มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล​ ​ซี​เอสอาร์​ ​และ​การพัฒนาอย่างยั่งยืน​ (จบ)

คอลัมน์นี้ตอนที่​แล้ว​เล่า​เรื่องชุดหลักเกณฑ์​ Global Reporting Initiative (GRI) ​ซึ่ง​ได้​รับ​ความ​นิยมสูงจนกลาย​เป็น​ "มาตรฐานสากล" ​ไป​แล้ว​ ​ใน​การทำ​รายงาน​ความ​รับผิดชอบของธุรกิจต่อเศรษฐกิจ​ ​สังคม​ ​และ​สิ่งแวดล้อม​ ​สามมิติหลักที่ธุรกิจส่งผลกระทบ​ทั้ง​ด้านบวก​และ​ด้านลบตลอดมาตั้งแต่ระบอบทุนนิยมถือกำ​เนิด​ ​แต่​ใน​อดีตธุรกิจ​ "มองเห็น" ​แค่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตัวเองสร้าง​หรือ​ทำ​ลาย​เท่า​นั้น​ ​เพราะ​นั่นคือหัวใจของการทำ​ธุรกิจ​ ​ปัจจัยด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมแทบ​ไม่​เคยถูกนับรวม​เป็น​ "ต้นทุน" ​หรือ​ "ราย​ได้​" ​ใน​การดำ​เนินธุรกิจ​ (internalize) ​ด้วย​ความ​สมัครใจของภาคธุรกิจเอง

 

ก่อนที่​แนวคิด​ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ​จะ​เริ่ม​เป็น​รูป​เป็น​ร่างอย่างจริงจังราวต้นทศวรรษ​ 1990 ​บริษัทที่มองการณ์​ไกล​และ​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​มิติด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมของการทำ​ธุรกิจ​นั้น​ ​ถึง​จะ​มีก็มีน้อยมาก​ ​ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้​ได้​รับการยกย่อง​ใน​ฐานะ​ ​"​ผู้​บุกเบิก" ​แนวคิดที่ว่า​ ​ธุรกิจควรรับผิดชอบต่อ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียฝ่าย​อื่นๆ​ ​นอกเหนือ​จาก​ผู้​ถือหุ้น​ ​ผู้​บุกเบิกเหล่านี้ที่​โด่งดัง​ใน​ฐานะบริษัทที่​ "คิดจริง​ ​ทำ​จริง" ​รวมบริษัทระดับโลกอย่าง​ The Body Shop ​(​ถึง​แม้ว่าหลัง​จาก​ขายกิจการไป​ให้​กับ​ L'Oreal ​ซึ่ง​มีภาพพจน์​แย่มาก​ใน​สายตา​แฟนๆ​ ​ของ​ The Body Shop ​เพราะ​ใช้​สัตว์​ใน​การทดลองเครื่องสำ​อาง​ The Body Shop ​จะ​ถูกตั้งคำ​ถาม​จาก​แฟนพันธุ์​แท้อย่างหนักหน่วงว่า​ "ขายวิญญาณ" ​ไป​แล้ว​หรือ​เปล่า​, Ben & Jerry ​(​ผู้​ผลิตไอศกรีมรสโปรดรสหนึ่งของ​ผู้​เขียน​ ​คือ​ chunky monkey), IKEA ​และ​อีกหลายบริษัท​

 

ไม่​น่า​แปลกใจที่รายงาน​ความ​ยั่งยืนของบริษัท​ผู้​บุกเบิกเหล่านี้​จะ​อ่านสนุก​ ​สร้างแรงบันดาลใจ​ ​และ​เป็น​แม่​แบบ​ให้​บริษัท​อื่นๆ​ ​ศึกษาบทเรียนเพื่อเลียนแบบ​หรือ​ทำ​ตาม​ ​โดย​เฉพาะบริษัทที่กำ​ลังสงสัยว่า​จะ​ต้อง​ทำ​อย่างไร​ให้​สาธารณชนเชื่อว่าบริษัทกำ​ลังแสดง​ความ​รับผิดชอบต่อสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมจริงๆ​ ​ไม่​ใช่​ทำ​เพราะ​อยาก​ "สร้างภาพ" ​ให้​ดูดี​เป็น​ครั้งคราว​เท่า​นั้น​

