ปราบดา ถึง วินทร์
สิงหาคม 2549 กรุงเทพฯ
ด้วยความไม่คาดฝัน งานเขียนบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ทำให้ผมมีอันต้องเดินทางไปไกลถึงนิวยอร์กบ้านเก่าอีกครั้งครับ
น่าจะดีใจที่จะได้แวะทักทายเพื่อนฝูง ได้เดินดูหนังสือหรือสิ่งของจิปาถะ ได้เข้าพิพิธภัณฑ์ดีๆที่หายากในบ้านเรา โดยมีคนออกค่าเดินทางให้ทั้งหมด แต่อาจเพราะอายุที่หนุ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมเกิดรู้สึกลังเล เกิดอาการหวาดผวาที่จะต้องนั่งเครื่องบินนานร่วมยี่สิบชั่วโมง ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยหยุดคิดเรื่องปริมาณเวลาในการเดินทางเท่าไรนัก
นี่ถ้าผมรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายเกี่ยวกับสนามบินและผู้ก่อการร้าย คงยิ่งคิดหนักกว่านั้นอีกหลายกองทีเดียว (แต่ใช่ว่าคิดหนักแล้วจะไม่ต้องไปทำงาน!)
สองวันหลังจากที่ไปถึงนิวยอร์กเรียบร้อย ผมจึงได้ข่าวตำรวจจับผู้ต้องสงสัยในประเทศอังกฤษ (ส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาวชาวมุสลิมที่เกิดในอังกฤษ) เพราะเสาะสืบพบว่ามีการวางแผนระเบิดเครื่องบินจากอังกฤษมาอเมริกาประมาณสิบลำ สร้างความปั่นป่วนให้นักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วสนามบินฮีธโรว์ (Heathrow) แห่งกรุงลอนดอน มีการระงับเที่ยวบินบางเที่ยวของสายการบินบางสาย มีการตรวจตราผู้โดยสารอย่างเข้มงวดเต็มพิกัด และมีคำสั่งห้ามของเหลวทุกชนิดขึ้นเครื่อง ตั้งแต่เครื่องดื่ม ของเกือบเหลวอย่างครีมหรือลิปสติก รวมถึงอาหารสำหรับเด็กเล็ก นักเดินทางจำนวนมากต้องแกร่วอยู่ที่สนามบินอย่างไม่รู้ชะตากรรม หลายคนต้องสูญเสียข้าวของเพราะไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกห้ามนำขึ้นเครื่อง
ระหว่างอยู่ที่นิวยอร์ก ผมนึกหวัง (พยายามไม่ใช่คำว่า “ภาวนา” เพราะไม่รู้ว่าภาวนาให้ใครฟัง) ให้เรื่องวุ่นวายทั้งหมดคลี่คลายและสงบลงโดยเร็ว ลำพังการเดินทางยาวนานเหน็ดเหนื่อยก็ถือเป็นความ “ไม่สงบ” อยู่พอสมควร หากมีความวิตกจริตผสมผสานเข้าไปอีก คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าประทับใจเท่าไรนัก
แต่ก็อย่างว่าละครับ ไม่อยากเจออะไรก็มักได้เจอสิ่งนั้น
วันที่ผมต้องเดินทางกลับ ทุกคนตักเตือนว่าให้ไปถึงสนามบินก่อนกำหนดเวลานานๆ เมื่อไปถึง ผมเห็นแถวตรวจคนตั้งยาวโย้เย้รออยู่ตามคาด ความที่ชีวิตในกรุงเทพฯสอนให้คุ้นชินกับการรอคอยอะไรนานๆมาพอช่ำชอง (รถติด!) ผมจึงไม่ตื่นเต้นตกใจเท่าไร เดินไปต่อแถวอย่างสงบเสงี่ยมและด้วยอารมณ์ปกติสุข
วิกฤติที่ทำให้คนเรามีประสบการณ์เดียวกัน มักสร้างความรู้สึกของการ “ร่วมทุกข์ร่วมสุข” ที่น่ารักดี ระหว่างยืนรอเช็คอินจนกล้ามเนื้อในขาชักอ่อนชักล้า ผมเห็นนักเดินทางคนแล้วคนเล่าเดินเข้ามาต่อแถวด้วยสีหน้างุนงงคล้ายๆกัน เอ่ยปากถามคำถามเหมือนกัน (“นี่คือแถวเช็คอินไปลอนดอนใช่ไหม”) และจำใจต้องวางกระเป๋า ยืนนิ่งพลางชะเง้อมองอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ของตัวเองไปพร้อมๆกัน ใครมีมนุษยสัมพันธ์ดีหน่อยก็ชวนกันคุยเพลินๆ ฆ่าเวลา คงมีคนได้เพื่อนใหม่จากวิกฤตินี้ไปบ้าง
