
“ยิ่งโลกของเราทำงานเหมือนกับโลกธรรมชาติเท่าไร เราก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่รอดบนโลกใบที่เป็นบ้านของเรา แต่ไม่ใช่บ้านของเราเพียงเผ่าพันธุ์เดียว”
- จานีน เบนยูส
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์พัดกระหน่ำ โลกล้นทะลักด้วยสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ออกเร็วเกินกว่าที่นาฬิกาชีวิตของมนุษย์ซึ่งหยุดเข็มวิวัฒนาการไว้ที่ 250,000 ปีก่อนจะตามทัน ผู้สร้างและผู้เสพเทคโนโลยีส่วนใหญ่ดูเหมือนจะแบ่งออกเป็นสองขั้วตรงข้าม คือฝ่ายที่หลงใหลคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในโลกทุกวันนี้เกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ กับฝ่ายที่มองว่าวิธีคิดแบบ ‘แยกส่วน’ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นทำให้มนุษย์ถอยห่างจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ และขับเคลื่อนการพัฒนาแบบลัทธิวัตถุนิยมที่บั่นทอนสิ่งแวดล้อมและความหนักแน่นทางจิตวิญญาณของมนุษย์
ฝ่ายคลั่งใคล้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มองว่าสองแขนงนี้ไม่ใช่ตัวการของปัญหา ปัญหาต่างๆ เกิดจากปัจจัยอื่นมากกว่า เช่น ความอ่อนแอของภาครัฐในการกำกับดูแลภาคธุรกิจ การ “ใช้วิทยาศาสตร์ในทางที่ผิด” ของนักธุรกิจโลภมากบางคน ความเข้าใจผิดในวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ฝ่ายนี้เชื่อว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติ และดังนั้นเราจึงต้องเร่งพัฒนาให้ก้าวไกลกว่าเดิม โดยเฉพาะเทคโนโลยีไฮเทคอย่างเช่นเทคโนโลยีชีวภาพ โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใดๆ
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายต่อต้านมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไปใช้อย่างฟุ่มเฟือยและเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างเห็นแก่ตัว จนระบบธรรมชาติปั่นป่วน ก่อเกิดเป็นปัญหาระดับโลกมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน วิธีเดียวที่มนุษย์จะไม่ทำลายตัวเองและโลกทั้งใบ คือต้องเลิกมองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพระเจ้า เลิกใช้เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้วหวนกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายดังเช่นบรรพบุรุษในอดีต หรือที่นักคิดหลายคนใช้คำชวนฝันว่า ‘หวนคืนสู่อ้อมอกของธรรมชาติ’
ในบรรยากาศที่ชวนให้เชื่อว่าต้อง ‘เลือก’ ทางใดทางหนึ่ง เราโชคดีที่มีนักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบ สถาปนิก นักชีววิทยา และนักคิดนักปฏิบัติในสาขาอื่นๆ จำนวนไม่น้อยที่รักธรรมชาติและเชื่อว่าเราไม่ต้องเลือก มนุษย์สามารถหา ‘ทางสายกลาง’ ของการพัฒนาเทคโนโลยีที่อ่อนโยนกว่าที่แล้วมา ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสันติและยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องละทิ้งความตื่นเต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และความสะดวกสบายทางวัตถุของมนุษย์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อสร้างโลกวัตถุชนิดใหม่ที่ไม่คลั่งวัตถุนิยมและเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ดูถูกพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ด้วยกันเอง
หนึ่งในนักคิดที่กำลังบุกเบิกรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในทางที่เป็น ‘ทางสายกลาง’ และน่าติดตามอย่างยิ่งคือ จานีน เบนยูส (Janine Benyus) นักชีววิทยาผู้ผนวกผสานความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เข้ากับพรสวรรค์ทางการเขียนได้อย่างกลมกลืน ถ่ายทอดข้อคิดที่เธอได้รับจากการสังเกตธรรมชาติอย่างลึกซึ้งออกมาเป็นหนังสือชั้นยอดเรื่อง Biomimicry: Innovation Inspired by Nature (ชีวลอกเลียน: นวัตกรรมที่ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจ) ในปี 1997 ซึ่งทำให้ “ชีวลอกเลียน” (biomimicry) คำที่เธอประดิษฐ์ กลายเป็นแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคิดของนักออกแบบ นักธุรกิจ สถาปนิก และนักธรรมชาติวิทยาจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
แนวคิด “ชีวลอกเลียน” ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า มนุษย์ควรจะเรียนรู้อย่างถ่อมตนจากปัญญาของธรรมชาติที่สั่งสมมานานเกือบสี่พันล้านปี ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นกับ “ความฉลาด” ของตัวเอง เบนยูสบอกว่า สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกทุกวันนี้เป็น “ผลผลิต” ของธรรมชาติที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผ่านการออกแบบที่ยอดเยี่ยม เพราะสามารถเอาตัวรอด ดังนั้นสิ่งเหล่านี้สามารถสอนอะไรๆ เราได้มากมายเกี่ยวกับวิธีผลิตสิ่งของต่างๆ ที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะนึกถึงปลวกในฐานะ “วายร้าย” ที่ทำลายสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ แต่อาคารสำนักงานชื่อ Eastgate Building ในกรุงฮาราเร ประเทศซิมบับเว ฝีมือการออกแบบของสถาปนิกนาม มิก เพียร์ซ (Mick Pearce) ใช้ระบบปรับอากาศที่เลียนแบบจอมปลวกของปลวกพันธุ์ macrotermes michaelseni ที่สามารถรักษาอุณหภูมิ เปลี่ยนแปลงไม่สูงกว่าหรือน้อยกว่า 1 องศา ทั้งกลางวันและกลางคืน (ขณะที่อุณหภูมิภายนอกแกว่งตัวระหว่าง 42 ถึง 3 องศาเซลเซียส) อาคารที่จอมปลวกเป็นแรงบันดาลใจนี้ใช้พลังงานเพียงร้อยละ 10 ของพลังงานที่ใช้ในอาคารปกติที่มีขนาดเท่ากัน
ในเมื่ออาคารทั่วโลกคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้ การเรียนรู้ที่จะออกแบบอาคารให้ยั่งยืนกว่าเดิมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และในเมื่อไม่มีนักออกแบบที่เก่งด้านการออกแบบอย่างยั่งยืนเท่ากับธรรมชาติ ก็ถูกแล้วที่เราจะต้องเรียนรู้จากธรรมชาติ มองว่าจอมปลวก ตุ๊กแก ฯลฯ สอนอะไรๆ เราได้มากมายมหาศาล