 

บริษัทที่คิดแค่อยากสร้างภาพ​ด้วย​ซี​เอสอาร์​ (ย่อมา​จาก​ corporate social responsibility) ​นั้น​ ​มัก​จะ​ไม่​เข้า​ใจ​หรือ​ไม่​ก็​ไม่​เห็น​ด้วย​กับ​แนวคิด​ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ​เพียงแต่อยากฉวยโอกาสทำ​ยอดขาย​หรือ​กำ​ไรเพิ่ม​ใน​ระยะสั้น​ (เช่น​ ​คิดว่าภาพพจน์ของตน​จะ​ช่วย​ดึงดูดลูกค้า​ให้​ซื้อสินค้ามากขึ้น​ใน​โปรโมชั่นสุดพิ​เศษลดแลกแจกแถมล่าสุด​ ​ฯลฯ) ​ไม่​คิดอะ​ไรลึกซึ้ง​หรือ​มอง​ไกล​กว่าวันส่งงบฯการเงินของไตรมาสล่าสุด

 

การแยกแยะบริษัทฉาบฉวยเหล่านี้ออก​จาก​บริษัท​ "ตัวจริง" ​ใน​แวดวงซี​เอสอาร์​เป็น​เรื่องที่​แทบ​เป็น​ไป​ไม่​ได้​เลย​ ​ถ้า​เราดู​แค่​โฆษณาประชาสัมพันธ์​หรือ​ข่าวเกี่ยว​กับ​โครงการ​หรือ​กิจกรรมซี​เอสอาร์​ ​เพราะ​ข้อมูลเหล่านี้บันทึกเฉพาะจุดเริ่มต้นของซี​เอสอาร์​เท่า​นั้น​ (เช่น​ ​วันที่​ไปปลูกต้นไม้​ ​วันเปิดห้องสมุดโรงเรียนประถม​ ​ฯลฯ) ​ไม่​ได้​ติดตามผลหลัง​จาก​ที่​เวลาผ่านไปนานพอว่า​ ​โครงการ​หรือ​กิจกรรม​นั้น​ได้​ก่อ​ให้​เกิดประ​โยชน์ต่อสังคม​หรือ​สิ่งแวดล้อมจริง​หรือ​ไม่​ ​มี​ความ​ยั่งยืน​หรือ​ไม่​ ​ไม่​ใช่​ปลูกต้นไม้​ไป​แล้ว​ ​ต้นไม้ตายหมด​เพราะ​ไม่​มีคนดู​แล​และ​ปลูกผิดที่​ ​สร้างห้องสมุดไป​แล้ว​ไม่​มีหนังสือ​ให้​อ่าน​ ​หรือ​ที่​แย่กว่า​นั้น​คือมี​แต่หนังสือบริจาคที่​ไม่​เหมาะสม​กับ​นักเรียนประถม​ ​เช่น​ ​นิตยสารแฟชั่น

 

เราวัด​ "ผลงานด้านธุรกิจ" ​จาก​มูลค่า​และ​ปริมาณของปัจจัยการผลิต​ไม่​ได้​ฉัน​ใด​ ​เราก็วัด​ "ผลงานด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อม" ​จาก​มูลค่า​และ​ปริมาณต้นไม้ที่บริษัทระดมพนักงานไปปลูก​ไม่​ได้​ฉัน​นั้น​ ​แต่​ต้อง​วัด​จาก​ตัววัดผลลัพธ์ที่​เกิดขึ้นจริง​ ​เช่น​ ​ระดับ​ความ​หลากหลายทางชีวภาพที่​เพิ่มขึ้นหลัง​จาก​ปลูกป่า​ไป​แล้ว​หนึ่งปี​ ​ค่า​ใช้​จ่ายที่ชาวบ้านลด​ได้​จาก​การเก็บของป่า​เพื่อบริ​โภค​หรือ​ขาย

