- นราวุธ ไชยชมภู -
[1]ชายคนนั้นยืนหันหลังให้ผม มือข้างหนึ่งของเขาถือโทรศัพท์แนบหู พลางพูดคุยกับใครบางคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
บางขณะ, เขาแหงนมองไปข้างหน้า ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง
อาจเป็นบางสิ่งที่ซุกซ่อน ณ สุดขอบฟ้า
หลากเฉดสีระบายกระจายทั่วผืนฟ้า เทือกเขารายเรียงลดหลั่นโอบล้อมเมืองเชียงใหม่ สายลมพัดแผ่วกระทบรูขุมขน ฝุ่นละอองลอยคว้างเหนือท้องถนน--แทบทุกครั้งที่รถแล่นผ่าน
ภาพใดแจ่มชัดในแววตาคู่นั้น
ผมมองไม่เห็นดวงตาของเขา พบเพียงตัวอักษรด้านหลังเสื้อยืด ซึ่งเขียนว่า—‘FLY WITH ME TO ANOTHER WORLD’
ระหว่างรอยต่อของกลางวันกับกลางคืน แสงสว่างลับขอบฟ้าลงทุกขณะ
ก่อนความมืดจะขยายอาณาจักรกว้างกว่านี้
ช่างภาพหนุ่มจ่อและจ้องกล้องคู่ใจไปที่ตัวเขา สักพักเสียงลั่นชัตเตอร์ก็ดังขึ้น
บางภาพถ่ายในหนังสือ Art Now แวบเข้าหัวผม
หน้ากระดาษหนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องราวของ 100 ศิลปินร่วมสมัยจากทั่วโลกที่มีผลงานน่าสนใจที่สุดในศตวรรษที่ 20 หนึ่งในนั้นมีศิลปินไทย 3 คน คือฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวณิช, อุดมศักดิ์ กฤษณมิตร และชายที่กำลังหันหน้ามาทางผม
หลังปฏิบัติงานในปฏิบัติการ ‘สุดขอบฟ้า’ ตลอดหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางเสียงสงสัย และคำชื่นชม ศิลปินนานาชาติกำลังสานต่อปฏิบัติการอีกครั้ง
ปฏิบัติการนี้มีทั้งการทดลอง การติดต่อสื่อสาร การสืบสวนหาคนร้าย และการผจญภัยเพื่อค้นหาความหมายใหม่ๆของศิลปะ
เขาทดลองอะไร ชายหนุ่มติดต่อสื่อสารกับผู้ใด อาชญากรที่ไล่ล่าเป็นใครหรือเป็นอะไร เขาค้นหาความหมายใหม่ของศิลปะเจอไหม ความพยายามก้าวข้ามพรมแดนศิลปะร่วมสมัยจะสำเร็จหรือไม่
ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางไปพร้อมกับเขา--นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล
1
“ผมเคยวาดฝันว่าวงการศิลปะโลกเป็นเรื่องนานาชาติ แต่พอเข้าไปอยู่จริงๆกลับรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ” นาวินทำหน้าเซ็ง
พอประชุมเสร็จ ศิลปินนานาชาติบึ่งรถยนต์จากสำนักงานศิลปะของตัวเองในอำเภอแม่ริมตรงมาที่นี่ทันที
หลังจากช่างภาพกดชัตเตอร์จนหนำใจแล้ว เรานั่งพูดคุยกันที่ร้านสวนนม สาขา 2 ซึ่งอยู่ข้างๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เสียงเพลงกับเสียงคุยล่องลอยปนเปไปมาในก้อนอากาศ
“ผมกำลังพยายามค้นหาความหมายใหม่ๆของศิลปะ” ดวงตาคู่นั้นมีแววกระตือรือร้น
แววตาแบบนี้--ผมเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง
อืมม์ มันเป็นแววตาแบบเดียวกับที่เคยเห็นเมื่อหนึ่งปีก่อน
2
ผมยืนอยู่ท่ามกลางความพลุกพล่านในงานเปิดนิทรรศการ ‘สุดขอบฟ้า’ หรือ ‘FLY WITH ME TO ANOTHER WORLD’
21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ลำพูน
คนหลากวัยหลายเชื้อชาติ/ไฟแฟลชระรัวสว่างวาบ/ประติมากรรมจำลองผู้ชายขับรถสกูตเตอร์/ภาพเขียนสไตล์โปสเตอร์หนังแผ่หลาด้านหนึ่งของห้อง/รูปขาวดำเก่าคร่ำคร่า/ลายเส้นการ์ตูนไทยบอกเล่าเรื่องราวของนิทรรศการ
‘FLY WITH ME TO ANOTHER WORLD’ แสดงครั้งแรกที่อิตาลี ต่อด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศในยุโรป
“ไปแสดงงานที่ลำพูนทำไม จะมีใครสนใจศิลปะ”—เสียงสงสัยดังเซ็งแซ่รอบตัวนาวิน
ผมไม่รู้ว่าเขาตอบคำถามนี้หรือเปล่า และตอบว่าอย่างไร รู้เพียงว่าศิลปินนานาชาติยังก้มหน้าก้มตาทำในสิ่งที่เชื่อมั่นต่อไป
‘สุดขอบฟ้า’ บอกเล่าการเดินทางของอินสนธิ์ วงศ์สาม (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ประจำปี 2542) จากไทยผ่านอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน ตุรกี และกรีซ เพื่อไปแสดงงานศิลปะที่บ้านเกิดของศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย ณ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
ผมมองรอบห้องอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกของประเทศที่ศิลปะร่วมสมัยแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