การต่อแถวใช้เวลานานมาก อาจจะเกือบสองชั่วโมง เมื่อได้ตั๋วที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต้องเดินไปเข้าแถวรอตรวจสัมภาระและตรวจร่างกายอีกด่านหนึ่ง ท่ามกลางเสียงบ่นและคำถามมากมายของผู้คนจากทั่วสารทิศ ผมได้ยินพนักงานสนามบินออกปากตัดพ้อทำนองว่า “นี่มันอะไรกัน วุ่นวายไปหมดแล้ว”
ก็น่าเห็นใจครับ นักเดินทางที่ต้องหงุดหงิดกับความงุ่นง่านในขั้นตอนต่างๆนั่นก็เป็นความน่าเบื่อหน่ายอย่างหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่สนามบินต้องเจอเรื่องปวดหัวทั้งวันโดยไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหนเลย ต้องอยู่รองรับความหงุดหงิดของคนอื่นที่เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปเรื่อยๆ แถมยังเสี่ยงต่อการเป็นเป้าตำหนิติด่าของนักเดินทางผู้หงุดหงิดเหล่านั้น
ประสบการณ์หลายครั้งสอนผมว่า “ความเบา” เป็นนโยบายที่ดีที่สุดของการเดินทางไกล ศิลปะขั้นสูงของการเดินทางคือการจัดกระเป๋าได้ลงตัว การคัดสรรอย่างเหมาะเจาะว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น การคาดคะเนสภาพดินฟ้าอากาศได้แม่นยำจนคำนวณจำนวนเครื่องนุ่งห่มได้พอดิบพอดี รวมไปถึงการเลือกใช้กระเป๋าที่สะดวกในการเคลื่อนย้าย แต่ขณะเดียวกันก็มีความจุพอให้มีที่ว่างเหลือเผื่อสำหรับของใหม่ๆที่อาจพอกพูนขึ้นระหว่างการเดินทาง ทั้งหมดรวมเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือทำอย่างไรก็ได้ให้เดินทางคล่องแคล่วและเบาสบายที่สุด
ปกติผมยึดมั่นกับนโยบายเดินทางอย่างเบาได้ค่อนข้างดี ทว่าการเดินทางไปนิวยอร์กคราวนี้ถือเป็นครั้งที่ผมพลาด ไม่กังวลเรื่องความเบาเท่าที่ควร เนื่องด้วยจำเป็นต้องแบกหามอุปกรณ์ล้นเกินไปใช้ทำงาน ยังไม่นับที่ต้องยัดของฝากอีกสามสี่ชิ้นสำหรับเพื่อนฝูงที่ไม่เห็นหน้ากันมาหลายปี ใครจะไปรู้ล่วงหน้าว่าต้องเผชิญการตรวจตราเข้มข้นผิดวิสัย และต้องเจอมาตรการจำกัดสิ่งของขึ้นเครื่อง ไม่เห็นคอลัมน์ดูดวงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับไหนจะเตือนผมว่า “ดาวก่อการร้ายเคลื่อนเข้าทับราศีเกิด ไม่ควรแบกหามสัมภาระรุงรังระหว่างเดินทางไปอเมริกา”
กฎบังคับเรื่องการนำของขึ้นเครื่องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแทบทุกชั่วโมง วันที่ผมขึ้นเครื่องจากสนามบินจอห์น เอฟ เคเนดี้ (JFK) ของนิวยอร์ก เจ้าหน้าที่ไม่ห้ามปรามให้ผมขนกระเป๋าใส่กล้องวิดีโอและคอมพิวเตอร์ขึ้นไปด้วย (ขืนเช็คกระเป๋าใบนี้เข้าใต้ท้องเครื่อง เป็นต้องโดนโยนโดนยำจนจำหน้ากันไม่ได้แน่นอน) แต่เมื่อถึงสนามบินฮีโธรว์เพื่อเปลี่ยนเครื่อง (ช้าไปชั่วโมงกว่า ทำให้ผมต้องวิ่งคางเชิดสะท้านลมแอร์ไปยังอีกอาคารเพื่อเปลี่ยนเครื่องแทบไม่ทัน อวัยวะหลายส่วนบนร่างกายผมยังโยกย้ายหย่อนยานโตงเตงจากการซอยเท้าคราวนั้น) กลับพบว่าเจ้าหน้าที่อังกฤษเพิ่งออกกฎใหม่ ห้ามนำกระเป๋าทุกชนิดขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาด
เวรแล้วสิครับ ผมมีกระเป๋าติดสอยห้อยตามมาถึงสองใบ แต่ละใบมีความสำคัญมากกว่าความเป็นกระเป๋า เพราะมีหน้าที่แบกรับอุปกรณ์สำคัญที่ไม่สามารถหอบหิ้วด้วยมือหรือแขนได้ง่ายๆ เมื่อพนักงานตรวจความปลอดภัยเห็นหน้าผม เขาบอกด้วยน้ำเสียงสงสารว่า “คุณต้องเอาของทุกชิ้นในกระเป๋าออกมาใส่ถุงพลาสติกใส แล้วทิ้งกระเป๋าไว้ที่นี่” เล่นเอาผมยืนอึ้งอยู่สองสามวินาที พยายามคิดว่าจะมีประโยชน์อะไรไหม หากผมจะยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยการพิสูจน์ว่ากระเป๋าทั้งสองใบของผมปลอดอาวุธโดยสิ้นเชิง จะให้กรีด ให้แกะ ให้แทะกระเป๋าให้ดูตรงนั้นเลยก็ได้ว่าไม่มีชนวนระเบิด ไม่มีของแหลมคม ไม่มีกระทั่งขนมขบเคี้ยวสักชิ้น แต่พยายามอย่างไรก็คงไม่เกิดผล ขณะที่ทุกคนกำลังวิตกจริตเรื่องผู้ก่อการร้ายที่อาจคร่าชีวิตคนได้เป็นพันเป็นหมื่น เหตุใดเขาจะต้องให้สิทธิพิเศษกับนักเขียนไทยผู้เขียนหนังสือด้วยสำนวนส่อพิรุธอย่างผม
ผมเสียกระเป๋าที่ซื่อสัตย์ไปสองใบ (ไม่มีเวลาร่ำไห้ แต่ก็มองมันด้วยความอาลัยพอสมควร) ต้องย้ายของทั้งหมด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ยันกระดาษทิชชู ลงในถุงพลาสติกใส แล้ววิ่งแจ้นไปขึ้นเครื่องอย่างทุลักทุเล
ดูเหมือนผมจะเป็นผู้โดยสารคนสุดท้ายที่ทุกคนรอด่าเพราะทำให้การเดินทางล่าช้า เมื่อก้าวเข้าไปในเครื่องบิน พนักงานรีบขอให้ผมทิ้งถุงพลาสติกไว้กับเขา อนุญาตให้ผมเก็บหนังสือปกอ่อนไว้อ่านได้หนึ่งเล่ม เมื่อไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆสามีภรรยาชาวอังกฤษรุ่นพ่อรุ่นแม่ เขาบอกผมว่า “โชคดีที่วันนี้เอาหนังสือขึ้นมาอ่านได้นะ เมื่อวานทุกอย่างถูกห้ามหมด” ทีแรกผมแปลกใจเล็กน้อยที่กระทั่งหนังสือก็กลายเป็นของต้องห้ามไปกับเขาด้วย สงสัยว่าหนังสือสามารถใช้เป็นอาวุธก่อการร้ายได้อย่างไร แต่เมื่อนึกว่า หนังสือบางเล่ม (เช่นของนักเขียนอย่างนายปราบดา หยุ่น) คงน่าเบื่อจนคนอ่านทรมาน สำรอกเป็นเลือด ก็พอจะเริ่มเข้าใจและเห็นคล้อยกับเจ้าหน้าที่อังกฤษอยู่บ้างเหมือนกัน
หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ค่อยๆสงบ การเดินทางร่วมสิบสามชั่วโมงจากลอนดอนถึงกรุงเทพฯ ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ถึงแม้ว่ากระเป๋าใหญ่ของผมจะเดินทางมาไม่ถึง (ผมเพิ่งได้กระเป๋าเมื่อคืน) แต่ก็ต้องคิดเสียว่า ระหว่างกระเป๋ามาช้ากับเครื่องบินระเบิดกลางอากาศ อย่างแรกคงน่าหงุดหงิดใจไม่มากเท่าอย่างหลัง