แน่นอนว่าชีวลอกเลียนไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่ “สมบูรณ์แบบ” แต่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดของคน เบนยูสเป็นห่วงด้วยว่าบริษัทใหญ่ๆ จะพยายามจดสิทธิบัตรการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตัวเองเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ เธอและเพื่อนร่วมงานที่สถาบันชีวลอกเลียน (Biomimicry) จึงกำลังพยายามสร้างฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้ใครก็ได้เข้าถึงข้อมูลทางชีววิทยาทั้งหมด เรียงตามฟังก์ชั่น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีบริษัทใดบริษัทหนึ่งอ้างความเป็นเจ้าของความรู้
เบนยูสจบปริญญาเอกเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติควบวรรณกรรมอังกฤษจากมหาวิทลัยรัทเจอร์ส ปัจจุบันนอกจากจะทำงานที่สถาบันชีวลอกเลียนในรัฐมอนทานา เธอยังสอนวิชาการเขียนที่มหาวิทยาลัยมอนทานา เดินสายบรรยายและเป็นที่ปรึกษาด้านชีวเลียนแบบให้กับบริษัทต่างๆ เป็นที่ปรึกษาด้านการใช้ที่ดิน และเคลื่อนไหวรณรงค์การอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติร่วมกับนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น
หลายคนมักจะสับสนระหว่างชีวลอกเลียนกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงอื่นๆ ที่ดูเหมือนจะได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเหมือนกัน เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) แต่ชีวลอกเลียนแตกต่างจากเทคโนโลยีชีวภาพชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ อาโมรี เลอวินส์ (Amory Lovins) สรุปความแตกต่างไว้อย่างดีเยี่ยมในบทแนะนำตัวเบนนูส ตอนที่เธอได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “Heroes of the Environment” โดยวารสาร ไทม์ ในปี 1997 ว่า
ชีวลอกเลียนไม่ใช่เทคโนโลยีชีวภาพ ชีวลอกเลียนเรียนรู้และเลียนแบบวิธีที่แมงมุมทอใย เทคโนโลยีชีวภาพเอารหัสพันธุกรรมของแมงมุมที่ผลิตใยไปปลูกถ่ายในแพะ เสร็จแล้วก็แยกแยะเส้นใยออกจากนมแพะและหวังว่ามันจะไม่กลายพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพคือเด็กฉลาดที่เล่นไม้ขีดไฟในโรงเก็บน้ำมัน ชีวลอกเลียนคือผู้ใหญ่เปี่ยมปัญญาที่เดินท่องป่าฝนด้วยไฟฉาย เทคโนโลยีชีวภาพคือความหยิ่งจองหองล้วนๆ ชีวลอกเลียนคือความถ่อมตัวที่งดงาม คือการมองธรรมชาติว่าเป็นต้นแบบและที่ปรึกษา ชื่นชมยกย่องธรรมชาติไม่ใช่ในฐานะ “ของกู” ที่จะถลุงทรัพยากรไปใช้จนหมด แต่ในฐานะอาจารย์
ชีวลอกเลียนทำให้เรามองเห็นชัดเจนขึ้นว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่แท้จริงของสังคมมนุษย์แบบ ‘ทางสายกลาง’ นั้น น่าจะมีรูปแบบและกระบวนการเช่นใด
ขอเชิญพบกับบทถาม-ตอบจากเว็บไซต์ของสถาบันชีวลอกเลียน ที่จะอธิบายทั้งความสำคัญของวิธีคิดแบบใหม่ และความจำเป็นของการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ – ปัญญาเก่าในโลกใหม่ที่ปราชญ์ชาวบ้านไทยหลายท่านผู้รณรงค์เกษตรธรรมชาติเข้าใจมานานแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่สนใจ
……
ระหว่างที่คุณทำวิจัยเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ คุณพบว่าชีวลอกเลียนเป็นสาขาวิทยาศาสตร์ที่กำลังแตกหน่ออย่างรวดเร็ว ใครบ้างที่เป็นผู้บุกเบิกในสาขานี้และกำลังทำอะไรอยู่?
* เวส แจ็คสัน (Wes Jackson) จาก The Land Institute กำลังศึกษาทุ่งหญ้าธรรมชาติในฐานะโมเดลการเกษตรที่มีความหลากหลายทางชีววิทยาชั่วนิรันดร์ รับประทานได้ และทำให้ผืนดินอยู่ได้อย่างยั่งยืน
* ธอมัส กับ แอนา มัวร์ (Thomas and Ana Moore) และ เดวินส์ กัสต์ (Devins Gust) จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา กำลังศึกษาวิธีกักเก็บพลังงานของใบไม้ เพื่อหาวิธีผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดจิ๋วเท่าโมเลกุล
* เจฟฟรีย์ บริงเคอร์ (Jeffrey Brinker) จาก Sandia National Lab ได้ประดิษฐ์กระจกใสที่มีความทนทานสูงเป็นพิเศษ จากการลอกเลียนกระบวนการประกอบตัวเองของหอยเป๋าฮื้อ
* เจ. เฮอร์เบิร์ต เวท (J. Herbert Waite) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา กำลังศึกษากาวที่หอยแมลงภู่ใช้เกาะหินใต้น้ำ มีอีกหลายทีมที่กำลังพยายามลอกเลียนแบบกาวใต้น้ำของหอยตัวนี้
* ปีเตอร์ สไตน์เบิร์ก (Peter Steinberg) จาก Biosignal สร้างสารต้านแบคทีเรียที่ลอกเลียนแบบสาหร่ายทะเล ที่กันไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดตัวด้วยการ ‘แจม’ สัญญาณสื่อสารของแบคทีเรียด้วยการพ่นสารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมชื่อ ฟูราโนน (furanone)
* บรูซ โรเซอร์ (Bruce Roser) จาก Cambridge Biostability พัฒนาวิธีเก็บวัคซีนที่รักษาอุณหภูมิได้โดยไม่ต้องใช้ห้องเย็นราคาแพงอีกต่อไป จากการลอกเลียนแบบกระบวนการในธรรมชาติที่ทำให้พืชจำพวกตายแล้วฟื้น (resurrection plant) คงสภาพเหี่ยวเฉาได้นานหลายปีก่อนฟื้น
* เดวิด ไนท์ (David Knight) กับ ฟริทซ์ โวลล์แรธ (Fritz Vollrath) จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดและ Spinox กำลังลอกเลียนแบบกระบวนการผลิตเส้นใยที่ยั่งยืนของแมงมุม เพื่อค้นหาวิธีที่มนุษย์จะสามารถผลิตเส้นใยได้โดยไม่ต้องปล่อยความร้อนหรือสารพิษ
* แดเนียล มอร์ส (Daniel Morse) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารากำลังศึกษาวิธีลอกเลียนกระบวนการผลิตสารซิลิกาของพืชเซลล์เดียว ซึ่งอาจชี้ช่องกระบวนการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ใช้พลังงานน้อยและปล่อยสารพิษต่ำ
* โจแอนนา ไอเซนเบิร์ก (Joanna Aizenberg) จากบริษัท Lucent ได้ลอกเลียนแบบวิธีที่ปลาดาวผลิตเลนส์สมบูรณ์แบบขึ้นมาจากน้ำทะเล
* เจย์ ฮาร์แมน (Jay Harman) จาก PAXscientific ได้ผลิตใบพัดลม เครื่องอัดอากาศ และใบจักรประสิทธิภาพสูงจากการศึกษาเรขาคณิตของวงก้นหอยของเปลือกหอย สาหร่ายทะเล และเขาแกะตัวผู้