“ผมเป็นห่วงสังคมไทย เพราะที่นี่คือบ้าน ตอนนี้จะสร้างหอศิลป์ จะทำนั่นทำนี่ ผมไม่คัดค้าน ไม่ตั้งคำถามด้วยว่าคุณจะทำอะไร แต่โครงการนี้อาจเป็นกรณีศึกษาของบางอย่างได้”
นอกจากการแสดงงานในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแล้ว ‘สุดขอบฟ้า’ยังตระเวนจัดหลากหลายกิจกรรมศิลปะกับคนในชุมชนต่างๆ ของลำพูนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดสัมมนาเชิงวิชาการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้าน ศิลปินรุ่นใหม่ เครือข่ายชุมชน องค์กรรัฐและเอกชน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญศิลปะทั้งในและต่างประเทศ
ผมนึกถึงคำว่า ‘บางอย่าง’ ของเขา
3
[2]หยดเล็กหยดน้อยของน้ำเกาะอยู่บนแก้ว แก้วซึ่งวางตรงหน้าของนาวิน ศิลปินนานาชาติยังไม่ยกน้ำฝรั่งขึ้นดื่ม มือข้างหนึ่งของเขากำไฟแช็กไว้หลวมๆ
สายตาของศิลปินหนุ่มยังมองมาทางผม หูของเขาคงกำลังรอคอยคำถาม
“หนึ่งปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้างจาก ‘สุดขอบฟ้า’ ”
“สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานมากกว่าโปรดักท์ แม้จะไม่มีข้อสรุปตายตัวว่าต้องทำแบบไหน แต่มันเป็นการฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา ฝึกทำงานกับชาวบ้าน ซึ่งโครงการนี้ก็พยายามดึงชุมชนให้มีส่วนร่วมมากๆ
“อีกอย่าง การทำงานศิลปะร่วมกับที่ใดที่หนึ่งเป็นเรื่องเฉพาะ ต้องมองความจริงของที่นั่น ถ้าจะเอาศิลปะเข้าหาชาวบ้าน ต้องไม่ยัดเยียดและรู้วิธี เพราะศิลปะไม่จำเป็นต่อชุมชนเหมือนอาหาร ไม่มีก็ไม่เป็นไร ผมไม่คาดหวังให้ชาวบ้านรู้จักศิลปะ มันเป็นจุดมุ่งหมายที่ค่อนข้างสูง และต้องใช้เวลา ชาวบ้านไม่สนใจว่าคุณคือใคร เขาไม่สนใจโลกศิลปะ เพราะไม่รู้จัก ดังนั้นไม่ต้องบอกให้ชุมชนเข้าใจว่านี่คือศิลปะร่วมสมัย แต่ให้ชาวบ้านตีความว่านี่คือกิจกรรมสร้างสรรค์แบบหนึ่ง ผมอยากให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม อยากรู้ว่ามันจะเป็นไปได้แค่ไหน อยากรู้ว่าชุมชนจะได้อะไรจากตรงนี้”
น้ำบางหยดบนแก้วไหล
มันหลอมรวมกับน้ำหยดอื่น แล้วเกาะกลุ่มเดินทางไปตามทิศแรงโน้มถ่วง
“สุดขอบฟ้าเป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่สามารถนำไปปรับใช้กับสังคมได้ อาจไม่ใช่แค่ด้านศิลปะ แต่เป็นกิจกรรมอื่น บ้านเรามีหลายกิจกรรมทางเลือก ศิลปะก็เป็นกิจกรรมหนึ่ง ผมไม่ยึดติดรูปแบบ ถ้าอยู่ข้างนอกแล้วเกิดประโยชน์ก็ถือว่าดี แล้วผมไม่คาดหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลงสังคม คงไม่ถึงขั้นนั้น แต่เป็นการทำหน้าที่ของความคิดสร้างสรรค์ อย่างเราทำกิจกรรมในโรงเรียน ก็เปิดความคิดเด็กให้คิดต่างจากสิ่งที่คุ้นเคย เท่านี้ก็มีประโยชน์แล้ว ศิลปินรุ่นใหม่หรือชุมชนอาจนำรูปแบบนี้ไปพัฒนาต่อ มันอาจดีกว่าที่เราทำก็ได้ ผมพยายามสานต่อตรงนี้ บางโรงเรียนที่สนใจ ผมก็ให้ข้อมูลและคำแนะนำ ไม่อยากครอบครองรูปแบบ แต่ทำเพื่อส่งต่อ”
ทั้งการทำงานศิลปะร่วมกับชุมชน และการสัมมนาเชิงวิชาการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ต่างเปิดมุมมองผู้ร่วมงานให้ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มากขึ้น
“มันเป็นการเรียนรู้ร่วมกันที่ปราศจากข้อสรุป” นาวินสรุป
“ผมไม่รณรงค์ให้เชื่อแบบใดแบบหนึ่ง แต่อยากให้คนจากหลายด้านมาคุยกัน รู้จักกัน สร้างเครือข่ายระหว่างกัน เอ็นจีโอที่เคยใช้ศิลปะทำกิจกรรมสร้างสรรค์ก็ได้เรียนรู้จากศิลปิน ขณะเดียวกันศิลปินก็เรียนรู้จากเอ็นจีโอ ตรงนี้ ผมถือว่าประสบความสำเร็จในแง่การสร้างความเคลื่อนไหว เหตุการณ์แบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อน เพราะไม่ใช่แค่ศิลปะแสดงสด ศิลปะร่วมสมัย หรือองค์กรอิสระ แต่มีหลายฝ่ายมาแลกเปลี่ยนกันว่าศิลปะสามารถขยับขยายไปตรงไหนได้บ้าง”
ระหว่างความเงียบของการสนทนา
นาวินยกน้ำฝรั่งใส่น้ำแข็งขึ้นจิบ พลางหันมองบรรยากาศรอบตัว
“ที่ผ่านมา ศิลปินอยู่แต่ในโลกของตัวเอง” เขาโพล่งออกมา
“การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเห็นรูปแบบที่หลากหลาย จำเป็นต่อการพัฒนา เพราะศิลปะไม่ใช่แค่อารมณ์หรือจินตนาการ อีกครึ่งยังเป็นเรื่องวิชาการและความคิดด้วย เพราะฉะนั้นศิลปินจึงจำเป็นต้องรู้เท่าทันสังคม”