ความรู้สึกของผมเกี่ยวกับสถานการณ์ตื่นตระหนกครั้งนี้ คือ ตั้งแต่โศกนาฏกรรม 9/11 ที่ล่วงมาเกือบห้าปี โลกยังตกอยู่ในความหวาดผวา และยิ่งจะอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลดลง เพราะไม่มีอะไรตัดสินหรือรับรองความ “ปลอดภัย” ได้อีกแล้ว แม้ว่าวันนี้พรุ่งนี้ นายบินลาเดนจะถูกจับได้หรือถูกฆ่าตาย ก็ไม่ได้หมายความว่าการก่อการร้ายจะตายพร้อมกับเขา ความรุนแรงและการก่อการร้ายกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลสำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร (หรือไม่นับถือศาสนาอะไรเลย) ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ไม่ว่าจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ผู้ก่อการร้ายไม่สนใจเจาะลึกถึงปัจเจกชน ไม่สนแม้ว่าพวกเขาจะฆ่ากระทั่งคนนับถือศาสนาเดียวกัน ดังนั้น ความหวาดผวากังวลจึงตกอยู่กับทุกคนบนโลกนี้เท่าเทียมกันหมด ไม่เหมือนสงครามที่มีเส้นแบ่งแยกฝักฝ่ายชัดเจน ไม่เหมือนการเหยียดผิว ไม่เหมือนการปะทะระหว่างความเชื่อที่แตกต่าง ความไม่สงบของโลกยุคหลังสมัยใหม่ คือภัยที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดและพร้อมจะทำร้ายใครก็ตามที่บังเอิญเดินผ่านมา
ระหว่างติดอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายในสนามบิน คำพูดของพนักงานคนหนึ่งฟังแล้วสะกิดใจ เขาเป็นลุงแก่ๆ เชื้อสายอินเดียน (จากประเทศอินเดีย ไม่ใช่ชาวอินเดียนแดง) แต่คงถือสัญชาติอังกฤษ แกเห็นผู้คนหงุดหงิดกับความว้าวุ่นแล้วคงเห็นใจ เปรยปลอบขึ้นใกล้ๆผมว่า ตอนนี้ใครๆก็ซวยกันหมด คนตกเครื่องกันระนาว กระเป๋าหายกันเป็นเบือ ถูกตรวจเข้มจนแทบต้องแก้ผ้าเดินทาง
แล้วตบท้ายว่า “นอกจากพวกเศรษฐี พวกนั่งชั้นหนึ่ง พวกนี้ไม่มีใครว่าอะไร โดนตรวจนิดๆหน่อยๆก็ปล่อย ได้ความสะดวกสบายเหมือนเดิม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเงินทั้งนั้น ใครมีเงินมากก็ได้อภิสิทธิ์มาก ไม่ต้องเจอปัญหาหงุดหงิดใจเหมือนคนอื่น มันไม่ยุติธรรมเลย”
สัจธรรมสากลของโลกยุคนี้ครับ เงินคืออำนาจ และคือปัจจัยแบ่งแยกฝักฝ่ายระหว่างมนุษย์ที่แท้จริง
ไม่ใช่ความผิดของเงิน แต่เป็นความอ่อนแอของมนุษย์มากกว่า
ท่ามกลางภาวะหวาดผวาของสังคมโลกในยุคนี้ ไม่ค่อยมีใครเฉลียวใจว่า ผู้ก่อการร้ายและความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดในอนาคต ล้วนเป็นไปได้เพราะการสนับสนุนของเงินมหาศาลทั้งนั้น แผนทำลายตึกแฝด เวิร์ลด์ เทรด เซ็นเตอร์ จะไม่เกิดขึ้นหากผู้ก่อการร้ายไม่มีเงิน ทุกขั้นตอนที่ผ่านการทบทวนอย่างละเอียด คือการ “ลงทุน” ด้วยงบประมาณไม่น้อย ไม่ต่างจากการทำธุรกิจใหญ่ เพียงแต่ว่า ธุรกิจของพวกเขาคือการฆ่าคนจำนวนมาก ไม่ใช่การขายน้ำอัดลมหรือเครื่องเล่น MP3
นักวิเคราะห์สังคมบางคนถึงกับบอกว่า สถานการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือผลผลิตที่ไม่ได้ตั้งใจของระบบทุนนิยมนั่นเอง
ไม่แน่นะครับ เศรษฐีที่เดินขึ้นเครื่องบินเข้าไปนั่งจิบไวน์ในชั้นหนึ่ง กับผู้นำผู้ก่อการร้าย อาจจะเป็นคนเดียวกัน
เป็นไปได้ ก็ขนาดอัศวินผู้พิทักษ์สันติภาพโลกกับพ่อค้าอาวุธเจ้าใหญ่ที่สุดในโลก ยังเป็นคนคนเดียวกัน
คนคนนั้น เขาชื่ออเมริกา
..............................