* เอ. เค. ไกม์ (A. K. Geim) จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้พัฒนาเทปไร้กาวแต่ติดหนึบที่ลอกเลียนแบบ “เซเต” (setae) ของตุ๊กแก ซึ่งเป็นชื่อเรียกขนสั้นๆ จำนวนมหาศาลที่ปลายตีนที่ตุ๊กแกใช้ยึดเหนี่ยวพื้นผิวต่างๆ แนวโน้มด้านความยั่งยืนของโครงการนี้อยู่ใน “การออกแบบเพื่อถอดรื้อ” – การประกอบสร้างสิ่งของต่างๆ ด้วยเทปตุ๊กแกแทนที่จะใช้กาวจะช่วยให้สามารถถอดรื้อสิ่งของเหล่านั้นเพื่อนำไปรีไซเคิลได้โดยไม่มีการปนเปื้อนสารพิษ (จากกาวปกติ)
* ริชาร์ด รางค์แฮม (Richard Wrangham) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กำลังค้นคว้าสารเคมีที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ จากการศึกษาวิธีที่ลิงชิมแปนซีเยียวยาแผลจากพืชในตู้ยาของธรรมชาติ
* ธอมัส ไอส์เนอร์ (Thomas Eisner) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กำลังปล่อยให้แมลงบอกเขาว่าพืชพันธุ์ไหนที่น่าจะนำมาค้นคว้าเป็นยา ถ้าแมลงไม่กินใบไม้ ก็น่าจะแปลว่าพืชพันธุ์นั้นมีสารเคมีที่ใช้ป้องกันแมลง และน่าจะเป็นยาสำหรับมนุษย์ได้
* นักวิจัยจำนวนมากในสาขานิเวศอุตสาหกรรม (industrial ecology) กำลังศึกษาวิธีที่จะนำบทเรียนจากธรรมชาติในด้านประสิทธิภาพ การประหยัด การร่วมมือกัน และการหยั่งรากลึก มาประยุกต์ใช้กับตลาด ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมแบบวงจรปิด (closed-loop) ที่ตั้งอยู่บนระบบนิเวศซับซ้อนอย่างเช่นป่าสนแดง กำลังก่อสร้างในเมืองชัตตานูกา บราวน์ส์วิลล์ บัลติมอร์ และเคปชาร์ลส์
* เจเรมี แมบบิธ (Jeremy Mabbitt) จาก Codefarm และอีกหลายบริษัทกำลังลอกเลียนแบบวิวัฒนาการในธรรมชาติ (natural selection) มาเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ชุดคำสั่งตามรหัสพันธุกรรม (genetic algorithms)
ชีวลอกเลียนแตกต่างจากวิธีการทางชีววิทยาอื่นๆ อย่างไร?
ชีวลอกเลียนรณรงค์ยุคใหม่ที่ไม่ตั้งอยู่บนสิ่งที่เราตักตวงจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ และระบบนิเวศของพวกเขา แต่ตั้งอยู่บนสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากพวกเขา วิธีนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากวิธีใช้ประโยชน์เชิงชีววิทยา (bioutilization) ซึ่งหมายถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากธรรมชาติ เช่น ตัดไม้ไปปูพื้น หรือปลูกพืชสมุนไพร นอกจากนี้ ชีวลอกเลียนก็ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใช้ชีววิทยาเป็นส่วนสนับสนุน เช่น การนำสิ่งมีชีวิตมาใช้หรือฝึกให้เชื่องเพื่อบรรลุประโยชน์ของมนุษย์ เช่น ใช้แบคทีเรียทำน้ำให้บริสุทธิ์ เลี้ยงวัวรีดเอานม ฯลฯ นักชีวลอกเลียนไม่เก็บเกี่ยวหรือใช้สิ่งมีชีวิต แต่ ‘ขอคำแนะนำ’ จากเพื่อนร่วมโลก พวกเขามีความคิดเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์เขียวทางกายภาพ ขั้นตอนในปฏิกิริยาทางเคมี หรือหลักการในระบบนิเวศเช่น การไหลเวียนของสารอาหาร การ ‘หยิบยืม’ ความคิดจากธรรมชาตินั้นเหมือนกับการทำสำเนารูปถ่าย เพราะรูปต้นแบบก็ยังอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ต่อไป
การประดิษฐ์แบบชีวลอกเลียน
การประดิษฐ์แบบชีวลอกเลียนนั้นสามารถเดินทางจากชีววิทยาไปสู่การออกแบบ หรือจากการออกแบบไปสู่ชีววิทยาก็ได้
ในวิธีแรกคือชีววิทยาสู่การออกแบบ (biology-to-design) ปรากฏการณ์ทางชีววิทยานำเสนอวิธีใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านการออกแบบของมนุษย์ เช่น วิลเฮล์ม บาร์ธล็อทท์ (Wilhelm Barthlott) แห่ง Nees-Institute ที่มหาวิทยาลัยบอนน์วิเคราะห์วิธีที่ใบไม้ อย่างเช่นใบบัว อยู่รอดจากสารปนเปื้อนได้โดยไม่ต้องใช้สารซักฟอก รายงานวิจัยของเขาอธิบายวิธีที่พื้นผิวตะปุ่มตะป่ำเล็กๆ และคริสตัลคล้ายขี้ผึ้งของใบบัวทำให้น้ำหดตัวเป็นก้อนกลมๆ ซึ่งสามารถดูดซับอนุภาคฝุ่นที่เกาะตัวบนภูเขาขนาดนาโน เหมือนวิธีที่ลูกบอลหิมะ ‘ดูด’ ใบไม้จากสนามหญ้า บาร์ธล็อทท์และเพื่อนร่วมงานคิดค้นวิธีที่จะลอกเลียนรูปทรงเรขาคณิตของใบบัว ลงในสินค้าอย่างเช่นสีทาอาคาร ทำให้น้ำฝนช่วยชะล้างอาคารได้ วันนี้ สินค้าหลายสิบชนิดที่ ‘ทำความสะอาดตัวเอง’ อย่างเช่นกระจก กระเบื้องหลังคา และสิ่งทอใช้หลักการดังกล่าวของใบบัว
ในวิธีที่สองคือการออกแบบสู่ชีววิทยา (design-to-biology) นักนวัตกรรมจะเริ่มจากความท้าทายด้านการออกแบบของมนุษย์ ระบุฟังก์ชั่นหลักของการออกแบบนั้นๆ เสร็จแล้วก็ไปสำรวจดูว่าสิ่งมีชีวิตหรือระบบนิเวศต่างๆ ทำฟังก์ชั่นนั้นเดียวกันนั้นอย่างไร ตัวอย่างหนึ่งคือการค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการปลูกจุลินทรีย์ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านการเติบโตของจุลินทรีย์นั้นๆ ปีเตอร์ สไตน์เบิร์ก (Peter Steinberg) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์วิจัยเรื่องนี้ด้วยวิธีชีวลอกเลียน เริ่มจากการระบุสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ แล้วก็หาสิ่งมีชีวิตในนั้นที่ไม่มีเนื้อเยื่อห่อหุ้มหนาแน่นที่เรียกว่า biofilm (เป็นระบบภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่ง) เขาค้นพบแชมเปี้ยนสิ่งมีชีวิตในน้ำขุ่นๆ ของอ่าวโบตานี ออสเตรเลีย สาหร่ายทะเลสีแดงพันธุ์ pseudomonas aeruginosa ปลอดจุลินทรีย์ตลอดเวลาด้วยการพ่นโมเลกุลที่เรียกว่า ฟูราโนน (furanone) ซึ่งก่อกวนกลไกรับส่งสัญญาณสื่อสารระหว่างแบคทีเรีย ระหว่างที่แบคทีเรียถูกฟูราโนน ‘แจม’ คลื่น พวกมันก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ และดังนั้นจึงไม่เกาะตัวกันเป็น biofilm หลังจากที่เขาค้นพบเรื่องนี้ บริษัทของสไตน์เบิร์กคือ Biosignal ก็เลียนแบบฟูราโนนได้สำเร็จและขายลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทต่างๆ ไปผลิตสีปลอดสารพิษ เลนส์ตา และเคมีทำความสะอาดพื้นในโรงพยาบาล
เมื่อคุณพูดถึงวิธีที่เราจะเอาชีวลอกเลียนไปประยุกต์ใช้กับการออกแบบสินค้า คุณชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ชีวลอกเลียนฉาบฉวย” (shallow biomimicry) กับ “ชีวลอกเลียนลึกซึ้ง” (deep biomimicry) คุณหมายความว่าอะไร?