 

บริษัท​ใด​ที่วัด​และ​รายงานแต่มูลค่าของปัจจัยที่​เป็น​ input ​ไม่​ใช่​ output ​ของซี​เอสอาร์​ ​ก็​แสดงว่า​เป็น​บริษัทที่​ยัง​ไม่​ทำ​ซี​เอสอาร์อย่างจริงจัง​ ​และ​แน่นอนว่า​ยัง​ไม่​เปลี่ยนวิธีคิด​เป็น​ "ธุรกิจที่ยั่งยืน"

 

บริษัท​ใด​ที่วัด​ "ผลลัพธ์​" ​ของซี​เอสอาร์​แค่มูลค่า​ ​พี​.​อาร์​. (P.R. value) ​ของโครงการ​หรือ​กิจกรรม​นั้นๆ​ (หมาย​ถึง​มูลค่า​เงินที่บริษัท​ต้อง​จ่าย​ ​ถ้า​อยากซื้อพื้นที่​โฆษณา​เท่า​กับ​เนื้อที่ที่สื่อลงข่าวซี​เอสอาร์ชิ้น​นั้น​ให้)​ ​ก็​แสดงว่า​เป็น​บริษัทจอมปลอมที่ทำ​ซี​เอสอาร์​เพราะ​อยากสร้างภาพ​เป็น​หลัก​ ​ไม่​สนใจว่าตัวเองรับผิดชอบต่อสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมจริง​หรือ​ไม่

 

เครื่องมือ​ใน​การเปิดเผยข้อมูลอย่าง​ GRI ​มีประ​โยชน์มาก​ใน​การแยกแยะบริษัทตัวจริงออก​จาก​บริษัทจอมปลอม​ ​เพราะ​บริษัทที่ทำ​ซี​เอสอาร์อย่างจริงจังย่อม​ต้อง​การวัดผลสำ​เร็จของโครงการอย่างจริงจัง​ ​รายงานผล​นั้น​ให้​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียทุกฝ่าย​ได้​รับรู้​ ​และ​อาจ​จะ​อยากเสริมสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร​ด้วย​ ​แต่บริษัทที่ทำ​ดีก็น่า​จะ​มี​ความ​ชอบธรรม​ใน​การ​ได้​รับเครดิต​จาก​การทำ​ดีดังกล่าว​

 

ใน​ประ​เทศไทย​ ​เนื่อง​จาก​บริษัทที่​ใช้​ GRI ​หรือ​วัด​และ​รายงานผลลัพธ์ของโครงการ​และ​กิจกรรมซี​เอสอาร์​ยัง​มีจำ​นวนน้อยมาก​ ​สื่อมวลชน​และ​เอ็นจี​โอ​จึง​น่า​จะ​มีบทบาทสำ​คัญ​ใน​การรายงาน​และ​ติดตามผลลัพธ์ของโครงการเหล่านี้​ ​เพื่อ​ช่วย​ภาคประชาสังคม​ใน​การแยกแยะระหว่างบริษัทตัวจริง​กับ​บริษัทตัวปลอม​ ​แต่​โชคร้ายที่สื่อมวลชนไทย​ส่วน​ใหญ่​ยัง​ "ทำ​ข่าว" ​ด้วย​การแค่​แปะ​ "ข่าวประชาสัมพันธ์​" ​ที่ฝ่ายซี​เอสอาร์ของบริษัทต่างๆ​ ​ส่งมา​ ​ไม่​มีการวิพากษ์วิจารณ์​หรือ​สัมภาษณ์กลุ่ม​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียที่​เป็น​เป้าหมายของโครงการว่าคิดอย่างไร​ ​ใน​ขณะที่​เอ็นจี​โอไทย​ส่วน​ใหญ่​ก็​ไม่​สนใจวงการซี​เอสอาร์​เลย​ ​หรือ​ไม่​ก็จ้องจับผิด​ ​เพราะ​เชื่อว่าขึ้นชื่อว่านักธุรกิจก็​เลว​ทั้ง​นั้น​ ​ทุกบริษัทดี​แต่สร้างภาพ​ ​ไม่​ควรเสียเวลา​ไปสนใจ​ ​ฯลฯ

