วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ – จุดกำเนิดการเงินปฏิวัติ

หลังจากที่ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ วิกฤตซับไพรมในอเมริกาก็ปะทุเป็นวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สื่อไทยขนานนามว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และระบาดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบ 80 ปี นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่เรียกว่า Great Depression 

ข้อเท็จจริงหลักๆ ที่วิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นชนิดที่ผู้เขียนคิดว่า ไร้ข้อกังขาอีกต่อไป มีสามข้อด้วยกัน ได้แก่ 

ข้อเท็จจริง #1. ความเชื่อของสำนักคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ที่ว่า ตลาดดูแลตัวเองได้ และควรดูแลตัวเองเพราะภาวะเช่นนั้นจะทำให้การจัดสรรทรัพยากร มีประสิทธิภาพสูงสุด รัฐไม่ควรเข้าไปจัดการหรือควบคุมภาวะฟองสบู่ใดๆ ที่เป็นผลลัพธ์ของตลาด (เช่น ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์) ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยวิกฤตในครั้งนี้ว่าเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่มิได้ตั้งอยู่บนความมีเหตุมีผลเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เหมือนกับนักคิดเสรีนิยมใหม่ หากถูกขับดันด้วย ความโลภ และ ความกลัว หรือที่จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่สมัย Great Depression เรียกว่า “animal spirits” หรือ สันดานสัตว์ ของมนุษย์ 

ตราบใดที่โลกยังไม่ใช่ยุคพระศรีอาริย์ที่มนุษย์ทุกคนบรรลุธรรมขั้นสูงจนสะกดความโลภและความกลัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราก็อาจไม่มีวันกำจัดวิกฤตการเงินได้ แต่สองสิ่งที่ทำได้คือ ออกแบบกลไกการกำกับดูแลและกฎกติกาในภาคการเงินเสียใหม่ เพื่อลดระดับความเสียหายจากวิกฤต และให้ผู้เล่นในตลาดแบกรับความเสี่ยงอย่างแท้จริง ไม่ใช่รับแต่ช่วงได้กำไรของความเสี่ยง พอขาลงก็โยนให้รัฐหรือสังคมรับภาระ นั่นหมายความว่า  

1) การลดระดับความเสียหายจากวิกฤต แปลว่าภาคการเงินจะต้องเป็นตัวช่วยให้ระบอบเศรษฐกิจมี เสถียรภาพ กว่าเดิม หรือที่เรียกเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า “countercyclical” (โต้คลื่น) ไม่ใช่ช่วยเพิ่มความเร็วและความแรงของความโลภและความกลัว ในทางที่เรียกว่า “procyclical” (ตามน้ำ) เหมือนที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินจะต้องสามารถชะลอและป้องกันการเติบโตของฟองสบู่ไม่ให้ขยายใหญ่จนสุ่มเสี่ยงที่ระบอบเศรษฐกิจทั้งระบอบต้องประสบหายนะ เพราะยิ่งช่วง ขาขึ้น สูงชันเพียงใด ช่วง ขาลง ก็ยิ่งก่อให้เกิดความสูญเสียมากเป็นเงาตามตัว พูดง่ายๆ คือ ยิ่งสูงยิ่งลงกระแทก 

2) การให้ผู้เล่นในตลาดแบกรับความเสี่ยงอย่างแท้จริง หมายความว่ากลไกและรูปแบบของผลตอบแทนในภาคการเงิน รวมถึงโครงสร้างธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเพื่อให้ผลลัพธ์ของตลาด เป็นธรรม มากกว่าที่แล้วมา หรือที่ภาษาพระเรียกว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง เช่น นักเก็งกำไรที่ได้ประโยชน์มหาศาลในช่วง ขาขึ้น ในขณะที่พฤติกรรมการลงทุนช่วยสะสมความเปราะบางและเพิ่มความเสี่ยงโดยรวมของระบบ จะต้องเป็นผู้ จ่าย ค่าความเสียหาย เพื่อไม่ให้สังคมต้องจ่ายเหมือนที่ผ่านมา (เช่น ในรูปของเงินภาษีซึ่งตอนนี้รัฐบาลหลายประเทศเอาไป อุ้มสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ปล่อยให้ล้มไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ล้มความเสียหายทั้งระบบจะมากกว่านี้มาก) 

ข้อเท็จจริงข้อนี้หมายความว่านักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน และนักการเมืองผู้ดำเนินนโยบาย จะต้องเรียนรู้จากงานค้นคว้าวิจัยล่าสุดของนักวิชาการด้านอื่นๆ ที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลหรือหรือสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา นักวิทยาศาสตร์สมอง นักมานุษยวิทยา นักสังคมวิทยา ตลอดจนนักพัฒนาและนักสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานกับองค์กรการเงินชุมชน เพราะนวัตกรรมทางการเงินมากมายกำลังอุบัติขึ้นในชนบท ในทางที่มอบ เหตุผลทางธุรกิจ อย่างเต็มเปี่ยมให้สถาบันการเงินกระแสหลักเข้าไปเรียนรู้ ถอดบทเรียน และช่วยเหลือเชื่อมโยงเพื่อยกระดับให้การเงินชุมชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ช่วยเติมเต็มบริการด้านสวัสดิการสังคมของภาครัฐ และสร้างตลาดใหม่ให้กับสถาบันการเงินกระแสหลัก 