4
เม็ดฝนสาดกระหน่ำไม่ขาดสาย ท้องฟ้าร้องครวญครางดังครืนๆ
ผู้คนที่รวมตัวกันในสวนสาธารณะสี่แยกประทุมวัน แออัดยัดเยียดหลบความแฉะชื้นอยู่ในเต็นท์ผ้าใบขนาดกะทัดรัดสองหลัง
ป้ายผ้ารณรงค์ให้คนกรุงเทพฯ “โหวตเพื่อหอศิลป์” ซึ่งแขวนตรงขอบล่างของเวทีกำลังเปียกและปลิวตามแรงกระชากของสายลม
บรรยากาศงาน Art Vote เมื่อหลายเดือนก่อนผุดขึ้นในความคิดของผม ขณะนาวินพูดถึงการแสดงงานศิลปะร่วมสมัยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
“แรกๆผมไม่แน่ใจว่าจะแสดงงานได้ไหม แต่พิพิธภัณฑ์ก็สนใจ อาจเพราะเป็นเรื่องราวท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่ผมสนใจคือการสร้างหอศิลป์ บ้านเรามีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ 48 แห่ง ถ้าจัดกิจกรรมให้น่าเข้าชมก็คงดี เพราะมีสถานที่อยู่แล้ว ถึงไม่มีงบประมาณ เราก็จัดการเองได้ มันเป็นการเปิดมิติใหม่ให้พิพิธภัณฑ์โบราณที่คนไทยยังไม่อยากเข้า นักท่องเที่ยวเข้าครั้งเดียว ก็คงไม่อยากไปอีก
“ต่างประเทศก็มีปัญหาเยอะ คนไม่สนใจพิพิธภัณฑ์ บางประเทศเปิดพื้นที่ให้ทำกิจกรรมอื่น อย่างคอนเสิร์ต หรือตลาด เป็นวัฒนธรรมชาวบ้านมากขึ้น บ้านเรามีสถานที่อยู่แล้ว ถ้าจะสร้างใหม่ ผมก็ไม่ปฏิเสธ แต่เราต้องนั่งคิดว่าจะให้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สำหรับสังคมไทยอย่างไร โอเค-อาจไปดูงานเมืองนอก แต่เราไม่สามารถเอาโมเดลจากโมม่า หรือมิวเซียมในโตเกียวมาไม่ได้ เพราะหอศิลป์เหล่านี้ต่างมีโปรแกรมที่เหมาะกับเมืองของตัวเอง
“หากเอาโมเดลของที่อื่นมาใช้ก็ต้องปรับ ต้องวิเคราะห์ว่าหอศิลป์แบบไหน ถึงจะเหมาะกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไทย เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะที่ ถ้าเอาโมม่ามาวางโป๊ะ ตึกเนี้ยบ เสียเงิน 500 ล้าน จบ คนอาจไม่ไป แต่ถ้าข้างในจัดกิจกรรมศิลปะที่น่าสนใจ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แสดงคอนเสิร์ตทุกสัปดาห์ มีโรงหนัง ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ แล้วประชาสัมพันธ์ ดึงคนมาดู คนอาจเข้า
“บ้านเราขาดแคลนข้อมูลศิลปะ ตอนผม ม. 6 หนังสือเรียนสังคมมีเรื่องแวนโก๊ะ ปิกาสโซ แต่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปินในปัจจุบัน แต่หนังสือวิทยาศาสตร์กลับมีเรื่องอินเทอร์เน็ต ขณะที่หนังสือเรียนสังคมของญี่ปุ่นมีเรื่องศิลปะร่วมสมัย แม้แต่วิชาประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกที่ผมเรียนในมหาวิทยาลัย เนื้อหาก็จบที่ยุค 80 ศิลปะยุคปัจจุบัน อาจารย์ก็ฉายให้ดูบ้าง แต่ข้อมูลยังไม่พอ เล่าไม่ละเอียด เด็กที่อ่อนภาษาอังกฤษ อ่านนิตยสารศิลปะเมืองนอกไม่ได้ ก็พลาดข้อมูล ทำให้การเรียนรู้ย่ำอยู่กับที่
“ศิลปะไม่ใช่แค่โบราณสถาน โบราณวัตถุ ภาพเขียน หรือประติมากรรม แต่มีอย่างอื่นด้วย ไม่ใช่หน้าที่ของศิลปินที่จะบอกว่าศิลปะกว้าง ศิลปินก็ทำ แต่ทำผ่านงาน คนที่อยู่รอบๆ ทั้งนักวิจารณ์ สถาบันรัฐและเอกชน ต้องช่วยๆกัน ปีเดียวไม่เกิดผลแน่นอน ต้องทำเป็น 10 ปี ดังนั้นต้องวางโปรแกรมหอศิลป์ที่จะสร้างไว้เลยว่า 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไร เหมือนแผนการตลาด แต่นี่คือแผนวัฒนธรรม แล้วต้องมีงบประมาณต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้มันเป็นศูนย์กลาง เป็นหอศิลป์ที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่ที่เก็บสะสมของ ซึ่งไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่”
“ถ้าไม่คิดถึงโปรแกรมของหอศิลป์ ถึงจะมีอาคารหลังละ 500 ล้าน อีก 20 แห่ง ก็เหมือนเดิม” นาวินย้ำ
“อย่างอาจารย์อภินันท์ (โปษยานนท์) จัดตลาดศิลปะก็น่าสนใจ เพราะตลาดเป็นวัฒนธรรมไทย แต่มันต้องการเนื้อหาที่เข้มข้นกว่านั้น ไม่ว่าการเลือกศิลปิน การผลักดันด้านต่างๆ ซึ่งตรงนี้ต้องการความต่อเนื่อง ผมไม่ได้บอกว่า ‘สุดขอบฟ้า’ คือทางออกของวงการศิลปะ แต่มันเป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่เรากำลังเรียนรู้ว่าจะเชื่อมโยงศิลปะกับสถาบันและชุมชนอย่างไร”