วินทร์ ตอบ ปราบดา
19 สิงหาคม 2549
ผมดูข่าวการพบแผนการร้ายครั้งนี้ใน Breaking News ของ BBC ค่ำคืนหนึ่ง ฟังดูทีแรกคิดว่าเป็นหนังฮอลลีวู้ดเสียอีก นึกดีใจที่ไม่ได้เกิดเหตุร้ายอย่างเมื่อปี 2001 และพอนึกภาพออกว่า ผู้โดยสารสายการบินต่างๆ จะเดือดร้อนขนาดไหน แต่มองในแง่ดีก็คือ เข้าแถวรับการตรวจตราดีกว่าตายคาเครื่องบินที่ถูกยึด
การ์ตูนล้อการเมืองของ The Nation เมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นรูปนักท่องเที่ยวฝรั่งแก้ผ้าถือสัมภาระเข้าคิวหน้าด่านที่ดอนเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบ่นว่า ทำไมฝรั่งพวกนี้ถึงไร้วัฒนธรรมนัก แก้ผ้าไม่ถูกกาละเทศะ เจ้าหน้าที่อีกคนตอบว่า พวกนี้เพิ่งเดินทางมาจากสนามบินฮีทโธรว์ว่ะ
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วว่า ผ่านมาหลายปีนับแต่เหตุการณ์ 9-11 โลกไม่ได้ดีขึ้น ไม่ได้ปลอดภัยขึ้นเลยสักนิดเดียวตามลมปากของผู้นำโลกหลายคนที่ใช้คำพูดหรูๆ ว่า "to rid the world of evil"
ไม่กี่สัปดาห์ก่อน ระหว่างการทำความสะอาดบ้าน ผมเอารูปสไลด์เก่าๆ ของนิวยอร์กที่เคยถ่ายไว้สมัยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาดูอีกครั้ง มองภาพตึกเวิร์ล เทรด เซ็นเตอร์ เมื่อยี่สิบปีก่อนแล้วก็เกิดความรู้สึกหดหู่ลึกๆ ความทรงจำที่ดีถูกลบหายด้วยคำว่า การก่อการร้าย
การมีโอกาสท่องเที่ยวไปในหลายสถานที่ เห็นวัฒนธรรมของหลายประเทศ และคบหาคนหลายเชื้อชาติ ทำให้เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น และอดตั้งคำถาม (เดิมๆ และโง่ๆ) ขึ้นมาไม่ได้ว่า เรามนุษยชาติจะทำสงครามไปหาพระแสงของ้าวอันใด
Breaking News ไม่กี่อาทิตย์ก่อนเสนอข่าวการรบระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น สิ่งที่ต่างกันคือจำนวนคนตายไปกับเม็ดน้ำลายของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น สงครามบ้านี้ดำเนินมานานเหลือเกิน พนันกันสิบเอาหนึ่งว่ายังจะรบกันต่อไปนานหลังผมตาย
เหตุการณ์ทั้งการพบแผนการร้ายและสงครามอิสราเอล-เลบานอน ทำให้ผมคิดถึงคำคำหนึ่งขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ : ครูเสด
ครูเสดในที่นี้ไม่ใช่ชื่อครูเศษ (มนุษย์) ที่ชอบข่มขืนนักเรียน ไม่ใช่ครูฝรั่งที่ฆ่าเด็กหญิงแล้วหนีมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนานาชาติบ้านเรา ครูเสดก็คือชื่อสงครามและเป็นคำเดียวกับที่หล่นออกจากปากนายบุชในปาฐกถาเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001
คงไม่บังเอิญที่นายบุชใช้คำนี้ หรือถึงจะเป็นเรื่องบังเอิญเพราะมันสะท้อนความคิดบางอย่างในจิตใต้สำนึกของเขา ก็ช่างปะไร
ผมเคยอ่านตำนานสงครามครูเสดมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเข้าใจว่า ทำไมมีคนสามารถรบกันได้นานถึงเกือบสองร้อยปี มาถึงวันนี้เริ่มมองภาพออกว่า บางทีสองร้อยปีก็ยังอาจน้อยไป!
