ท้องฟ้ายามเย็นของช่วงรอยต่อลมเปลี่ยนทิศส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในสวนลอยมาแตะจมูก ท้องฟ้าสีฟ้าโล่งมองเห็นเหยี่ยวอพยพบินร่อนเป็นกลุ่ม สูงลิบๆ
ช่วงปลายเดือนตุลาคมปีนี้(๒๕๕๒) ยังมีเหยี่ยวอพยพบินให้เห็นบ้างประปราย บางตัวบินต่ำเรี่ยยอดไม้ บางกลุ่มหยุดพักแล้วไม่บินไปไหนไกลกว่านี้อีก สวนขี้คร้านจึงมีโอกาสต้อนรับผู้เดินทางไกลด้วยสายลมและสองปีกทุกปี
ช่วงนี้เองที่บางจังหวะลมว่าวหรือลมออก(ตะวันออก) เริ่มพาแพเมฆสีดำเคลื่อนเข้ามาต่อสู้กับลมตก(ตะวันตก) บางวันฝน บางวันแดดร้อนฟ้าโล่ง บางวันสลับสับเปลี่ยนกันไปมาน่าปวดหัวตัวร้อนและเป็นไข้ไปในที่สุด
ปีนี้ผมไม่ได้ทำนา จึงมีโอกาสแผ้วถางบางส่วนในสวนที่รกไปด้วยต้นไม้เล็กๆ และเถาวัลย์ออกไปเพื่อบำรุงมะพร้าวให้ออกดอกออกผลรายเดือนเลี้ยงชีวิตช้าๆ ของคนในสวนได้ ขณะเดียวกัน เมื่อสวนบางส่วนโล่งเตียน หญ้าเตี้ยๆ งอกงามปกคลุม ม้าไทยสองตัวซึ่งเป็นพนักงานตัดหญ้าและให้ปุ๋ยยินดีปรีดาเป็นนักหนา
ห่วงโซ่ชีวิตน้อยๆ ที่สัมผัสได้ง่ายในสวนฯ
หลายวันมานี้การเงินในบ้านเริ่มฝืดเคืองอีกครั้ง ชีวิตทำท่าจะถูกโรคซึมเศร้าโถมเข้าใส่ แต่พอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง ผลหมากรากไม้ในสวนยังให้ผลผลิตมาช่วยพยุงต่อไปได้
ในสวนขี้คร้านในยุคที่ผมยังเป็นเด็ก แม่ พ่อ และย่า ควายอีกสอง ลิงกังอีกหนึ่ง หลายชีวิตเหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สุขตามประสาที่เด็กในวัยก่อนเข้าโรงเรียนประถมพึงรู้สึกว่าสุข
ข้างบ้านเรามีต้นส้มจี๊ดอยู่สามต้นสูงใหญ่ชนิดที่ต้องใช้พะองพาดแล้วป่ายปีนขึ้นไปเก็บผลมาทำน้ำพริก หรือแกงส้ม
ส้มจี๊ดเป็นส้มที่บ้านเราใช้แทนมะนาวเพราะหอมอร่อยกลมกล่อมกว่ามะนาวซึ่งเปรี้ยวแหลม ที่สำคัญกว่านั้นคือ มะนาวบ้านเรา ไม่ค่อยมีใครนิยมปลูกอาจเพราะดินไม่เหมาะ หรือขาดต้นพันธุ์ยังไม่แน่ชัด
ส้มจี๊ดต้นสูงใหญ่จนสามารถปลูกบวบช่อน(บวบพื้นบ้านชนิดหนึ่งผลเล็กกลิ่นเหม็นเขียวแต่รสชาติดี)ให้มันเลื้อยขึ้นไปบนยอดสูงลิบนั่นได้ ส้มจี๊ดออกผลดกขณะเดียวกันกับบวบก็ดกเฉกกัน
แม่ปีนต้นส้มจี๊ดสูงลิบ ค่อยๆ ประจงเก็บทั้งผลส้มและผลบวบ จับช่อจัดผลรวบเข้าเป็นกลุ่มๆ เหมือนช่อดอกไม้ที่มีดอกเป็นลูกกลมๆ สีเขียวมันเลื่อม วางเรียงในกระจาดเตรียมไว้ขายที่ตลาดในอำเภอตอนเช้ามืดของอีกวันหนึ่ง
กระจาดทั้งสองมีผักหลากชนิดทั้งผล ใบ หัวและต้น
แม่เป็นนักวางแผนที่ไม่ค่อยพูดแผนออกมาให้ใครในบ้านได้รับรู้ คงเหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่เกิดทันยุครัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำเนินชีวิตมาท่ามกลางความดิบเถื่อนของพงไพร กระทั่งทางตีนกลายเป็นทางลูกรัง กระทั่งเป็นทางลาดยางในที่สุด