ศิลปินหนุ่มอธิบายยาวเหยียด ทำเอาเหงื่อผุดซึมบนใบหน้า
เหงื่อหยดนั้นทำให้ผมนึกถึงบางสิ่ง
“ศิลปินก็เปรียบเสมือนตำรวจ ที่คอยตรวจสอบและตั้งคำถามกับสังคม ศิลปะที่ผมทำอยู่ก็ตรวจสอบว่าสังคมเป็นอย่างไร ตัวเราเป็นอย่างไร คงไม่ถึงขั้นแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้สังคมเข้าใจหลายอย่างมากขึ้น อย่างน้อยผมก็เข้าใจมากขึ้นว่าทำงานศิลปะเพื่ออะไร”
เหงื่อหยดนั้นทำให้ผมนึกถึงความเอาจริงเอาจังของตำรวจ--ตำรวจที่กำลังสืบสวนสอบสวนสังคมด้วยศิลปะ

5
เพลงไทยเงียบลงแล้ว เสียงคุยของคนในร้านยังดังจ้อกแจ้กจอแจ สักพัก ลำโพงก็ปล่อยท่วงทำนองฝรั่งให้กระจัดกระจายทั่วบริเวณ “ทำไมถึงรู้สึกว่าวงการศิลปะนานาชาติน่าเบื่อ”
“ผมเริ่มแสดงงานในวงการศิลปะนานาชาติเมื่อ 7-8 ปีก่อน ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่ามันเล็ก ไม่ว่าแสดงงานที่นิวยอร์ก เบอร์ลิน หรือเซาเปาโล ก็มีคนกลุ่มเดียวไป จริงๆแล้ววงการศิลปะโลกมีคนขับเคลื่อน 100-200 คน ก็พวกภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ นักเขียน ศิลปะจึงอยู่ในวงแคบๆ
“ทุกวันนี้โลกศิลปะถูกแยกออกจากสังคม อาจเพราะโครงสร้างสังคมที่แบ่งทุกอย่างออกเป็นส่วนๆด้วย ซึ่งการแบ่งแยกนี่เองที่ทำให้ศิลปะแคบ แต่ศิลปินคงไม่ทำงานเพื่อให้คนในวงการศิลปะดูเท่านั้น ก็อยากให้คนทั่วไปเห็นด้วย เพราะศิลปะเปรียบเสมือนกระบอกเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์สังคม ถ้ามีแต่คนในแวดวงศิลปะดู มันก็แคบลงๆ”
“ปัญหาหลักที่วงการศิลปะโลกกำลังเผชิญคือภัณฑารักษ์” นาวินบอกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ปราศจากท่าทีโกรธเกลียด
“ก่อนหน้านี้ยังไม่มีคำว่าภัณฑารักษ์ในโลกศิลปะ แต่อยู่ดีๆก็มีคนทำหน้าที่นี้ขึ้นมา โดยเฉพาะช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ภัณฑารักษ์มีบทบาทมากขึ้น คล้ายๆกับผู้จัดงาน ทุกวันนี้ภัณฑารักษ์เหมือนเป็นศิลปินไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี แต่บางทีภัณฑารักษ์ก็สรุปแล้วว่าอยากให้งานเป็นแบบไหน กลายเป็นว่าศิลปะถูกวางกรอบโดยภัณฑารักษ์ ความน่าสนใจเลยน้อย
“อีกอย่าง ตอนนี้ศิลปะสะท้อนสังคมน้อยลงเรื่อยๆ ประโยชน์ของศิลปะเป็นไปเพื่อศิลปะอย่างเดียว เพื่อคนกลุ่มเดียว เพื่อภัณฑารักษ์ หรือเพื่อวิชาการ โอกาสที่คนอื่นจะเข้าร่วมน้อยลงทุกที โลกศิลปะจึงยิ่งแคบลง”
“พอเป็นแบบนี้ ควรจะแก้ปัญหาอย่างไร” ผมถามต่อ
“กลุ่มคนที่เป็นศูนย์กลางของวงการศิลปะควรเป็นศิลปิน โดยมีพิพิธภัณฑ์และรัฐบาลคอยสนับสนุนรอบข้าง ต้องผลักดันให้ศิลปินเป็นคนขับเคลื่อนว่าศิลปะควรจะทำอะไร แล้วโลกศิลปะจะสัมพันธ์กับสังคมมากขึ้น ตอนนี้บทบาทส่วนใหญ่ตกอยู่ในมือภัณฑารักษ์บ้าง ดีลเลอร์บ้าง มิวเซียมบ้าง ศิลปินอยู่โน่น กูอยากได้งานเอเชียก็ดึงมาใช้ ศิลปินไม่ต้องมาด้วยก็ได้ แค่ยืมงาน ไปเลือกงานมา หรือให้ดีลเลอร์ซื้องานมาขายเลย”
ศิลปินหนุ่มควักมาร์บอโร่ไลท์ออกจากกระเป๋า พลางจ่อมวนบุหรี่เข้ากับความร้อนที่คุโชนบนไฟแช็ก
“ขาข้างหนึ่งของผมเหยียบอยู่ในโลกศิลปะ เพื่อความอยู่รอด เพราะมันเป็นอาชีพ ส่วนขาอีกข้างก็พยายามทำในสิ่งที่บุกเบิกความคิดตัวเอง อาจไม่ดัง ไม่ได้เงินเยอะ อย่าง ‘Taxi Gallery’ ผมก็คิดแบบนี้ แรกๆไม่มีใครสนใจ หาว่าเพี้ยน เอางานศิลปะไปแสดงในแท็กซี่แล้วใครจะดู ทุกวันนี้ผมเลิกทำ เพราะมันได้รับการยอมรับให้เป็นศิลปะแล้ว ผมก็ไปทำอย่างอื่นที่คนยังไม่มองว่าเป็นศิลปะชัดเจน
“พอศิลปะแคบลง ผมก็พยายามเปิดออกให้กว้าง โอเค-มันมีกรอบว่าควรทำอะไร เพื่ออะไร แต่ผมไม่อยากปิด ไม่อยากให้เป็นวิธีคิดที่สรุปมาแล้ว ศิลปะควรจะเปิดกว้างเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้”
6
“โบ๋ว”—นาวินพูดถึงโครงสร้างวงการศิลปะร่วมสมัยไทย
“ถ้ามองจากข้างใน วงการศิลปะบ้านเราพัฒนาขึ้น หลากหลายขึ้น แต่การศึกษายังอยู่ภายใต้โครงสร้างโบราณ พอศิลปินรุ่นใหม่ทำอะไรใหม่ๆ ก็บอกว่าไม่ดี ตัดสินงานด้วยมาตรฐานเก่าๆ ไม่ใช่ไม่ดี แต่ต้องมองโลกให้กว้างขึ้นได้แล้ว ส่วนงานวิชาการยังไม่ค่อยมี นักสะสมงานศิลปะหรือองค์กรสนับสนุนก็ไม่ชัดเจน สื่อมวลชนส่วนใหญ่เขียนแบบรายงาน ไม่ใช่วิจารณ์ ยังขาดแคลนนักวิจารณ์ วนเวียนอยู่ไม่กี่คน บางคนตอนผมเป็นนักเรียนเขียนอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเขียนแบบนั้น” เขาหัวเราะเบาๆ “อาจเป็นสไตล์เขา แต่ศิลปะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”