ชีวลอกเลียนฉาบฉวย หรือระดับแรก คือการลอกเลียนรูปแบบในธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะเลียนแบบขอเกี่ยวในขนของนกฮูกเพื่อสร้างสิ่งทอที่ฉีกง่าย หรือคุณอาจจะเลียนแบบขอบที่แหว่งวิ่นของนกฮูกที่ทำให้มันบินได้อย่างเงียบเชียบ การเลียนแบบรูปแบบของขนนกเป็นแค่ชีวลอกเลียนเบื้องต้นเท่านั้น เพราะมันอาจนำไปสู่วิธีการที่ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืนก็ได้
ชีวลอกเลียนลึกซึ้งเติมระดับที่สอง นั่นคือการลอกเลียนกระบวนการในธรรมชาติ เช่นกระบวนการผลิต นกฮูก “ผลิต” ขนนกด้วยตัวเองที่อุณหภูมิห้อง โดยไม่ปล่อยสารพิษหรือแรงดันสูง ด้วยการใช้กระบวนการเคมีของธรรมชาติ สาขาใหม่ในวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “เคมีสีเขียว” (green chemistry) กำลังพยายามที่จะลอกเลียนกระบวนการที่อ่อนโยนแบบนี้
ชีวลอกเลียนในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก ในระดับที่สาม คือการลอกเลียนระบบนิเวศทั้งระบบในธรรมชาติ ย้อนกลับไปที่ตัวอย่างของขนนกฮูก เราจะเห็นว่าขนนกนั้นเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบสวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของนกฮูกที่เป็นส่วนหนึ่งของป่า และป่าก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวมณฑล (biosphere) ที่มีชีวิต ในทำนองเดียวกัน สิ่งทอของเราที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนนกฮูกก็จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเศรษฐกิจระดับกว้างกว่า ที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูโลกและมนุษย์ ไม่ใช่บั่นทอนทั้งสองสิ่งนี้ ถ้าคุณผลิตสิ่งทอที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติด้วยเคมีสีเขียว แต่คนงานของคุณทอผ้านั้นในโรงงานนรก หอบผ้านั้นขึ้นรถบรรทุกที่พ่นควันพิษ แล้วขนส่งผ้านั้นเป็นระยะทางไกลมากๆ ตลอดเวลา ก็แปลว่าคุณยังไม่เข้าใจประเด็น
การลอกเลียนระบบธรรมชาติแปลว่าคุณจะต้องตั้งคำถามว่า สินค้าแต่ละชนิดทำอะไร – มันจำเป็นหรือเปล่า มันสวยงามหรือเปล่า มันเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนหรือเปล่า และคุณจะสามารถขนส่ง ขาย และดูดซับมัน (หลังหมดอายุขัย) ในทางที่ส่งเสริมระบอบเศรษฐกิจที่เปรียบเสมือนผืนป่าหรือเปล่า?
ถ้าเราสามารถใช้วิธีชีวลอกเลียนได้ทั้งสามระดับ นั่นคือ รูปแบบ กระบวนการธรรมชาติ และระบบธรรมชาติ เราก็จะเริ่มทำในสิ่งที่สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีทุกชนิดเรียนรู้ที่จะทำ นั่นคือ สร้างสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้มชีวิตนั้นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ‘พิธีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัยผู้ใหญ่’ (rite of passage) ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อยู่บนโลกนี้มานานแล้ว ถ้าเราอยากจะยังอยู่บนโลกใบที่เราเรียกว่าบ้านไปเรื่อยๆ เราก็จะต้องเรียนรู้จากบรรพบุรุษที่อยู่มาก่อนเรา ถึงวิธีกรองอากาศ ทำน้ำให้สะอาด สร้างดินที่ดี กล่าวโดยสรุปคือวิธีที่จะทำให้ถิ่นที่อยู่ของเรานั้นอุดมสมบูรณ์และอาศัยอยู่ได้ เพื่อนบ้านที่ดีทุกคนทำอย่างนั้น
หนึ่งในความคิดที่สุดขั้วที่สุดของคุณในหนังสือเรื่อง Biomimicry ว่าด้วยการเกษตรรูปแบบใหม่ที่เลียนแบบชุมชนพืชพื้นเมืองในระบบนิเวศ เรื่องนี้เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และมันเป็นเรื่องใหม่จริงหรือ?
