยั่งยืน เช่น กลยุทธ์การรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การใช้เทคโนโลยีสะอาด การทำตามมาตรฐานแรงงานสากล และมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน บริษัทเหล่านี้มักมีผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ที่มีความเห็นสอดคล้องกับผู้บริหารว่า ประเด็นเหล่านี้มักเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจ โดยเฉพาะโอกาสในการใช้นวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ บุกตลาดใหม่ และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่จะต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งได้เริ่มตอบสนองต่อกระแสนี้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพของข้อมูล สนับสนุนการพัฒนาดัชนีหลักทรัพย์ที่ยั่งยืน (sustainability indices) ไปจนถึงการก่อตั้งกระดานซื้อขายเฉพาะด้าน

กิจกรรมแรกๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ทำเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืนและธุรกิจที่ยั่งยืน คือการจัดพิมพ์และเผยแพร่หลักการทำ CSR ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียจัดพิมพ์คู่มือ CSR สำหรับบริษัทจดทะเบียนในเดือนกันยายน 2006 โดยจ้าง CSR Asia บริษัทที่ปรึกษา ให้ช่วยติดตามและประเมินคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลด้านนี้ของบริษัทในตลาด ต่อมาในปี 2008 ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียก็ผลักดันให้องค์กรกำกับดูแลและรัฐบาลบรรจุการรายงาน CSR เป็นเกณฑ์บังคับตามกฎหมาย โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในมาเลเซียระบุคำอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ CSR ไว้ในรายงานประจำปี ถ้าไม่มีก็จะต้องระบุว่าไม่มี เกณฑ์บังคับดังกล่าวใช้สำหรับบริษัทนอกตลาดที่ประสงค์จะเป็นบริษัทจดทะเบียนด้วย

ในประเทศไต้หวัน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไต้หวันก็ออกกฎนี้ในปีเดียวกัน แต่กำหนดเกณฑ์ที่ละเอียดกว่า คือให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการวัดผล CSR ด้วย ส่วนตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด คือกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดนโยบายติดตามและบริหารความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึง สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน คุณภาพสินค้าหรือบริการ และทรัพยากรบุคคลด้วย

ในประเทศจีน กระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนประกาศนโยบาย หลักทรัพย์สีเขียว” (Green Securities) และ ไอพีโอสีเขียว” (Green IPO) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2008 เป็นการตอบสนองกฎหมาย “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (circular economy) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2009 เป็นต้นมา นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลงโทษบริษัทที่มีประวัติเป็นผู้ปล่อยมลพิษไม่ให้ระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ได้โดยง่าย โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้บริษัทในอุตสาหกรรมบางประเภทที่ส่งผลกระทบสูงต่อสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการประเมินจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) หรือรับเงินกู้รอบใหม่จากธนาคาร

นอกจากจะบรรจุประเด็นความยั่งยืนในหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือบังคับ อีกมาตรการหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังดำเนินการเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน คือการพัฒนาหรือสนับสนุนดัชนีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งจะมีความหมายและใช้การได้จริงก็เฉพาะแต่ในตลาดที่บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านนี้มานานพอและมากพอที่นักลงทุนจะประเมิน แยกแยะ และเปรียบเทียบผลงานได้เท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นผู้บุกเบิกในด้านนี้ได้แก่ London Stock Exchange, NASDAQ, OMX และ NYSE Euronext ตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ แอฟริกาใต้ บราซิล เกาหลีใต้ และอินเดีย

Charly Kleissner ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ยั่งยืนและการลงทุนเพื่อสังคมจากมูลนิธิ KL Felicitas กล่าวในงาน Social Capital Markets ประจำปี 2009 ว่า

“ในเมื่อคงไม่มีใครปฏิเสธว่าความยั่งยืนเป็นกุญแจสำคัญแห่งความอยู่รอดของมนุษยชาติในระยะยาว เราก็จะต้องพยายามเคลื่อนย้ายกระแสต่างๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ภาวะทรัพยากรหายากในปัจจุบันเปิดโอกาสให้นักฉวยโอกาสทั้งหลายทำกำไรสูงสุดแต่ทำให้ความยั่งยืนระยะยาวหดหาย ธรรมชาติของเงินจะวิ่งเร็วเท่าที่มันจะวิ่งได้เสมอ ตอนนี้โลกมี ทุนช้าน้อยมาก เราจะต้องร่วมกันทัดทานกระแสที่ยากลำบากนี้ด้วยการผลักดันการลงทุนเพื่อสังคมให้เติบโตกว่าเดิมอีก”

การเติบโตของวงการการลงทุนที่ยั่งยืน อาจขึ้นอยู่กับอัตราเร่งของการตระหนักรู้ว่า การลงทุนที่ยั่งยืนนั้นอาจไม่ใช่ “ทางเลือก” ในการลงทุนอีกแล้ว หากเป็น “ทางออก” ของปัญหาระดับโลกที่เรากำลังเผชิญ และการตระหนักข้อนี้ก็ตั้งอยู่บนการตระหนักในเรื่องที่เป็นรากฐานกว่านั้นว่า ตลาดการเงินทุกประเภทมีส่วนคล้ายกับวงการอื่นที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ อย่างเช่นสื่อและการศึกษา ตรงที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็น “กระจก” สะท้อนความปรารถนาของคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว หากยังสามารถเป็น “ตะเกียง” ส่องทางที่ควรจะเดิน

ใครจะปฏิเสธได้เล่า ว่าเราไม่ได้กำลังอยู่ในยุคที่ต้องการตะเกียงมากกว่ากระจก?

หมายเหตุ: บทความข้างต้นส่วนใหญ่ปรับปรุงจากตอน “Sustainable Investment” ในหนังสือเรื่อง “Macrotrends: ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่และการปรับตัวของไทย” ผู้เขียนเขียนร่วมกับ ปกป้อง จันวิทย์ และ เอื้อมพร พิชัยสนิธ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์และสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, 2552

 


ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 2552