“ถ้ามองจากข้างนอกก็มีคำถามว่า คุณมาจากเมืองไทย คุณเอาอะไรมาขาย ต้องมีสัญลักษณ์ความเป็นไทย อาหาร กลิ่น หรืออะไรต่างๆ ซึ่งศิลปินไทยก็ปฏิเสธไม่ได้ จะให้พูดเรื่องยุโรปก็ไม่ไหว จุดสำคัญอยู่ที่เมื่อคุณเอาเรื่องของไทยไปเมืองนอก คุณจะสร้างการมีส่วนร่วมอย่างไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าไทยแลนด์คืออะไร หรือให้เขามองว่าเรามาจากไทยแลนด์ แต่จะทำอย่างไรให้ความเป็นไทยร่วมสมัยกับสังคมอื่นได้”
ควันบุหรี่ล่องลอยกลางแสงสลัว
“ตอนนี้ศิลปะในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเคลื่อนไหวมากกว่า เข้มข้นกว่า และจะพัฒนาได้ดีกว่าตะวันตก เพราะตะวันตกพัฒนาจนค่อนข้างลงตัวแล้ว ศิลปินยุโรปไม่รู้จะทำอะไร เพราะชีวิตเป็นสูตรสำเร็จ ขณะที่เอเชีย ทั้งการขับเคลื่อนสังคม พลังงานของเมือง ของคน มันมันมาก สร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินได้เยอะ เมืองไทยก็หลากหลายรสชาติ ศิลปินมีวิธีคิดที่เข้มข้นมากขึ้น ศิลปินไทยที่เก่งๆ ก็มาจากตรงนี้ เพราะตะวันตกมองว่าสังคมหลากหลาย วงการศิลปะไทยน่าจะเติบโตได้อีกเยอะ ศิลปินรุ่นใหม่ก็น่าจะสร้างงานดีๆได้”
“ทำไมศิลปินไทยที่ได้รับการยอมรับในแวดวงศิลปะนานาชาติถึงมีไม่กี่คน”
“จริงๆแล้วเหมือนกันทุกประเทศ ญี่ปุ่นก็มีไม่กี่คน แต่สัดส่วนของแต่ละประเทศก็ต่างกัน เอเชียหรือไทยเพิ่งเข้าตลาดศิลปะโลกเมื่อ 10-20 ปีก่อน บ้านเรามีข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้น แต่วงจรศิลปะยังไม่เชื่อมโยงกัน นักศึกษาศิลปะไฟแรง พอเรียนจบแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร เป็นศิลปินช่วงหนึ่ง ทำงานศิลปะไม่ได้ก็เลิก หรือมัวแต่ฝันว่าเมื่อไหร่จะได้ไปเมืองนอก อย่างนักศึกษาศิลปะในญี่ปุ่น พอเรียนจบก็ทำงานร้านอาหารอยู่เป็นปีๆ เพื่อเก็บเงินจัดนิทรรศการของตัวเอง การต่อสู้ของศิลปินบ้านเรายังน้อย การช่วยเหลือสนับสนุนของรัฐบาลก็น้อย และไม่ชัดเจน”
อีกบทบาท, นาวินเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยคิวชู ซึ่งอยู่ที่เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น
“นักศึกษาศิลปะไทยมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่านักเรียนศิลปะญี่ปุ่นเยอะ นักศึกษาญี่ปุ่นอาจไม่มีอะไรตื่นเต้นในชีวิต ทุกอย่างในสังคมญี่ปุ่นเป็นระบบระเบียบ ชีวิตเลยเหมือนหุ่นยนต์ งานศิลปะก็ลอกกันไปมา หรือทำอะไรที่แสดงความหัวดื้อเฉยๆ แต่นักศึกษาศิลปะไทยจินตนาการเยอะ ทำงานดี สไตล์เชยหน่อย เพราะเวลาเรียนมีแต่กฎเกณฑ์ บอกให้วาดให้ปั้นก็ทำได้ดี ถ้าผลักดัน พอเรียนจบแล้ว อาจทำงานคอนเซ็ปต์ใหม่ๆได้สบาย แต่ขอให้ทำงานต่อเนื่อง”
“ทั้งที่ตอนเรียน นักศึกษาศิลปะของไทยก็มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถ แต่วงจรศิลปะในบ้านเรากลับไม่เกื้อหนุน”
“ใช่” นาวินพยักหน้า “เรียนจบแล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร อยากแสดงงาน แกลเลอรีที่กรุงเทพฯก็มีบ้าง ส่วนใหญ่เป็นคอมเมอร์เชียล นักสะสมงานศิลปะก็ไม่มี ไม่ได้แสดงในพิพิธภัณฑ์เลย ถึงนิตยสารจะเริ่มมีคอลัมน์ศิลปะ แต่ยังไม่แพร่หลาย ผมมองว่าลำพังศิลปิน มันไปได้ไม่เท่าไหร่ อย่าง ‘สุดขอบฟ้า’ ศิลปินก็ต้องร่วมมือกับหลายองค์กร ทั้งพิพิธภัณฑ์ ผู้สนับสนุน แล้วก็ต้องการผลตอบรับจากคนดูด้วย วงจรศิลปะเหล่านี้ในต่างประเทศได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว พิพิธภัณฑ์ก็แบ่งชัดเจนว่าพิพิธภัณฑ์โบราณ หรือศิลปะร่วมสมัย หรือศิลปะสมัยใหม่ ส่วนนักสะสมงานศิลปะ องค์กรสนับสนุนต่างๆ ก็มีมานานแล้ว บ้านเราไม่ชัดเจน ทุกวันนี้เริ่มดีขึ้น มีกระทรวงวัฒนธรรม มีนักสะสมงานศิลปะบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอ”
นักศึกษาศิลปะและศิลปินรุ่นใหม่มักถามนาวินว่า—ทำอย่างไรถึงจะได้ไปแสดงงานเมืองนอก?