(ว่ากันตามจริง การใช้หลักวิทยาศาสตร์เพียวๆ ในการสร้างทฤษฎีและโมเดลทางเศรษฐศาสตร์และการเงินนั้นยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะวงการวิทยาศาสตร์ข้ามพ้นมายาคติแบบที่เห็น เหตุผลเป็นพระเจ้า มาไกลแล้ว แต่เศรษฐศาสตร์และการเงินกระแสหลักยังตามไม่ทัน) 

ข้อเท็จจริง #2. ตลาดทุนและตลาดเงินของประเทศพัฒนาแล้วทุกประเทศ และของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ได้เชื่อมโยงซึ่งกันและกันเป็นธุรกิจที่ โลกาภิวัตน์ ที่สุดในโลก ข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์ สุดวิสัยที่รัฐบาลกลางหรือธนาคารกลางของประเทศใดประเทศหนึ่งจะมองเห็นความเป็นไปในภาพรวม 

ข้อเท็จจริงข้อนี้สะท้อนให้เห็นในเหตุการณ์นับไม่ถ้วนที่ปรากฏในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ อาทิเช่น วิกฤตครั้งนี้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แต่ส่งผลให้ระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ ที่อยู่ข้ามทวีปออกไปไกลลิบอย่างไอซ์แลนด์ ต้องพังพินาศย่อยยับ กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศแรกในรอบ 30 ปี ที่ขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) 

วิกฤตครั้งนี้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิดเพราะโลกมี ระบบการเงินเงา ขนาดยักษ์ที่อยู่นอกรัศมีการควบคุมของธนาคารกลางทั้งหลายและแทบไม่มีใครมองเห็นขนาดที่แท้จริง ผู้เล่นในระบบการเงินเงามีตั้งแต่บริษัทวาณิชธนกิจ (ซึ่งตอนนี้สูญพันธุ์ไปหมดอเมริกาแล้ว ถ้าไม่ล้มละลายก็แปลงเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ ยอมอยู่ใต้การกำกับดูแลของภาครัฐแลกกับทุนต่อชีวิต) กองทุนเก็งกำไรระยะสั้น (ที่เรียกว่า เฮดจ์ฟันด์) นายหน้าขายสินเชื่อบ้าน (ซึ่งส่วนใหญ่สนใจแต่ค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินเชื่อ ไม่สนใจและไม่มีความรู้ที่จะประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้) และ องค์กรกล่อง (special purpose vehicle) ที่ใช้ในการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ (ซึ่งมักจะตั้งอยู่ในเขตปลอดภาษีอย่างเช่นหมู่เกาะเคย์แมน เพื่อ เซฟ ภาษีให้กับนักลงทุนและผู้ออกหลักทรัพย์) ยังไม่นับว่าเครื่องมือทางการเงินหลายประเภทที่เพิ่มความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้ เช่น Credit Default Swap (CDS) ไม่ได้ซื้อขายกันในตลาดเปิด (exchange) ที่ทุกคนมองเห็นปริมาณธุรกรรมและราคาตลาด แต่เป็นการซื้อขายแบบตัวต่อตัว หรือที่เรียกว่า over-the-counter หรือ OTC 

ในเมื่อผู้เล่นจำนวนมากในระบบการเงินเงาเป็นบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไปตั้งบริษัทในระบบนี้เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรและหลบเลี่ยงการกำกับดูแลของทางการ และในเมื่อโลกาภิวัตน์ภาคการเงินสร้างตลาดระดับโลกที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของประเทศใดประเทศหนึ่ง จึงไม่น่าแปลกใจที่วิกฤตจะรุนแรงเหนือความคาดหมายของใครก็ตาม การล้มของสถาบันการเงินส่งผลให้สถาบันการเงินในประเทศอื่น ซึ่งอาจเป็นเจ้าหนี้ คู่ค้า (counterparty) ของสถาบันการเงินแรก หรือไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแต่นักลงทุนไม่เชื่อ ล้มต่อกันไปเป็นโดมิโนระลอกแล้วระลอกเล่า 

ข้อเท็จจริง #3. วิกฤตการเงินครั้งนี้ทำลายความมั่งคั่งของผู้มีรายได้น้อยหลายล้านคนลงอย่างราบคาบ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากลไกตลาดแบบการเงินกระแสหลักที่ผ่านมานั้นไม่สามารถใช้กับ ตลาดคนจน ได้ 