ข้างบ่อรูดินซึ่งมีไว้สำหรับการกินดื่มและใช้สอย แม่ทำแปลงแปลงผักเล็กๆ ใช้ขี้เถ้าจากการเผาถ่านของพ่อ มาคลุกกับดินจากนั้นนำต้นหอมแบ่งมาปลูกไว้ห่างๆ กัน ปักเสาเล็กๆ มุงด้วยใบมะพร้าวกันแดดแรง รดน้ำทุกเย็นที่เราไปอาบน้ำ พรวนดิน ถอนหญ้า
ไม่นานต้นหอมอวบอ้วนเริ่มแบ่งออกเป็นสองต้น สามต้น สี่ต้น จากนั้นแซะแบ่งออกมาเหลือติดดินไว้ต้นเดียวเหมือนเดิม
หอมแบ่ง ถูกแม่รวบกำห่อกลัดด้วยใบมะพร้าวสด วางรวมกับผักอื่นๆ ให้ได้มากพอที่จะเดินหาบอย่างคุ้มค่าจากบ้านจนถึงตลาดด้วยระยะทางสองกิโลเมตร ไปกลับสี่กิโลเมตรทุกวัน
เมื่อผมรื้อบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรมเจียนพังมาทำให้ในพื้นที่ด้านหน้าของบ้านหลังเดิม ต้นส้มจี๊ดต้นโตสองต้นจึงสังเวยการก่อสร้างไปเรียบร้อย
แต่แม่ยังอยู่ ด้วยวัยที่ย่างเข้าสู่เก้าสิบเจ็ดขวบปี เป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิญญาณของเด็กน้อยในตัวผมให้ก้าวข้ามผ่านช่วงวิกฤติแต่ละช่วงมาได้ทุกครั้ง

ส้มจี๊ดต้นเล็กๆในสวน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้สูงลิบออกดอกออกผลดกทุกครั้งที่ส้มจี๊ด และมะนาวในตลาดเริ่มขาดแคลน ราคาเริ่มแพงขึ้นและที่สำคัญเป็นช่วงที่บ้านเราเริ่มขาดเงินพอดี
ท้องฟ้ายามเย็นของช่วงรอยต่อลมเปลี่ยนทิศส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในสวนลอยมาแตะจมูก ท้องฟ้าสีฟ้าโล่งมองเห็นเหยี่ยวอพยพบินร่อนเป็นกลุ่ม สูงลิบๆ มีบางตัวที่ร่อนบนต่ำเรี่ยยอดไม้
ขณะที่ผมเงยหน้าขึ้นมองผลส้มจี๊ดบนต้น มือจับสอยมั่นค่อยๆ สอยลงมาทีละลูก สองลูก ตัดแต่งกิ่งก้านออกให้เหลือติดผลน้อยที่สุด ประจงวางในกระชุไว้ไผ่ เงยหน้าขึ้นสอยอีกครั้งพบว่ามีนกเหยี่ยวตัวหนึ่งบนต่ำจนเห็นรายละเอียดถึงนัยตาคมวาวของเธอ แสงสุดท้ายยามเย็นสาดเข้าที่ร่างเบาของเหยี่ยวตัวนั้นแลดูน่าเกรงขาม
อีกปีหนึ่งแล้วหรือที่เราเจอกัน เหมือนการนัดหมายที่ไม่ได้มีสัญญา เหมือนข้อตกลงที่ไม่ได้ผูกมัด เราต่างใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณดั้งเดิมที่บรรพชนปูทางเอาไว้ให้ แม้ไม่สนานในทุกวันคืนที่ผ่านพ้น แต่กลับรู้สึกมั่นคงด้วยว่ามีแผ่นดินให้หยัดยืน เพาะปลูก และล้มตัวนอน มีท้องฟ้าให้เงยแหงน ให้ยอดไม้ได้เสียดสูง
น่าแปลก....นัยตา ตาใน กลับมองเห็นภาพของแม่ป่ายปีนอยู่บนต้นส้มจี๊ด ค่อยๆ ประจงเก็บผลเล็กๆ ทีละลูกหย่อนลงกระป๋อง ภาพแต่ละภาพเหมือนฉายถอยหลัง โดยมีเงาของแม่ซ้อนทับและผมเป็นผู้แสดงรุ่นถัดมา ด้วยพฤติกรรมแบบเดียวกัน จุดมุ่งหมายแบบเดียวกัน
ทันใดนั้นผมพบว่าตัวเองนัยตารื้น ไม่สามารถแหงนมองเหยี่ยวได้อีก