 

เนื่อง​จาก​ภาคธุรกิจ​เป็น​ภาค​ส่วน​ที่มีทุน​และ​อิทธิพลสูงที่สุด​ใน​สังคม​ ​ถ้า​ธุรกิจ​ไม่​เปลี่ยนกระบวนทัศน์​ใน​การดำ​เนินธุรกิจเสีย​ใหม่​ ​จาก​การแก่งแย่งแข่งขัน​ใน​ทางที่​ "วิ่งแข่งไปสู่จุดเสื่อม" ​เช่น​ ​แข่ง​กัน​ตัดราคา​ ​ทำ​สินค้า​ให้​คุณภาพแย่ลง​หรือ​มีอายุสั้นกว่า​เดิม​ ​ไปสู่กระบวนทัศน์​ "ธุรกิจที่ยั่งยืน" ​ที่คำ​นึง​ถึง​ประ​โยชน์ของ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียทุกฝ่าย​ ​ระบอบเศรษฐกิจระดับประ​เทศก็​ไม่​มีทางที่​จะ​ยั่งยืน​ได้​จริง

 

แต่ภาคธุรกิจก็​ไม่​มีทางทำ​ธุรกิจอย่างยั่งยืน​ได้​ ​ตราบ​ใด​ที่มอง​ไม่​เห็นผลกระทบด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมของธุรกิจ​ ​เพราะ​ธุรกิจ​ไม่​สามารถ​บริหารจัดการ​กับ​อะ​ไรก็ตามที่มอง​ไม่​เห็น

 

การพัฒนาอย่างยั่งยืน​จึง​ไม่​มีวันเกิดอย่าง​เป็น​ระบบ​ ​ถ้า​ปราศ​จาก​การวัดผล​และ​เปิดเผยผลงานด้านสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมของบริษัทอย่างโปร่งใส​และ​ครบถ้วนสมบูรณ์​ ​ทั้ง​แง่บวก​และ​แง่ลบ

 

ความ​นิยมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ​ ​ของเครื่องมืออย่าง​ GRI ​ส่วน​หนึ่ง​เป็น​ผลของแรงกดดันของ​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียภายนอก​ (หมาย​ความ​ว่า​ ​ไม่​ได้​เป็น​ ​"​ผู้​มี​ส่วน​ได้​ส่วน​เสียภาย​ใน"​ ​ที่มีผลประ​โยชน์​โดย​ตรง​ใน​ฐานะ​ผู้​มี​ส่วน​เกี่ยวข้องอย่าง​เป็น​ทางการ​กับ​การทำ​ธุรกิจของบริษัท​ ​เช่น​ ​พนักงาน​ ​แรงงาน​ ​เจ้าหนี้​ ​ผู้​ถือหุ้น​ ​และ​ซัพพลายเออร์) ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ประชาชน​ ​เอ็นจี​โอ​ ​หรือ​ภาครัฐ​ ​ที่กำ​ลังเรียกร้อง​ให้​ภาคธุรกิจมี​ความ​รับผิดชอบต่อสังคม​และ​สิ่งแวดล้อมมากกว่า​เดิม

 