การเกษตรธรรมชาติมองดูภูมิประเทศแล้วตั้งคำถามว่า “อะไรที่จะโตที่นี่โดยธรรมชาติได้?” ในภาคตะวันตกกลาง (Midwest) ของอเมริกา คำตอบคือทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าทำหน้าที่อุ้มดิน ต้านแมลงศัตรูพืชและวัชพืช และหล่อเลี้ยงตัวเองอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5,000 ปี โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเราเลย ความลับของทุ่งหญ้าคือ มันเต็มไปด้วยพืชยืนต้น (คือมีวงจรชีวิตยาวกว่า 2 ปี) ที่เติบโตในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก (polyculture คือมีหลายพันธุ์ในแปลงเดียว)
โชคร้ายที่เรากินทุ่งหญ้าไม่ได้ ในช่วงเวลา 100 ปีที่ผ่านมา เราไถกลบทุ่งหญ้าแล้วก็ปลูกพืชเกษตรของเราแทน ซึ่งใช้พืชโตรายปีที่ปลูกแบบเชิงเดี่ยว (monoculture คือมีพันธุ์เดียวติดกันเป็นพืด) การเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่เหมือนกับพืชหลายพันธุ์ตรงที่มันต้องการความช่วยเหลือจากเรา
การปลูกพืชเชิงเดี่ยวแปลว่าเราต้องไถพรวนทุกปี ซึ่งทำให้ดินเสื่อม ซึ่งบังคับให้เราแก้ด้วยการเทปุ๋ยเคมีเป็นตันๆ ลงไป การปกป้องแปลงพืชเชิงเดี่ยวของเราจากศัตรูพืชแปลว่าเราต้องฉีดยาฆ่าแมลง ทั้งหมดนี้แปลว่าเราต้องใช้ปิโตรเลียมประมาณ 10 กิโลแคลอรี ในการผลิตอาหารที่ให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี
วิธีเดินออกจาก “วิถีระแวดระวังซ้ำซาก” ในคำพูดของ เวส แจ็คสัน แห่ง Land Institute คือการเพาะพันธุ์พืชยืนต้นที่เรากินได้และปลูกได้แบบหลายพันธุ์ในแปลงเดียว แบบเดียวกับทุ่งหญ้า “ทุ่งหญ้าที่กินได้” ของแจ็คสันจะไม่เพียงแต่เป็นสิ่งใหม่ แต่จะเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ชนิดกลับหัวกลับหาง พืชเหล่านี้จะเอาตัวรอดจากฤดูหนาว เราจะได้ไม่ต้องไถพรวนและปลูกใหม่ทุกปี จะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องดินเสื่อม ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเพราะเราจะปลูกพืชที่คายไนโตรเจนด้วย ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงเพราะความหลากหลายของพืชจะชะลอการระบาดของศัตรูพืช
ดังนั้น แทนที่เราจะมีการเกษตรแบบตักตวงธรรมชาติที่เลียนแบบอุตสาหกรรม เราก็จะมีการเกษตรแบบฟื้นฟูตัวเองที่เลียนแบบธรรมชาติ
ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความคิดที่สุดขั้ว ความคิดที่จะเพาะพันธุ์ทุ่งหญ้าที่เรากินได้นั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก ถ้าคุณลองคิดดูว่าพืชเกษตรส่วนใหญ่ที่เราปลูกทุกวันนี้ก็เพาะพันธุ์มาจากพืชป่าพันธุ์ยืนต้นทั้งนั้น เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว เราแปลงมันเป็นพืชรายปีและจำกัด “บ่อพันธุกรรม” (genetic pool) ของพืชเหล่านั้นให้หดแคบลง ดังนั้นตอนนี้เราจึงจะต้องหาทางขยับขยายบ่อพันธุกรรม และเพาะพันธุ์ลักษณะยืนต้นเพื่อฉีดกลับเข้าไปในธัญพืชที่เรากินได้
ตอนนี้การเกษตรแบบระบบธรรมชาติอยู่ในระยะทดลอง นักวิจัยพิสูจน์หลักการเบื้องต้นให้เห็นแล้ว ถ้าพวกเขาทำงานตามลำพัง ก็ต้องใช้เวลาทดลองอีก 25-50 ปีก่อนที่เราจะปลูกทุ่งหญ้ากินได้ในพื้นที่เกษตรกรรมหลักของอเมริกาได้ ถ้าพวกเขาได้รับการสนับสนุน การเปลี่ยนผ่านก็อาจมาถึงเร็วกว่านั้นมาก มันขึ้นอยู่กับประเภทของงานวิจัยที่เราทั้งสังคมเลือกให้ทุนสนับสนุน อย่างที่ ชัค แฮสบรูค (Chuck Hassebrook) จากสถาบัน Rural Affairs Center กล่าวไว้ว่า งานวิจัยคือรูปแบบหนึ่งของการวางแผนสังคม
อะไรที่จะป้องกันไม่ให้มนุษย์ “ขโมยเครดิตของธรรมชาติไปเป็นของตัวเอง แล้วก็ใช้มันทำกิจกรรมที่ทำลายชีวิตต่อไป” ในคำพูดของคุณ?
นั่นเป็นคำถามที่ดี เพราะคนจะใช้เทคโนโลยีอะไรก็ตาม รวมทั้งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ในทางที่ดีหรือเลวก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินได้รับแรงบันดาลใจจากการมองดูนกบิน แต่เราก็ทิ้งระเบิดใส่คนภายในเวลาแค่ 11 ปีหลังจากที่โลกมีเครื่องบินลำแรก นักเขียน บิล แม็กกิบเบน (Bill McKibben) พูดถูกที่ว่า เราใช้เครื่องมือต่างๆ ในทางที่รับใช้อุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งเสมอ ถ้าเราจะดูแลโลกที่มีชีวิตด้วยความนับถือ เราก็จะต้องเปลี่ยนอุดมการณ์ ซึ่งหมายถึงเรื่องราวที่เราบอกตัวเองเกี่ยวกับว่า เราเป็นใครในจักรวาลนี้
ตอนนี้เราบอกตัวเองว่า โลกนี้ดำรงอยู่ให้เราใช้ เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ยอดบนสุดของปิระมิด แต่แน่นอนว่าความคิดนี้คือมายาคติ ที่ผ่านมาเราโชคดีอย่างน่าทึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่เอาตัวรอดได้เก่งที่สุดในระยะยาว เราหนีไม่พ้นกฎแห่งการคัดเลือกตามธรรมชาติ และถ้าเราทำตัวในทางที่สมรรถนะของโลกรองรับไม่ได้ เราก็จะต้องแบกรับผลที่จะตามมา
การทำชีวลอกเลียนอย่างมีศีลธรรมนั้นจะต้องอาศัยการเปลี่ยนความคิด เราจะต้องปีนลงมาจากหอคอยงาช้าง เริ่มมองเห็นว่าเราเป็นแค่สิ่งมีชีวิตพันธุ์หนึ่งเท่านั้น มีเสียงเพียงเสียงเดียวเท่านั้นในสภาสิ่งมีชีวิตกว่า 30 ล้านชนิดบนโลก เมื่อใดที่เรายอมรับความจริงข้อนี้ เราก็จะเริ่มมองเห็นว่า อะไรก็ตามที่ดีสำหรับโลกที่มีชีวิตนั้นก็ดีสำหรับเราด้วย
ถ้าเราตกลงที่จะเดินตามทางที่มีศีลธรรมทางนี้ คำถามจะกลายเป็นว่า เราจะตัดสินระดับ “ความถูกต้อง” ของนวัตกรรมของเราอย่างไร? เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่านวัตกรรมเหล่านั้นจะส่งเสริมชีวิต?