ผมเพิ่งเริ่มเข้าใจว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนมีความสามารถที่จะเกลียดกันได้ถึงขนาดนี้!
ผมไม่รู้ว่าผู้นำฝ่ายตะวันตกที่มักคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของโลก เข้าใจวลี "to rid the world of evil" จริงๆ อย่างที่พูดหรือเปล่า หรือทำเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ ชื่อแคมเปญในการตบหัวพวกไม่รักดีที่ไปก่อเหตุการณ์ 9-11
ชื่อแคมเปญ (ไม่ชิงโชค) นั้นคือ Operation Infinite Justice
พลันที่ทำเนียบขาวเอ่ยชื่อนี้ออกมาในเดือนกันยายน 2001 พวกมุสลิมทั่วโลกก็ต่อต้านชื่อนี้ทันที โดยอธิบายว่า ความเชื่อของพวกเขาสอนว่า มีแต่อัลเลาะห์เท่านั้นที่สามารถมอบ Infinite Justice แก่ชาวโลกได้
ชื่อนี้ก็เลยถูกเปลี่ยนมาเป็น Operation Enduring Freedom (ปฏิบัติการธำรงอิสรภาพ)
สังเกตว่าชื่อของแคมเปญสงครามของอเมริกามักฟังดูเท่ สง่างาม และเปี่ยมจรรยาบรรณอย่างยิ่ง
ตอนที่ยกพลไปถล่มปานามาในปี 1989 ใช้ชื่อว่า Operation Just Cause (พอแปลกล้อมแกล้มได้ว่า ปฏิบัติการผดุงยุติธรรม)
ล้วนแต่เป็นการสู้เพื่อธำรงความยุติธรรมทั้งสิ้น
คำว่า Infinite Justice นี้แปลว่าเป็นไทยว่าอะไร ผมนึกไม่ออก เพราะไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อต้องการให้มีนัยถึงพระเจ้าด้วยหรือไม่ เนื่องจากมองอีกความหมายหนึ่ง คำว่า The Infinite ก็คือ God นั่นเอง
ผมคงไม่ต้องบอกว่า จุดประสงค์หลักของ Operation Enduring Freedom ที่บุชกล่อมรัฐสภาและชาวอเมริกันจนหลับมาแล้วคือ การทำลายการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และการจับนายบิน ลาเด็น
เช่นกัน โดนัลด์ รัมสเฟลด์ ก็แถลงในเวลาใกล้เคียงกันว่า จะขจัดกลุ่มตาลิบันที่เลี้ยงดูปูเสื่อพวกก่อการร้าย และจะช่วยเหลือชาวอัฟกันด้วย ฝ่ายนายโทนี แบลร์ ก็กล่อมรัฐสภาด้วยข้อความคล้ายๆ กับลูกพี่บุชคือ จะเล่นนายบิน จะเล่นพวกก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และจะเล่นพวกตาลิบัน
ทั้งสามคนนี้น่าจะถูกจับไปตรวจสอบสายตาหรือส่งเข้าโรงเรียนคนตาบอด เพราะมองเห็นนายซัดดัมเป็นนายบินไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ ผลก็คือเละกันไปทั้งโลก และน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณต้องสูญเสียกระเป๋าที่รักไปสองใบ (น่าจะดีใจนะที่ไม่ใช่เสียอย่างอื่นสองใบ!)