จอห์น​ ​เอลกิงตัน​ (John Elkington) ​นักวิ​เคราะห์​และ​นักธุรกิจ​ผู้​ประดิษฐ์คำ​ว่า​ "triple bottom line" ​เพื่อสรุปกระบวนทัศน์​ใหม่​ที่​เชื่อว่าธุรกิจ​ต้อง​ประ​เมินผลการดำ​เนินงาน​ใน​สามมิติ​ ​คือ​ profits (เศรษฐกิจ), people (สังคม) ​และ​ planet (สิ่งแวดล้อม) ​เขียน​ใน​หนังสือเรื่อง​ The Ecology of Tomorrow"s World (ระบบนิ​เวศของโลกอนาคต) ​ตั้งแต่ปี​ 1980 ​ไว้​ว่า

 

"triple bottom line ​ช่วย​ให้​บริษัท​ให้​ความ​สำ​คัญ​ไม่​เพียงแต่​เฉพาะ​กับ​มูลค่าทางเศรษฐกิจที่พวก​เขา​สร้าง​ ​แต่​กับ​มูลค่าทางสิ่งแวดล้อม​และ​สังคมที่พวก​เขา​สร้าง​และ​ทำ​ลาย​ด้วย​ ​ใน​ความ​หมายที่​แคบที่สุด​ ​คำ​ว่า​ "triple bottom line" ​ควร​ใช้​เป็น​กรอบคิดสำ​หรับการวัด​และ​รายงานผลงานของธุรกิจ​ใน​มิติของเศรษฐกิจ​ ​สังคม​ ​และ​สิ่งแวดล้อม"

 

หลัง​จาก​ที่​เอลกิงตันเขียนหนังสือเล่มนี้​ ​สถานการณ์ก็​เลวร้ายลงเรื่อยๆ​ ​พร้อม​กับ​ความ​หลงระ​เริงของภาคธุรกิจที่มุ่งแต่ทำ​กำ​ไรสูงสุด​ ​และ​ความ​ล้มเหลว​และ​หละหลวมของภาครัฐ​ใน​การออกกฎเกณฑ์บังคับ​ให้​ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อสังคม​และ​สิ่งแวดล้อม​ ​ซึ่ง​ต้อง​มีค่า​ใช้​จ่ายจริงๆ​ (เช่น​ ​ด้วย​การเก็บภาษีมลพิษ) ​สา​เหตุหลัก​เนื่อง​จาก​ภาครัฐ​นั้น​งุ่มง่ามเชื่องช้า​และ​ไร้ประสิทธิภาพกว่าภาคธุรกิจจน​ไม่​มีวันตามทัน​ ​และ​ภาคธุรกิจเองก็มีอิทธิพลเหนือ​ผู้​มีอำ​นาจทางการเมือง​ ​หรือ​ไม่​ก็กุมอำ​นาจ​นั้น​เสียเอง​ ​ด้วย​เหตุนี้​จึง​ไม่​น่า​แปลกใจที่​เอลกิงตัน​จะ​เขียนวิพากษ์อย่างแหลมคม​ ​และ​ด้วย​น้ำ​เสียงที่​เร่งด่วนกว่า​เดิม​ ​ใน​หนังสือชั้นยอดเรื่อง​ Cannibals With Forks (มนุษย์กินคนแบบละ​เมียด) ​ซึ่ง​โปรยปกว่า "The Triple Bottom Line of 21st Century Business" ​ตอนหนึ่งว่า

 

"​ใน​ระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่วิวัฒนาการไป​เร็ว​มาก​นั้น​ ​กฎธรรมชาติคือบริษัทเขมือบบริษัทคู่​แข่ง​ ​อุตสาหกรรมแก่งแย่งแบ่งเค้ก​และ​สวาปามอุตสาหกรรม​อื่น​ ​ใน​สถานการณ์​เช่นนี้​ ​ทุนนิยมที่ยั่งยืน​ ​ซึ่ง​เป็น​รูปแบบ​ใหม่​ของทุนนิยม​ใช้​ส้อม​ (คือกินแบบมีมารยาท) ​ที่กำ​ลังอุบัติขึ้น​ ​จะ​เป็น​ความ​ก้าวหน้าที่​แท้จริงอย่างแน่นอน"

