เมื่อวันก่อนได้ดูละครย้อนยุค ตัวละครที่เป็นคุณหนูตระกูลผู้ดีเอาแต่ใจไปโกงข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย และถูกจับได้ทำให้ถูกปรับตก แต่ลูกคนใช้บ้านเดียวกันกลับสอบเข้าจุฬาฯ ได้ที่หนึ่งของคณะ ด้วยความหวังดี ญาติๆ จึงเสนอความคิดให้คุณหนูไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ในขณะนั้นมีหลายคณะเปิดให้สมัครเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ แต่คุณหนูพอได้ยิน ก็ร้องยี้ เพราะคิดว่ามหาวิทยาลัย “เปิด” ไม่มีศักดิ์มีศรีเหมือนมหาวิทยาลัยปิด
ค่านิยมต่อมหาวิทยาลัยปิดที่มีประวัติยาวนาน ยังคงมีจนถึงทุกวันนี้ ธรรมศาสตร์ซึ่งในเวลาต่อมายกเลิกระบบ “ตลาดวิชา” หันเข้าสู่ระบบสอบคัดเลือกเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น ก็ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียง ผู้คนยุคปัจจุบันมองธรรมศาสตร์ว่าเป็นมหาวิทยาลัยสูงศักดิ์เช่นเดียวกับจุฬาฯ และมีความรู้สึกต่อรามคำแหงหรือสุโขทัยธรรมธิราชในลักษณะที่ไม่ต่างกับที่ผู้ดีสมัยก่อนมีความรู้สึกต่อตลาดวิชาธรรมศาสตร์
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ สมาชิกคณะราษฎรและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งเป้าให้ธรรมศาสตร์เป็นเมล็ดพันธุ์ของระบบการศึกษาแบบ “เปิด” ที่สอดคล้องกับหนึ่งในหลักหกประการของคณะราษฎร ที่ให้คำมั่นในวันปฏิวัติ 2475 ว่าจะจัดการศึกษาให้ราษฎรทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพพลเมืองให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างมีคุณภาพ
หลักสำคัญของการศึกษาระบบเปิด คือการลดอุปสรรคต่อการเข้าถึงความรู้ ตั้งแต่การสอบเข้า การเดินทางมาเรียน ต้นทุนการซื้อตำราและสื่อการเรียนการสอน นอกจากนั้นการศึกษาเปิดยังมุ่งให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ถูกต่อยอดได้ไปเรื่อยๆ ซึ่งในทางปฏิบัติคือการสร้างกลไกและบรรยากาศที่เอื้อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับผู้เรียนคนอื่นและผู้สอนได้โดยง่าย การเปิดตำราเรียนสู่สาธารณะ จนถึงการเปิดให้คนภายนอกสามารถร่วมกันแก้ไขตำราเรียน เพื่อทำให้ความรู้นั้นยังคงทันสมัยอยู่เรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เพื่อก้าวพ้นอุปสรรคของการศึกษาตามระบบปกติ ที่ผู้เรียนต้องขวนขวายหา “สำนักวิชา” ซึ่งเข้าไปเรียนได้ยาก มีค่าใช้จ่ายสูง และเมื่อเรียนแล้วก็ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดต่อได้โดยสะดวก เพราะหนังสือหรือสื่อการเรียนการสอนถูกสงวนลิขสิทธิ์โดยมหาวิทยาลัย ไม่สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้
อย่างไรก็ตาม การสร้างมหาวิทยาลัยเปิดเมื่อ 50 กว่าปีก่อนไม่ได้ทำได้ง่ายๆ เพราะถึงแม้สถาบันจะมีนโยบายและความตั้งใจในการเปิดความรู้ของตนออกสู่สาธารณะให้ได้มากที่สุด แต่การที่ห้องเรียนและสื่อการเรียนการสอนเป็นสื่อ “กายภาพ” ที่ไม่สามารถทำซ้ำหรือเผยแพร่ออกไปง่ายๆ ทำให้สถาบันการศึกษามีสภาพ “ปิด” โดยปริยาย นอกจากนั้น ระบบลิขสิทธิ์ทั่วไปยังเป็นข้อจำกัด ทำให้หนังสือและสื่อการเรียนการสอนยังคงอยู่ในมือของมหาวิทยาลัยและผู้เรียนที่เป็นนักเรียนโดยตรงของสถาบันนั้นๆ
การเรียนการสอนทางไกลช่วยแก้ปัญหานี้ได้บางส่วน โดยการให้ผู้เรียนอยู่กับบ้าน และรับตำราเรียน โน้ตอ่านประกอบ และข้อสอบไปศึกษาโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน การเรียนการสอนทางไกลถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้รับความนิยม มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในโลกก็มีทางเลือกระบบการเรียนทางไกลที่มีคุณภาพสูงไม่ต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียน และล่าสุด หลายสถาบันเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการเผยแพร่เนื้อหาวิชาเรียน การอภิปรายพูดคุยระหว่างผู้สอนและผู้เรียน จนถึงการทำข้อสอบและส่งข้อสอบ
แต่การเรียนทางไกลก็แก้ปัญหาได้ไม่กี่อย่าง เช่นปัญหาระยะทางและต้นทุนการศึกษา อันที่จริง สถาบันหลายแห่งเก็บค่าเรียนทางไกลแพงกว่าค่าเรียนปกติด้วยซ้ำ การเรียนทางไกลจึงกลายเป็นช่องทางให้สถาบันหาเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเพราะต้นทุนถูกแต่เก็บค่าเรียนแพง และในหลายๆ ครั้ง มันกลายเป็นช่องทางทำให้ผู้เรียนที่ไม่ได้ตั้งใจจะศึกษาหาความรู้จริงๆ ได้ปริญญาไปง่ายๆ