ฉันคิดว่าชีวลอกเลียนช่วยเราเรื่องนี้ได้เหมือนกัน วิธีที่ดีที่สุดที่จะวิเคราะห์นวัตกรรมของเราคือ เปรียบเทียบมันกับสิ่งที่มาก่อนหน้า กลยุทธ์หรือการออกแบบนี้มีให้เห็นในธรรมชาติแล้วหรือเปล่า? อะไรที่คล้ายกันอยู่รอดมานานพอที่จะรับประกันว่ายั่งยืนจริงหรือเปล่า?
ถ้าเราใช้สิ่งที่ธรรมชาติทำมาแล้วเป็น “ตะแกรง” ร่อนความคิด เราก็จะหยุดตัวเองไม่ให้ทำอะไรแผลงๆ อย่างเช่นปลูกย้ายรหัสพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตพันธุ์หนึ่งไปสู่อีกพันธุ์หนึ่ง เอายีนของปลาลิ้นหมาไปใส่ต้นสตรอเบอรี่หรืออะไรทำนองนี้ ชีวลอกเลียนบอกเราว่า ถ้าเราหาอะไรไม่เจอในธรรมชาติ ก็คงมีเหตุผลที่ดีที่สิ่งนั้นจะไม่มีอยู่ ธรรมชาติอาจจะเคยลองสร้างมาแล้ว และเขี่ยออกจากประชากรโลกไปนานแล้วเพราะมันใช้ไม่ได้ วิวัฒนาการของธรรมชาติคือปัญญาที่ใช้การได้จริง
ในบทที่ว่าด้วยธุรกิจ คุณพูดถึงความจำเป็นของการ “ย้ายตำแหน่งของเรา” (shift our niche) คุณหมายความว่าอะไร?
“ตำแหน่ง” คืออาชีพในระบบนิเวศ ตอนนี้มนุษย์เรากำลังอยู่ในตำแหน่งผู้บุกเบิก เรากำลังทำตัวเหมือนวัชพืชที่ขึ้นในที่นาที่ชาวนาเพิ่งเตรียมหน้าดินใหม่ๆ วัชพืชพวกนี้รีบจับจองพื้นที่แดดดี ดูดกินสารอาหารและน้ำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อแปลงตัวมันให้เป็นต้นโตและผลิตเมล็ดได้เยอะๆ วัชพืชพวกนี้เป็นพืชรายปี ไม่สนใจที่จะงอกรากเพื่อผ่านหน้าหนาวหรือรีไซเคิลสารอาหาร เพราะเวลาของพวกมันในแสงแดดนั้นสั้นมาก ในเวลาเพียงไม่กี่ปี พวกมันก็จะถูกพืชยืนต้นที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพกว่าและโตอย่างยั่งยืนกว่าเบียดบังแสงแดดไป นั่นคือสาเหตุที่วัชพืชมีเมล็ดมาก – ลูกหลานจะได้จับจองพื้นที่แดดดีแปลงต่อๆ ไปได้
ก่อนที่โลกของเราจะเต็มไปด้วยคน ในสมัยที่เรามีที่ทางให้ขยับขยาย กลยุทธ์ “Type I” แบบล่าอาณานิคมนี้ทำให้เราใช้ชีวิตแบบก่อนความจริงจะตามทันหนึ่งก้าวได้ แต่ตอนนี้ เมื่อเราไปทุกหนทุกแห่งที่ไปได้แล้ว เราจะต้องลืมเรื่องล่าอาณานิคม และเรียนรู้วิธีที่จะปิดวงจร (close the loop)
การปิดวงจรหมายถึงความพยายามที่จะเลียนแบบชุมชนในธรรมชาติ ที่เรียนรู้วิธีดำรงชีวิตสืบมาโดยไม่บริโภคทุนธรรมชาติจนหมด ระบบนิเวศที่อยู่มานานแล้ว อย่างเช่นป่าต้นโอ๊คหรือต้นฮิคคอรี คือผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (optimize) ไม่ใช่ทำงานเพื่อผลิตของในปริมาณมากที่สุด (maximize) ป่าเหล่านี้รีไซเคิลของเสียทั้งหมด ใช้พลังงานและวัสดุอย่างมีประสิทธิภาพ หนุนสร้างความหลากหลาย และร่วมมือกันเพื่อใช้ถิ่นที่อยู่โดยไม่ทำให้มันล่มสลาย นักนิเวศวิทยาเรียกชุมชนแบบนี้ว่า “Type III”
ตอนนี้นักนิเวศอุตสาหกรรมกำลังพยายามเอาบทเรียนจากชุมชนธรรมชาติไปปรับใช้ เพื่อย้ายระบอบเศรษฐกิจของเราจาก Type I เป็น Type III จากหญ้าวัชพืชเป็นป่าสนแดง
ที่ปรึกษาทางธุรกิจรุ่นใหม่ที่สุดในสาขานี้คือคนที่เพิ่งกลับมาจากการนับลิงกอริลล่าและสำรวจผีเสื้อ ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นวันนี้ แต่นี่คือเรื่องจริง – คนที่ใส่รองเท้าเดินป่ากำลังสอนคนที่ใส่สูท
การปฏิวัติของชีวลอกเลียนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ในหนังสือ ฉันพูดถึงหนทางหนึ่งสู่ชีวลอกเลียน ซึ่งมาจากประสบการณ์ของฉันเองในการพยายามฟื้นฟูบ่อน้ำธรรมชาติเก่าแก่แห่งหนึ่ง ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ แต่มีนัยลึกซึ้งมาก ได้แก่ 1. ทำให้ความฉลาดของมนุษย์เงียบเสียงลง (quieting human cleverness), 2. ฟังธรรมชาติ, 3. เลียนแบบธรรมชาติ และ 4. ปกป้องคุ้มครองความคิดดีๆ ด้วยการอนุรักษ์
การทำให้ความฉลาดของมนุษย์เงียบเสียงลง แปลว่ามนุษยชาติจะต้องมีวุฒิภาวะสูงขึ้น เราจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ยอมรับว่าธรรมชาติรู้ดีที่สุด ฉันคิดว่าเราเข้ามาใกล้จุดนี้มากขึ้น เรากำลังมองเห็นว่าความฉลาดของเราผลักให้เราจนมุมอย่างไร และเรากำลังเปิดใจรับทางเลือกใหม่ๆ