โชคดีนักที่สามคนนี้ไม่ได้เกิดในยุคกลาง จึงไม่ต้องขี่ม้าออกรบด้วยตนเอง เพราะในสมัยสงครามครูเสด ผู้นำไม่ได้นั่งวางแผนส่งคนอื่นไปตายแทน ผู้นำทัพต้องออกแรงรบด้วย
ในเรื่องการตั้งชื่อโครงการ ผมไม่ชอบการอ้อมค้อม ถ้าผมเป็นนายบุชหรือแบลร์ จะตั้งชื่อแคมเปญก่อสงครามให้เข้าใจง่ายๆ อย่างชื่อหนัง Snakes on a Plane (ชื่อหนังบอกทุกอย่างเลย) ยกตัวอย่างเช่น Operation I Want Your Oil หรือ Operation I Am Going To Kick Your Ass, Mr Saddam หรือ Operation I Still Dont Know What I Am Doing
(เอ้อ! ผมว่าเราสองคนคุยเรื่องสงครามที่อเมริกันก่อนี้มาหลายครั้งแล้ว สมควรยิ่งที่เราจะเลิกคุยเรื่องแสนน่าเบื่อนี้ ไปเว้ากันเรื่องขนาดหน้าอกดาราและท่าเต้นมิวสิค วิดีโอของ ทาทา ยัง จะดีกว่า ที่วกมาคุยเรื่องนี้อีกจนได้ ก็ต้องโทษคุณสถานเดียวที่ริไปเมืองนอก) เหตุที่ผมนึกถึงคำว่าครูเสด ก็เพราะครูเสดเป็นสงครามระหว่างกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์กับกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม รบๆ หยุดๆ อยู่แปดครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 1095 - 1270 ก็ร่วมๆ 200 ปี สาเหตุของสงครามเนื่องมาจากการช่วงชิง "วิหารแห่งเมืองเยรูซาเลม" พื้นที่ที่คนหลายชาติศาสนานับถือ เริ่มจากพระสันตะปาปาแห่งโรมเรียกร้องให้ชาวคริสต์เข้าร่วมสงครามสู้กับพวกเตอร์กในปี 1095 (แปลกดีไหมครับที่ผู้นำศาสนาเรียกร้องให้ทำสงคราม?) หลายปีให้หลังก็ยึดเยรูซาเล็มได้ สังหารคนไปเยอะ
แน่นอนฮอลลีวู้ดไม่เคยพลาดเรื่องโหดๆ แบบนี้ หนังหลายเรื่องเล่นกับสงครามครูเสด สมัยผมเป็นเด็ก มีหนังโทรทัศน์ชุด Ivanhoe ที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์สงครามครูเสด แต่งโดย เซอร์ วอลเตอร์ สกอตต์ ใช้ฉากศตวรรษที่สิบสอง ทายซิว่าใครเล่นเป็นไอแวนโฮ? ก็คือนายรอเจอร์ มัวร์ พระเอก เจมส์ บอนด์ ของเรานั่นเอง
ล่าสุดราวปีสองปีก่อนคือหนังเรื่อง Kingdom of Heaven ของ ริดลีย์ สกอตต์ ก็เล่าเรื่องสงครามครูเสดครั้งที่สาม
อาจไม่ผิดนักที่จะบอกว่า สงครามอิสราเอล-ตะวันออกกลางก็คือภาคต่อของสงครามครูเสดเมื่อกาลโน้น หากมองในมุมนี้ นับมาถึงปีนี้ สงครามครูเสดก็กินเวลาร่วมพันปี!
หากเราวัดอายุอารยธรรมของมนุษย์ยุคใหม่ไว้ที่หนึ่งหมื่นปีตามตำราบางเล่ม สงครามที่เกิดจากศาสนาและความเชื่อก็คงกินเวลากว่าครึ่งของอายุอารยธรรมโลก
ผมไม่รู้ว่าโลกจะเป็นอย่างไรต่อไปในห้าสิบปีข้างหน้า ที่แน่ๆ สงครามยังคงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแสดงออกถึงหลักการและผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง โดยที่คนส่วนมากในโลกเป็นผู้จ่ายราคาของสงครามแทน
สนามบินแห่งใหม่ของเรากำลังจะเปิดให้บริการ ขณะที่หลายองค์กรออกมาต่อต้านว่าเรายังไม่พร้อมที่จะเปิดสนามบิน ไกลก็ไกล และต้องผ่านด่านรักษาความปลอดภัยมากกว่าเดิม ทำให้การเดินทางโดยการบินไม่น่าอภิรมย์อีกต่อไป
ต่อไปนี้เวลาจะเดินทางไกลข้ามโลก เห็นจะต้องนั่งรถไฟไปสิงคโปร์ แล้วลงเรือต่อไปยุโรป อย่างที่เคยทำกันเมื่อหลายสิบปีก่อน
อานิสงส์จากครูเสดยุคใหม่แท้ๆ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกันยายน 2549