 

ผู้​เขียนหวังว่า​ ​เรื่องราวของ​ความ​เกี่ยวพันระหว่างมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านซี​เอสอาร์​และ​แนวคิด​ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ​ที่นำ​มาถ่ายทอด​ใน​คอลัมน์นี้​ ​จะ​ทำ​ให้​ทุกท่านมองเห็น​ความ​สำ​คัญของซี​เอสอาร์ที่​แท้จริง​ ​โดย​เฉพาะซี​เอสอาร์ที่ยึดโยง​กับ​วิสัยทัศน์​และ​พันธกิจของบริษัทอย่าง​เข้า​ใจ​ใน​แนวคิด​ "ธุรกิจที่ยั่งยืน" ​และ​ดัง​นั้น​จึง​ผนวกผสาน​อยู่​ใน​กระบวนการทำ​ธุรกิจของบริษัท​ ​(​หรือ​ที่มีศัพท์​เฉพาะ​แล้ว​ว่า​ "in-process CSR")

 

ประ​เด็นหนึ่งที่น่าคิดคือประ​โยชน์ของซี​เอสอาร์ต่อผลประกอบการของบริษัทเอง​นั้น​มัก​จะ​เกิด​ใน​ระยะยาว​ ​และ​อาจ​ไม่​อยู่​ใน​รูปยอดขายเพิ่ม​หรือ​กำ​ไรเพิ่ม​ ​แต่ปรากฏชัดเจนว่า​เป็น​ประ​โยชน์ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่​ไม่​คาดฝัน​ ​เช่น​ ​ถ้า​บริษัททำ​ธุรกิจอย่างเปี่ยม​ความ​รับผิดชอบอย่างจริงจัง​และ​จริงใจมานานหลายปี​ ​อยู่​มาวันหนึ่งมีคนกล่าวหาว่าบริษัทขายสินค้าที่หมดอายุ​แล้ว​ ​บริษัท​นั้น​อาจพบว่าตนมี​ "ทุนชื่อเสียง" ​เพียงพอที่​จะ​ยืนหยัดพิสูจน์ข้อกล่าวหาดังกล่าว​ ​โดย​ไม่​เสียลูกค้าที่​เป็น​ขาประจำ​เพราะ​ประทับใจ​ใน​แนวทางทำ​ธุรกิจของบริษัท​ ​มาก​เท่า​กับ​ที่​จะ​เสีย​ถ้า​ไม่​เคยสนใจที่​จะ​ทำ​ธุรกิจอย่างรับผิดชอบ​ ​ดัง​นั้น​ถ้า​มองอย่างนี้​ ​ซี​เอสอาร์บางกรณีอาจเปรียบเสมือนการซื้อประ​กัน​ความ​เสี่ยง​ ​มากกว่าการสร้างราย​ได้​หรือ​ผลกำ​ไร

 

บริษัทที่​เข้า​ใจ​ใน​ซี​เอสอาร์ที่​แท้จริงย่อมมีวิสัยทัศน์ยาว​ไกล​กว่าบริษัทคู่​แข่ง​ ​และ​เชื่อมั่นว่าการทำ​ธุรกิจแบบมีซี​เอสอาร์​นั้น​จะ​ขับเคลื่อนธุรกิจ​ให้​รุ่งเรือง​และ​ยั่งยืน​ใน​ระยะยาว​ ​ถึง​แม้ว่าอาจมีต้นทุนทางการเงินของการทำ​ซี​เอสอาร์ที่​ต้อง​แบกรับ​ใน​ระยะสั้น​ ​

 

​เหนือสิ่ง​อื่น​ใด​ ​บริษัทแบบนี้​เข้า​ใจว่า​ ​ถ้า​สังคม​อยู่​ไม่​ได้​ ​ธุรกิจก็​อยู่​ไม่​ได้

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2552