ในอเมริกาเพียงประเทศเดียว ราคาบ้านที่กำลังลดลงอย่างฮวบฮาบหลังจากฟองสบู่แตก ประกอบกับเงื่อนไขไม่เป็นธรรมในสัญญาสินเชื่อซับไพรมส่วนใหญ่ (เช่น ล่อหลอกให้คนมาผ่อนบ้านด้วยข้อเสนอที่จะตรึงดอกเบี้ยในอัตราคงที่ 2-3 ปีแรก แต่ไม่บอกว่าอีก 27-28 ปีที่เหลือดอกเบี้ยน่าจะสูงมากจนมีโอกาสต่ำมากที่จะชำระได้) ทำให้ผู้มีรายได้น้อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านคนกำลังจะถูกยึดบ้าน บ้านซึ่งเป็นทั้งทรัพย์สินที่มีค่าสูงสุดและปัจจัยสี่ในชีวิตคนธรรมดา ผู้ไม่มีปัญญาจะซื้อบ้านหลังที่สองไว้ตากอากาศหรือหากำไรจากการปล่อยเช่า 

นักการเงินหลายคนมองว่า ผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางผ่อนบ้านได้ ดังนั้นจึงไม่ควรได้รับสินเชื่อตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินเพียงใดก็ตาม เพราะธนาคารต้องรับความเสี่ยงสูงเกินไป (ในที่นี้หมายถึงธนาคารที่อยากรับความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่ถ่ายโอนออกไปให้กับนักลงทุนด้วยการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์เหมือนอย่างที่ผ่านมา) 

แต่ในขณะเดียวกัน นักการเงินเหล่านั้นก็ยังมองไม่เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ธนาคารแนวใหม่จำนวนนับพันทั่วโลกที่เน้นให้บริการกับคนจนโดยเฉพาะ ด้วยสินเชื่อขนาดจิ๋ว ประกันขนาดจิ๋ว บริการเงินโอนขนาดจิ๋ว ฯลฯ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า วงการไมโครไฟแนนซ์ (microfinance) ส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิกฤตในครั้งนี้ (นอกเหนือจากการเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัททุกแห่งต้องเผชิญเหมือนกันหมดในภาวะที่ธนาคาร กอดเงิน ไม่ยอมปล่อยกู้) แต่ยังฉวยโอกาสนี้ขยายฐานลูกค้า และโฆษณา ความมั่นคง ของโมเดลไมโครไฟแนนซ์ และข้อดีของการทำธุรกิจแบบ ทอดสมอได้เมื่อพายุมา กล่าวคือ ไม่ถูกกระแสโลกาภิวัตน์พัดลอยจนแตกสลายในช่วงพายุโหมกระหน่ำ แต่ก็สามารถล่องกระแสนั้นต่อไปทันทีที่พายุสงบลง 

ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นหมายความว่าอะไร? 

ผู้เขียนเชื่อว่า ภาคการเงินกำลังจะ ปฏิวัติ ในทุกระดับ ตั้งแต่โครงสร้างใหญ่หรือที่เรียกว่า สถาปัตยกรรม ซึ่งหมายถึงโครงสร้างเชิงสถาบันระดับโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กฎเกณฑ์ หรือปทัสถานทางสังคม (social norms) ย่อยลงมาถึงระดับที่เล็กที่สุด คือพฤติกรรมของคนธรรมดา 

วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยคิดเคยเชื่อว่าถูกต้อง ตั้งแต่ หน้าที่ ของสถาบันการเงิน ผู้บริหารเงิน และนักการเงิน นิยามของความเสี่ยง บทบาทของเงินที่เป็นอยู่และควรจะเป็น โมเดลการบริหารความเสี่ยง เรื่อยไปจนถึงโมเดลการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด ความสำคัญของ ความรู้เรื่องการบริหารจัดการเงิน (financial literacy) ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างภาคการเงินกับสังคมส่วนรวม 

วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เปรียบเสมือนเสียง ปลุก ให้เราได้ทบทวนและรื้อสร้างสถาบันต่างๆ ระบบต่างๆ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ วิธีคิดของเราเกี่ยวกับเงิน การเงิน และการบริหารจัดการเงิน 

โฉมหน้าใหม่ของภาคการเงินจะเป็นอย่างไร การปฏิวัติครั้งนี้จะ ถอยหลัง หรือ ก้าวหน้า เป็นไปได้หรือไม่ที่ภาคการเงินจะวิวัฒน์เป็น ระบบนิเวศการเงิน ที่ระบบการเงินน้อยใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ตลาดการเงินระดับประเทศตั้งอยู่เคียงข้างหรือซ้อนทับระบบการเงินระดับท้องถิ่นซึ่งอาจเล็กขนาดหมู่บ้านเพียงหมู่บ้านเดียว อาทิ ธนาคารอิสลาม สัจจะออมทรัพย์ และ เงิน เองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ระบบเงินตราใหม่ๆ จะช่วยพัฒนาคนหรือจะฉุดรั้งชีวิตมนุษย์ให้ตกเป็นทาสมันมากกว่าเดิม

ผู้เขียนขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันค้นหาคำตอบในคอลัมน์ "การเงินปฏิวัติ" ซึ่งจะมาพบกับท่านทุกสองสัปดาห์ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2552