อินเทอร์เน็ตในฐานะช่องทางการสื่อสารใหม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่คนในสังคมเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และเชื่อมโยงมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน การศึกษาเรียนรู้ก็ไม่เว้นที่จะได้รับผลและกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ การที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงคนจำนวนมหาศาลทำให้การเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในสถาบันการศึกษา ยุคนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ความเท่าเทียมด้านการศึกษากำลังจะเกิดขึ้นจริง
อย่างไรก็ตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาไม่ได้ถูกลดทอนไป อันที่จริง สถาบันการศึกษาอยู่ในฐานะที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากร และพลังของเครือข่ายในการรวบรวม ประมวล และเผยแพร่ความรู้ได้เป็นอย่างดี ความเป็นสถาบันการศึกษาเป็นทุนทางสังคมที่มีต้นทุนสูง และมีศักยภาพและโอกาสมหาศาลในการทำให้คนในสังคมมีความรู้ กลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ดังนั้น การปรับตัวของสถาบันการศึกษา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเพื่อการใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด
การปรับตัวของสถาบันการศึกษาเพื่อโอบรับโลกยุค 2.0 จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน “ช่องทาง” การจัดการศึกษา แต่ยังต้องเปลี่ยน “วิธีการ” ในการจัดการศึกษา โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับสถาบันการศึกษา เป็นไปอย่างสะดวก ง่ายดาย เปิดกว้าง และเข้มข้นยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่สำคัญของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ระบบเปิด คือโครงการ OpenCourseWare ของ MIT (ocw.mit.edu) ที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ เอกสารอ่านประกอบ ข้อสอบ แบ่งตามหมวดหมู่และวิชาต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ขึ้นบนเว็บและเปิดให้ทุกคนเข้ามาเรียนได้โดยไม่มีขีดจำกัดแม้แต่การสมัครสมาชิกหรือลงทะเบียน และมีพื้นที่ในการอภิปรายพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหา ยิ่งไปกว่านั้น บทเรียนทั้งหมดที่เผยแพร่ในเว็บยังใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้งานนำเนื้อหาไปเผยแพร่ต่อ หรือดัดแปลงต่อยอดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแค่ต้องอ้างที่มาเท่านั้น
การบุกเบิกวิธีการใหม่ๆ ในการจัดการศึกษาเช่นของ MIT ช่วยให้การศึกษาเปิดกว้างยิ่งขึ้น ทั้งโดยการลดอุปสรรคในการเข้าเรียนและเข้าถึงความรู้ โดยการทำให้ใครก็ได้สามารถเข้าเรียนได้ และโดยการสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ทั้งระหว่างผู้เรียน-ผู้สอน และผู้เรียน-ผู้เรียน ให้เข้มข้นและกว้างขวางมากขึ้น เพราะผู้เรียนทั่วโลกสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ ในเนื้อหาร่วมกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่
ความเป็นจริงก็คือสถาบันการศึกษาสมัยใหม่ต่างยังลังเลที่จะเปลี่ยนแปลง โดยมีข้อกังวลหลักคือการสูญเสียความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของความสูงส่งสง่างาม อีกทั้งอาจจะเสียรายได้จากค่าเล่าเรียนและค่าขายตำรา อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมกำลังทำให้ผู้ที่ยังใช้โมเดลแบบปิดกั้นถูกมองว่าล้าสมัยและเห็นแก่ตัว เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในวงการซอฟท์แวร์รหัสเปิด (Open-source) ที่เข้ามาท้าทายซอฟท์แวร์ที่มีบริษัทเป็นเจ้าของแบบดั้งเดิม (Proprietary) อันที่จริง การเปิดกว้างทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้จักและเข้าถึง “ผลิตภัณฑ์” ของเรา ซึ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพก็ย่อมได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อมีผู้เข้าถึงมากขึ้น ส่วนโมเดลด้านรายได้ก็สามารถปรับเปลี่ยนไปได้หลายรูปแบบ เช่นการแบ่งสินค้าเป็นหลายกลุ่ม (ตำราเรียนเป็นเล่ม / บทเรียนออนไลน์ / บทความ) หรือการแบ่งตลาดเป็นหลายกลุ่ม (การรับเข้าเรียนตามปกติ / เรียนออนไลน์ / เรียนแบบเสรีไม่ต้องลงทะเบียน)
การเรียนรู้เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับสถาบัน แต่พัฒนาการของสังคมได้ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่มีเป้าหมายเฉพาะทางและไม่ได้เป็นไปเพื่อการ “รู้” อย่างแท้จริง การศึกษาระบบเปิดจะทำให้การเรียนรู้หวนกลับไปสู่เป้าหมายดั้งเดิม และพัฒนาให้เกิดรูปแบบและสาระใหม่ๆ ในอนาคต