การฟังธรรมชาติเป็นขั้นตอนของการค้นพบ ประเด็นสำคัญคือเราต้องสัมภาษณ์พืชและสัตว์ของดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างเป็นระบบ จากสิ่งมีชีวิต 5-30 ล้านชนิดบนโลกนี้ มีแค่ 1.4 ล้านชนิดเท่านั้นที่เราค้นพบและตั้งชื่อให้! ฉันอยากจะเห็นเราตั้งหน่วยสันติภาพทางชีววิทยา (Biological Peace Corps) ที่ให้คนทำงานอาสาสมัครสองปีเพื่อจัดระบบความหลากหลายทางชีวภาพ ฉันอยากจะเห็น systematics ซึ่งหมายถึงการศึกษากลุ่มประเภทสัตว์และพืชอย่างลึกซึ้ง เป็นอาชีพที่คนอยากเป็น เหมือนที่มันเคยเป็นในอดีต เราต้องการคนที่รู้เรื่องราวทั้งหมดที่รู้ได้เกี่ยวกับกิ่งใดกิ่งหนึ่งของต้นไม้ที่เรียกว่าธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการฟังธรรมชาติอย่างใกล้ชิดนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์เพียงกลุ่มเดียว เราทั้งหมดจะต้องรู้เรื่องระบบนิเวศ และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำอย่างนั้นคือ ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทั้งตอนเด็กและตอนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
การเลียนแบบธรรมชาติคือขั้นที่เราพยายามลอกเลียนสิ่งที่เราค้นพบ ขั้นตอนนี้จะต้องอาศัยการปลูกถ่ายความคิดข้ามสาขาอย่างบูรณาการ นักเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์สินค้าและระบบจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับนักชีววิทยา พวกเขาจะได้จับคู่ความต้องการของมนุษย์เข้ากับทางออกของธรรมชาติ กลุ่มคณะทำงานและสมาคมที่เป็นทางการจะทำให้เราคุยกันได้เป็นครั้งคราว แต่ถ้าเราจะสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่ยั่งยืน เราก็ควรจะออกแบบวิชาระดับมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องการออกแบบที่ลอกเลียนธรรมชาติ
ฉันมองอินเทอร์เน็ตว่าเป็นพื้นที่ที่จะเก็บข้อมูลของเราด้วย ฐานข้อมูลยักษ์ที่รวมองค์ความรู้ทางชีววิทยาจะให้บริการจับคู่กับนวัตกรรม ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรที่มีหน้าที่ออกแบบเครื่องแยกเกลือออกจากน้ำจะสามารถทบทวนกลยุทธ์และพิมพ์เขียวของรากต้นโกงกาง ต้นไม้ที่แยกเกลือออกจากน้ำด้วยรากพลังแสงอาทิตย์ การ “กูเกิลหาทางออกของธรรมชาติ” จะจัดระบบงานวิจัยด้านชีววิทยาตามฟังก์ชั่น (คือด้วยชุดคำศัพท์ของนักออกแบบและวิศวกร) ฐานข้อมูลนี้จะเปิดองค์ความรู้ของชีวิตที่วิวัฒนาการมายาวนานในพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด นั่นคือ ในพื้นที่สาธารณะ จะได้ไม่มีใครเอาความคิดเหล่านี้ไปจดสิทธิบัตรได้ นี่เป็นก้าวที่ใหญ่มากแต่สำคัญยิ่งสำหรับการย้ายความคิดจากชีววิทยาไปสู่การออกแบบระบบของมนุษย์
ขั้นตอนสุดท้ายคือการอนุรักษ์พื้นที่ตามธรรมชาติและพื้นที่ที่มีการจับจองแล้วควรเป็นสิ่งที่งอกออกมาเองจากวิธีมองโลกแบบชีวลอกเลียน เมื่อเราเริ่มมองธรรมชาติว่าเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ มองธรรมชาติว่าเป็นครู ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกของสิ่งมีชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไป เราจะตระหนักว่าวิธีเดียวที่จะทำให้เราเรียนรู้จากธรรมชาติไปได้เรื่อยๆ คือการพิทักษ์รักษาความเป็นธรรมชาติ แหล่งที่มาของความคิดดีๆ เหล่านั้น
การปฏิวัติชีวลอกเลียนจะเปลี่ยนชีวิตของเราอย่างไร?
การ “ทำอย่างที่ธรรมชาติทำ” มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราปลูกอาหาร ผลิตวัสดุต่างๆ ใช้พลังงาน เยียวยาตัวเอง เก็บข้อมูล และทำธุรกิจ ในแต่ละสาขาเหล่านี้ ธรรมชาติจะเป็นแบบอย่างของเรา เป็นวิธีวัดของเรา และเป็นที่ปรึกษาของเรา
ธรรมชาติในฐานะแบบอย่าง: เราจะผลิตสิ่งของต่างๆ ด้วยวิธีเดียวกันกับสัตว์และพืชผลิต คือใช้แสงอาทิตย์และส่วนผสมง่ายๆ ไม่กี่ชนิดเพื่อผลิตเส้นใย เซรามิก พลาสติก และสารเคมีที่ย่อยสลายได้ทั้งหมด ฟาร์มของเราที่ใช้ทุ่งหญ้าเป็นต้นแบบจะใส่ปุ๋ยตัวเองและต้านศัตรูพืช ถ้าเราจะคิดค้นยารักษาโรคหรือพืชเกษตรชนิดใหม่ๆ เราจะขอคำแนะนำจากสัตว์และพืชที่ใช้พืชนานาชนิดในการเยียวยาและให้สารอาหารตัวเองมาแล้วหลายล้านปี กระทั่งคอมพิวเตอร์ก็จะเรียนรู้จากธรรมชาติ ด้วยซอฟท์แวร์ที่ “วิวัฒนาการ” คำตอบ และฮาร์ดแวร์ที่ใช้กระบวนทัศน์แบบแม่กุญแจกับลูกกุญแจในการคำนวณด้วยสัมผัส
ในแต่ละกรณี ธรรมชาติจะเป็นแบบอย่างให้เรา ไม่ว่าจะเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ที่ลอกเลียนใบไม้ เส้นใยทนทานที่ทอด้วยวิธีของแมงมุม เซรามิกกันแตกที่ลอกเลียนไข่มุก ยารักษาโรคมะเร็งที่ต้องขอบคุณลิงชิมแปนซี ธัญพืชยืนต้นที่ได้แรงบันดาลใจจากหญ้าคา คอมพิวเตอร์ที่ส่งสัญญาณเหมือนเซลล์ในสิ่งมีชีวิต และระบอบเศรษฐกิจวงจรปิด (closed-loop economy) ที่ใช้บทเรียนของต้นสนแดง แนวปะการัง และป่าต้นโอ๊ค
ธรรมชาติในฐานะวิธีวัด: นอกจากจะเป็นแบบอย่างให้เรา ธรรมชาติก็จะมอบวิธีวัดให้เราด้วย เราจะมองธรรมชาติว่าเป็นมาตรฐานในการตัดสินว่านวัตกรรมของเรา “ถูกต้อง” เพียงใด สิ่งที่เราคิดค้นส่งเสริมชีวิตหรือเปล่า? เข้ากันได้กับธรรมชาติหรือเปล่า? ยั่งยืนหรือเปล่า?