“จะนั่งรอให้วงจรศิลปะบ้านเราพัฒนาก่อนก็คงไม่ได้ ต้องหาทางออกแบบไทยๆ เราทำแบบไทย แต่ต้องรู้เท่าทันโลก เนื้อหางานสากลแบบไทยๆ หรือไทยแบบสากลก็ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่เมืองไทย แล้วจะทำแต่เรื่องไทยมุมเดียว แต่คุณทำแบบไทย แล้วคนต่างชาติเข้าใจได้ ถึงจะเข้าใจอีกมุมก็ไม่เป็นไร
“การจัดการหรือการตลาดแบบศิลปินก็จำเป็น ปฏิเสธไม่ได้ เพราะศิลปินก็อยู่ในสังคม แต่ต้องทำให้เป็น ควรนำเสนอผลงาน ไม่ใช่นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ ไม่ใช่งานห่วย แต่พรีเซ้นต์สุดยอด ก็คงไปได้ไม่เท่าไหร่ การประชาสัมพันธ์ให้คนมาดูงานไม่ใช่การกระทำที่เลวร้าย เพราะเราอยากให้คนรู้จักงานของเรา อาจทำพอร์ตส่งต่างประเทศ หรือเชิญเขามาดูบ้าง”
“จำเป็นต้องไปเรียนต่างประเทศไหม”
“ไม่จำเป็น” นาวินตอบทันที “ตอนนี้โลกศิลปะก็พยายามมองหาพื้นที่อื่นๆ ศิลปินทิเบตก็แสดงงานที่นิวยอร์กได้ ถ้ารู้เท่าทันศิลปินจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส โตเกียว หรือเบอร์ลิน ถ้าศิลปินรุ่นใหม่ทำงานดี ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีโอกาสตลอดเวลา”
“ที่สำคัญ ศิลปินต้องจริงใจ คิดจริง และทำจริง” ศิลปินนานาชาติเน้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมไม่มองเรื่องเก่า ใหม่ เทคนิค สไตล์ ถ้าอยากวาดเพื่อแสดงออกถึงความงามของธรรมชาติ มันก็สามารถเป็นงานที่ดีได้ ไม่ปิดว่าทุกวันนี้ศิลปินต้องทำกิจกรรม หรือ non-object มันเป็นเพียงสไตล์ อย่างวงการดนตรี ทุกวันนี้ยังมีคนทำเพลงคลาสสิก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมสร้างสรรค์ตรงนี้กับสังคมรอบข้าง ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ถึงจะทำเพลงคลาสสิกก็เป็นคลาสสิกยุค 2005 ถ้าตอนนี้คุณอยากวาดภาพแบบแวนโก๊ะ เอาสไตล์มา แต่ไม่มองสังคมปัจจุบัน ภาพนั้นก็แค่ re-product มันไม่ให้อะไรใหม่ๆ และไม่ตั้งคำถามอะไรเลย
“ปัญหาหนึ่งของศิลปินไทยคือพอได้สไตล์แล้วก็วาดอยู่นั่น จนถึงโน่นอายุ 50 อย่างคุณถวัลย์ (ดัชนี) คุณประเทือง (เอมเจริญ) ผมเห็นงานตั้งแต่ยังไม่เรียนศิลปะ ทุกวันนี้ก็ยังวาดแบบนั้น ไม่ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี โอเค-บางคนอาจยึดสไตล์ แต่ทำแบบเดียว 20-30 ปี มันจะกลายเป็นช่างไปแล้ว
“ศิลปะคือการทดลอง ศิลปินควรจะเป็นนักทดลอง อาจผิดบ้าง ถูกบ้าง แต่ถ้าลองจนใช้ได้แล้วก็น่าจะไปทดลองอย่างอื่น สมมติเราสร้างรถ พอรู้ว่ารถคันนี้เครื่องยนต์ดี ก็ไม่ใช่ว่าจะขี่ไป 20 ปี แต่สร้างรถคันนั้นอีก 100 คัน เพื่อให้คนอื่นใช้ แล้วเราก็ไปสร้างอย่างอื่นต่อ ทุกวันนี้ผมพยายามไม่ยึดสไตล์ ทำแบบไหนได้แล้วก็พยายามเลิก เลิกยากหน่อย เพราะมันติดตลาดแล้ว อย่าง ‘Taxi Gallery’ ผมก็เลิก หยุด ทำไปก็คล้ายๆเดิม เพราะเราเข้าใจมันแล้ว ควรจะทดลองมากๆ มันถึงจะน่าสนใจ”
ควันบุหรี่ล่องลอยกลางแสงสลัว มันค่อยๆโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ตอนนี้ศิลปินไทยคิดเยอะขึ้น ทดลองมากขึ้น ผมว่าศิลปินรุ่นใหม่ หรือคนที่เพิ่งเรียนจบ ควรจะทดลองให้มากๆ จู่ๆจะยึดสไตล์เลย มันก็” นาวินหยุดพูดเฉยๆ อาจเป็นการแสดงศิลปะแบบฉับพลันของเขา
อืมม์ ศิลปินนานาชาติอาจกำลังบอกว่าให้คิดคำตอบต่อกันเอาเอง
7
[3]“ความหมายใหม่ๆของศิลปะที่ผมพยายามค้นหา ไม่ได้มาจากการตีความของศิลปินเท่านั้น มันอาจเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นด้วย การเคลื่อนไหวของศิลปะตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา ไม่ใช่แค่ installation หรือ conceptual แต่เป็น process art ที่ร่วมทำกับผู้คนหรือผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่น เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ โดยศิลปินพยายามสะท้อนภาพสังคมผ่านศิลปะ สิ่งที่ผมสนใจมาตลอดคือสังคมศาสตร์ ปรัชญาความคิดในชุมชน และโลกศิลปะว่าก้าวไปถึงไหนแล้ว
“ทำอย่างไรศิลปะถึงจะไม่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น นี่เป็นกระบวนการที่จำเป็น ที่เราควรให้ความสำคัญมากขึ้น ศิลปะจะพัฒนาไปสู่จุดไหน มองในแง่ทฤษฎีด้วยว่าไม่ใช่แค่ทำศิลปะเพื่อให้คนตีความงานเหมือนทฤษฎีที่ผ่านมา ผมไม่มองเรื่องเก่าใหม่ แต่มันเป็นทฤษฎีที่รู้อยู่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือกระบวนการข้ามพ้นพรมแดนของศิลปะร่วมสมัย แม้แต่ศิลปินก็ไม่สามารถควบคุมและคาดคิดได้ นี่จะให้ก่อให้เกิดอะไรใหม่ๆ ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของศิลปะจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะมันกลายเป็นกระบวนการหนึ่ง กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ศิลปะสามารถพัฒนาไปสู่กลุ่มชน เชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นและมิติอื่นในสังคม แล้วศิลปะก็จะขยายขอบเขตออกไป
“ศิลปะคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคม หรือแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะมันมีหลากหลายปัญหารวมกัน แต่อย่างน้อยผมอยากให้ศิลปะเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร เพื่อให้มนุษย์เข้าใจกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความคิดได้มากขึ้น หรือสร้างสรรค์จินตนาการได้มากขึ้น อย่างที่ลำพูน ศิลปะก็เป็นเครื่องมือสื่อสารกับกลุ่มเด็ก กลุ่มพระในวัด กลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามทดลองมาหลายปีตั้งแต่เริ่มทำงานศิลปะ ผมพยายามทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างผลงานให้เป็นรูปเป็นร่าง แต่ให้มันเป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน”
หลายครั้ง, ผู้ชมงานศิลปะของนาวินก็กลายเป็นศิลปินที่ร่วมสร้างงานด้วย
ขณะที่งานศิลปะส่วนใหญ่เฝ้ารอให้ผู้คนเดินเข้าไปชมในห้องแสดงงาน แต่งานของเขามักก้าวออกไปหาผู้คน
เพราะอะไรศิลปะของนาวินจึงริออกไปผจญภัยนอกแกลเลอรี?
8
นิทรรศการ ‘FLY WITH ME TO ANOTHER WORLD’ ทำให้นาวินได้รับรางวัลศิลปินรุ่นใหม่ยอดเยี่ยม จากเทศกาลศิลปะนานาชาติ Art Basel ครั้งที่ 31 ณ เมืองบาเซล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อพ.ศ. 2543, พ.ศ. 2538 ‘Taxi Gallery’ แสดงครั้งแรกที่กรุงเทพฯ จากนั้น ถนนบางสายในหลายเมืองใหญ่ๆของโลกก็มีแท็กซี่ที่แสดงงานศิลปะวิ่งรับส่งผู้โดยสาร, บัณฑิตปริญญาตรี สาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเชิญเป็นตัวแทนศิลปินไทยร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการศิลปะแห่งเอเชีย ครั้งที่ 4 ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2537, พ.ศ. 2514 ครอบครัวไทยเชื้อสายอินเดียที่อาศัยในตัวเมืองเชียงใหม่ ต้อนรับสมาชิกคนล่าสุดของบ้าน
ผมนึกถึงหลายเหตุการณ์ในชีวิตของนาวิน
“สิบกว่าปีก่อน ตอนที่ผมเรียนจบ ผมถามตัวเองว่า เอ๊ะ ศิลปะที่ร่ำเรียนมามันสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างไร เพราะชาวบ้านไม่เข้าใจศิลปะ แม้แต่พ่อแม่หรือพี่ยังสงสัยว่าผมทำอะไร ถ้าจะบอกว่าคนเหล่านี้โง่ก็ไม่ถูก เพราะข้อมูลไม่แพร่หลาย ถ้าจะไปสอนพวกเขา มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมีหลายกลุ่ม เพราะฉะนั้นแทนที่ผมจะดึงคนอื่นให้เข้ามาหาศิลปะ ก็เอาศิลปะออกไปหาพวกเขา จากนั้นผมเริ่มสังเกตว่าคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ในสังคมคิดอะไร จะเอาศิลปะเข้าไปอย่างไร ต้องคิดเรื่องวัฒนธรรมชาวบ้านด้วย อยู่ดีๆจะเป็นศิลปะร่วมสมัยเลยก็คงยาก ต่อมาผมก็เริ่มเข้าใจว่าจริงๆแล้วศิลปะไม่อยู่ที่สไตล์หรือวัตถุ ดังนั้นผมจึงไม่ติดมีเดียเลย บางงานวาด บางงานปั้น เปลี่ยนไปเรื่อยๆ”
จู่ๆ โต๊ะไม้ที่เราพูดคุยกันก็สะเทือนสั่น ผมกับเขาต่างมองหาที่มาของการสั่นสะเทือน
เอ่อ...มันวางข้างๆ น้ำฝรั่งแก้วนั้นนั่นเอง
ศิลปินหนุ่มคว้าสิ่งนั้นมากดปุ่ม ยกขึ้นแนบหู พลางกรอกเสียงทักทายลงไปในโทรศัพท์มือถือ