เมื่อเรามองว่าธรรมชาติเป็นแหล่งที่มาของความคิดแทนที่จะมองว่าเป็นต้นตอของสินค้า เหตุผลของการปกป้องสิ่งมีชีวิตและถิ่นที่อยู่ของพวกเขาก็จะชัดเจนด้วยตัวเอง ความหวังสูงสุดของฉันคือการให้คนตระหนักในเรื่องนี้มากขึ้น
ท้ายที่สุด ฉันคิดว่ามรดกของชีวลอกเลียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะมีมากกว่าการได้เส้นใยที่เหนียวที่สุดหรือยาชนิดใหม่ ฉันคิดว่ามันจะเป็นความสำนึกในบุญคุณของธรรมชาติ และความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปกป้องคุ้มครองอัจฉริยภาพที่แวดล้อมตัวเรา
คุณย้ำอยู่เสมอในการบรรยายว่ามนุษย์คือธรรมชาติ แต่เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่เด็กมาก ยังพยายามคลำหาทางอยู่
ในฐานะนักชีววิทยา ฉันมองว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งท่ามกลางสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างที่เราผลิตและทำนั้น “เป็นธรรมชาติ” เวลาที่เราผลิตสินค้าหรือสร้างตึก มันก็เหมือนกับนกโรบินสร้างรัง ตึกนั้นเป็นส่วนขยายของร่างกายของเรา และอยู่ใต้กฎของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ไม่ต่างกันกับนก คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “สินค้าหรือพฤติกรรมนี้เป็นธรรมชาติหรือเปล่า?” แต่เป็น “มันปรับตัวให้เข้ากับชีวิตบนโลกในระยะยาวได้หรือไม่?”
อะไรก็ตามที่เราออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า กระบวนการ หรือนโยบาย ถึงที่สุดแล้วจะต้องผ่านการทดสอบในโลกของชีววิทยา มันจะต้องช่วยให้เราอยู่รอด แต่มันก็ต้องช่วยรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยให้ลูกหลานของเราใช้ได้ด้วย นกโรบินที่สร้างรังกับสถาปนิกที่สร้างอาคารควรกังวลเรื่องเดียวกัน นั่นคือ “ลูกนกจะอยู่ตรงนี้ได้ดีแค่ไหน?”
ชีวลอกเลียนดูจะมีเหตุมีผลมาก ทำไมเราถึงไม่คิดเรื่องนี้นานแล้ว?
อันที่จริง ชีวลอกเลียนในแง่วิธีการคิดค้นนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ชนพื้นเมืองทั่วโลกใช้บทเรียนและตัวอย่างจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบตัวพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น นักล่าสัตว์ในอลาสก้ายังสะกดรอยตามแมวน้ำด้วยวิธีเดียวกับที่หมีขาวใช้ สิ่งประดิษฐ์ยุคแรกๆ ในโลกตะวันตกหลายชิ้น อย่างเช่นเครื่องบินและโทรศัพท์ ก็ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากธรรมชาติ
แต่สิ่งที่ฉันมองเห็นก็คือ ชีวลอกเลียนกำลังผุดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่หายไปนานเพราะถูกกดทับอยู่ใต้ความหยิ่งจองหองที่มาพร้อมกับยุค “ชีวิตดีขึ้นได้ด้วยเคมี”
ตอนที่เรารู้วิธีสังเคราะห์สิ่งที่เราต้องการจากปิโตรเคมี ตอนนั้นเราก็เริ่มเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ธรรมชาติอีกแล้ว วิธีของเราดีกว่าของธรรมชาติ ตอนนี้เรามีพันธุวิศวกรรมศาสตร์ บางคนเริ่มคิดว่าเราเป็นพระเจ้า เรากำลังขี่พลังของเทคโนโลยีที่จะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากโลกธรรมชาติ
แน่นอน พวกเราที่เหลือรู้สึกว่ายากมากที่จะมองข้ามสัญญาณฉุกเฉินที่ร้องดังโหยหวนอยู่รอบตัวเรา เมื่อมาถึงตอนนี้ ต้นยุคศตวรรษที่ 21 เรากำลังรู้ซึ้งถึงสภาพความเป็นจริงของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแรงผลักให้เราหาหนทางใช้ชีวิตบนโลกที่วิปลาสน้อยลงและยั่งยืนมากขึ้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือแรงดึงของความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ของเราเกี่ยวกับวิธีทำงานของโลกธรรมชาติ องค์ความรู้นี้กำลังดึงเราไปสู่ชีวลอกเลียน
องค์ความรู้ด้านชีววิทยาของเรากำลังเพิ่มเป็นสองเท่าทุกๆ 5 ปี เหมือนจิตรกรที่วาดรูปทีละจุดบนผ้าใบผืนใหญ่ที่กำลังจะเผยให้เห็นทั้งหมด เวลานี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีเครื่องมือพร้อมสรรพ ทั้งกล้องจุลทรรศน์และดาวเทียม ที่จะทำให้เรารู้สึกถึงแรงกระเพื่อมของเซลล์ประสาทในความคิด หรือดูกำเนิดของดวงดาวในจอสี เมื่อเราเอาการเพ่งมองที่เข้มข้นนี้มารวมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ปริมาณมหาศาลที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เราก็มีสมรรถภาพที่จะลอกเลียนแบบธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
หนังสือของคุณสื่อความเร่งด่วน อะไรที่ทำให้เราต้องรีบสำรวจชีวลอกเลียนตอนนี้?
มนุษย์เรากำลังอยู่ตรงจุดเปลี่ยนในวิวัฒนาการของเรา ถึงแม้ว่าเราเริ่มจากการเป็นประชากรกลุ่มเล็กๆ ในโลกที่ใหญ่มาก เราก็ได้เพิ่มทั้งจำนวนและอาณาเขตจนกระทั่งตอนนี้ตะเข็บของโลกกำลังปริ เรามีประชากรมากเกินไป และนิสัยของเราไม่ยั่งยืน
เมื่อเราได้มาถึงขีดจำกัดของความอดกลั้นของธรรมชาติ ในที่สุดเราก็กำลังมองหาคำตอบของคำถามที่ว่า “เราจะอาศัยอยู่ในโลกนี้โดยไม่ทำลายมันได้อย่างไร?”
ขณะที่เรากำลังเริ่มรู้ขอบเขตของสิ่งที่รู้ได้เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ โมเดลของเราก็กำลังเริ่มดับวูบลง ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตไม่กี่พันธุ์ แต่ระบบนิเวศทั้งระบบ บทสำรวจของ National Biological Service พบว่า ระบบนิเวศพื้นเมืองกว่าครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ทั้งหมดในอเมริกาเสื่อมโทรมจนถึงจุดที่อาจอยู่ต่อไปไม่ได้ ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ทำให้ชีวลอกเลียนเป็นมากกว่าวิธีใหม่ในการมองธรรมชาติและรู้คุณค่าของธรรมชาติ แต่เป็นการวิ่งแข่งไปช่วยชีวิตด้วย.