อวัยวะที่ 33 แห่งยุคสมัยก็มีส่วนคล้ายศิลปะของเขา ตรงที่เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่ง
“ศิลปะที่ผมชอบและคิดว่าเหมาะกับตัวเองก็คือการติดต่อสื่อสารกับสังคมรอบข้าง ผมอยากให้สิ่งที่ตัวเองทำมีคุณค่า อย่างน้อยก็เชื่อมโยงระหว่างผมกับสังคม ไม่คิดว่ามันจะเป็นเครื่องมือประท้วง แต่ทำเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีในชีวิต ได้แลกเปลี่ยนกับผู้คนในสังคม ก็พัฒนางานไปเรื่อยๆ เพราะอยากให้ศิลปะของตัวเองมีประโยชน์มากขึ้นกับคนรอบข้าง มีคนเอาไปพัฒนาต่อ ใช้ต่อ นี่คือเป้าหมายในชีวิตของผม
“ผมตั้งใจจะทำงานศิลปะต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดไอเดียหรือเบื่อ ถ้าเบื่อจริงๆ อาจต้องหยุด แล้วหาอย่างอื่นทำ แต่อย่างไรก็คงวนเวียนอยู่กับศิลปะ ตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ถ้าหมดไอเดียแล้วค่อยว่ากันใหม่”
ตัวเลขบอกเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
9
ระหว่างพูดคุยกัน สายตาคู่นั้นมองผ่านแว่นกรอบหนาออกไปยังความสลัวรางภายนอกเป็นระยะๆ
“ถ้าพูดแง่ปรัชญานิดๆ เชยๆหน่อย” ศิลปินหนุ่มยิ้มกว้าง “สุดขอบฟ้าก็ยังอยู่ที่สุดขอบฟ้า ผมก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่ละคนต้องเดินทางค้นหาเองว่าสุดขอบฟ้าอยู่ที่ไหน จริงๆแล้วไม่อยากให้เป็นปรัชญามาก เพราะผมให้ความสำคัญกับกระบวนการปฏิบัติมากกว่า ไม่อยากนิยามหรือสรุป แต่พยายามเอาเนื้อหามาเชื่อมโยง เปรียบเทียบ และเรียนรู้”
ผมมองตัวอักษรบนเสื้อยืดของนาวิน เหนืออกซ้าย เหนืออวัยวะที่กำลังเต้นเป็นจังหวะเขียนว่า—‘สุดขอบฟ้า’
ปฏิบัติการศิลปะนี้กำลังเตรียมสัมภาระใส่เป้เพื่อออกผจญภัยอีกครั้ง
“ผมขยายปฏิบัติการนี้ออกไปอีก ที่ผ่านมาเป็นรถหุ่น คราวนี้จะมีคนขับสกูตเตอร์จริงๆไปจีน ระหว่างทางก็ฉายหนังและจัดกิจกรรมต่างๆไปด้วย โดยจะพยายามหากลุ่มคนเข้าร่วม อาจเป็นศิลปินท้องถิ่นที่อยู่บนดอย ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นการค้นหาอะไรใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับศิลปะ”
10
นาวินคว้ากระเป๋าสีดำซึ่งวางอยู่ที่พื้นขึ้นมาสะพายบนบ่า และกำลังจะมุ่งหน้าไปทำธุระต่อที่ไหนสักแห่ง
ชายคนเดิมหันหลังให้ผม แล้วเดินไปที่รถยนต์ท่ามกลางแสงสลัว
ตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ด้านหลังเสื้อยืดเคลื่อนที่ตามจังหวะเคลื่อนไหวของศิลปินนานาชาติ
“กระบวนการทำงานสำคัญ เพราะมันเป็นการฝึกคิด ถ้าคิดได้แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ ทุกวันนี้ถึงจะอยู่เชียงใหม่ แต่เราสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นิวยอร์ก ถ้าไปตามเขา เราก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการตามวัฒนธรรม ผมไม่ปฏิเสธโลก ผมเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมจะทำในสิ่งที่เป็นผมจริงๆ”
เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามก้อง ดวงไฟส่องแสงสว่างจ้า
รถยนต์คันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวไปบนถนนเลียบคลองชลประทาน ก่อนจะทะยานฝ่าความมืดออกไปจนลับสายตา
ขอบคุณมากครับ
อาจารย์อรรฆย์ ฟองสมุทร ที่เอื้อเฟื้อคำปรึกษา
ร้านสวนนม สาขา 2 ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สัมภาษณ์
http://www.flywithmeproject.org [4], http://www.hbfasia.org [5], http://www.airdeparis.com [6], http://www.designboom.com [7] และ http://www.artfacts.net [8] ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่าย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร Mars
Links:
[1] http://www.onopen.com/upload/navin-1.jpg
[2] http://www.onopen.com/upload/navin-3.jpg
[3] http://www.onopen.com/upload/navin-4.jpg
[4] http://www.flywithmeproject.org
[5] http://www.hbfasia.org
[6] http://www.airdeparis.com
[7] http://www.designboom.com
[8] http://www.artfacts.net