การเลือกคู่หูร่วมบัตรเลือกตั้งถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อันดับแรกของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ผ่านมา ผู้ร่วมสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมักถูกเลือกภายใต้แนวคิด 3 แบบ ได้แก่ (1) เลือกคนที่แตกต่าง เพื่อ ‘เติมเต็ม’ สิ่งที่ขาดหายไปในตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี (2) เลือกคนที่คล้ายคลึง เพื่อ ‘ตอกย้ำ’ ความโดดเด่นของตัวผู้สมัคร และสารที่ทีมหาเสียงต้องการสื่อถึงสาธารณะ และ (3) เลือกคู่แข่ง เพื่อสร้างความ ‘สมานฉันท์’ ภายในพรรค หลังจากศึกชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคที่หนักหน่วง
ในกรณีของบารัค โอบามา เขาตัดสินใจเลือกคู่หูภายใต้แนวคิดแรก ซึ่งเป็นแนวทางที่ยึดหลัก ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ ดังนั้น โจทย์ของโอบามาก็คือ ต้องมองหาคู่ที่ ‘มี’ ในสิ่งที่เขา ‘ขาด’ ทั้งนี้ จุดอ่อนสำคัญของโอบามาในสายตาของนักวิเคราะห์การเมืองก็คือ
1. ประสบการณ์การเมืองระดับชาติ โดยเฉพาะประสบการณ์ด้านความมั่นคง การทหาร และการต่างประเทศ ยิ่งเมื่อคู่แข่งเป็นจอห์น แม็คเคน จุดบอดด้านนี้ยิ่งถูกขับออกมาเด่นชัดมาก
2. ความสามารถในการชนะใจกลุ่มคนรายได้ต่ำและปานกลาง โดยเฉพาะแรงงานผิวขาว ซึ่งมีจำนวนเกินครึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิ์ในหลาย Swing State หรือมลรัฐที่ทั้งสองพรรคต้องแข่งขันกันอย่างสูสี ที่สำคัญคือมลรัฐที่เป็นฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก เช่น เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ มิชิแกน ฐานเสียงกลุ่มนี้เป็นของคลินตัน ซึ่งโอบามามักถูกวิจารณ์ว่าเป็นนักการเมืองของคนชั้นสูงที่มีการศึกษาดี รายได้ดี แต่ ‘เข้าไม่ถึง’ หัวจิตหัวใจของชนชั้นกลางและแรงงานรายได้ต่ำที่ต้องหาเช้ากินค่ำ
3. ความรู้สึกไม่มั่นใจหรือไม่สนิทใจในตัวเขาจากชาวอเมริกันบางกลุ่ม เนื่องจาก ความเป็นคนผิวดำ คนจำนวนหนึ่งจึงรู้สึกว่า ‘เขา’ แตกต่างจาก ‘เรา’ นอกจากนั้น โอบามามักถูกตั้งคำถามเรื่องศาสนาและความเชื่อทางสังคมของเขา โดยเฉพาะในช่วงที่เผชิญมรสุมจากหายนะทางการเมืองที่ชื่อสาธุคุณวไรท์ สิ่งที่โอบามาต้องทำคือทำอย่างไรให้ผู้ใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ซึ่งมีความหลากหลายรู้สึกว่า ‘เขา’ ก็เป็นคนอเมริกันสามัญคนหนึ่ง เป็นหนึ่งใน ‘เรา’ เหมือนคนอื่นทั่วไป
นอกจากหน้าที่ในการเสริมจุดอ่อนของโอบามา รองประธานาธิบดีต้องมีความพร้อมที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีทุกเมื่อ หากประธานาธิบดีมีอันเป็นไป และต้องทำงานร่วมกับประธานาธิบดีได้เข้าขาและได้รับความไว้วางใจ รู้บทบาทหน้าที่ตัวเอง ไม่คิดเลื่อยขาเก้าอี้หรือชิงความเด่นไปจากตัวประธานาธิบดี
ที่สำคัญ ต้องมีความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญในช่วงหาเสียงเลือกตั้งชิงทำเนียบขาว นั่นคือ การยอมเปลืองตัวเป็น ‘หัวหมู่ทะลวงฟัน’ (Attack dog) หรือทัพหน้าที่จะออกมาโจมตีคู่แข่ง และเป็นกันชนปกป้องเจ้านายของตน รวมถึงการเพิ่มโอกาสได้รับชัยชนะใน Swing State บางแห่งได้
การที่โอบามาตัดสินใจเลือก โจ ไบเดน วุฒิสมาชิก ‘เสรีนิยม’ 6 สมัยแห่งมลรัฐเดลาแวร์ วัย 65 ปี เป็นคู่หูร่วมบัตรเลือกตั้งจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์อันหลากหลายข้างต้นได้อย่างครบถ้วน เพราะไบเดนมีประสบการณ์ยาวนานในวุฒิสภาตั้งแต่อายุ 30 ปี เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการสำคัญมากถึง 2 ชุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการศาล ทั้งยังรู้จักและรู้ทันแม็คเคนอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถโต้ตอบแม็คเคนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อตามประสารุ่นใหญ่เหมือนกัน
นอกจากนั้น ไบเดนยังเกิดที่เมืองสแครนตัน มลรัฐเพนซิลเวเนีย ก่อนจะย้ายไปที่เดลาแวร์เมื่ออายุ 10 ปี เขาเป็นลูกคนโตในครอบครัวคนทำงานที่ต้องต่อสู้หาเลี้ยงชีพ พ่อมีอาชีพเป็นเซลล์แมนขายรถ ไบเดนจึงเข้าถึงหัวจิตหัวใจของคนทำงานผิวขาวรายได้ต่ำเป็นอย่างดี เพราะเขาก็เติบโตมาแบบหนึ่งในนั้น และมีบุคลิกเป็นคนธรรมดาที่สัมผัสคนทำงานได้อย่างใกล้ชิดไม่ขัดเขิน ซึ่งหวังว่าจะช่วยเจาะฐานเสียงใน Swing State เช่น เพนซิลเวเนียและโอไฮโอได้
เมื่อโอบามาเป็นคนดำ จึงต้องเลือกคนขาว เพื่อสร้างสมดุลในบัตรเลือกตั้ง ในโลกการเมืองที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ชายผิวขาวถูกทำให้เชื่อว่ามีความจำเป็นในทางการเมืองมากกว่าหญิงผิวขาว กระนั้น ไบเดนก็ยังเป็นที่นับถือในกลุ่มผู้หญิง เพราะเคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการออกกฎหมายปกป้องผู้หญิงจากความรุนแรง (Violence against Women Act of 1994)
ไบเดนยังเป็นเป็นโรมันคาทอลิกและให้ความสำคัญกับครอบครัวอย่างสูง ในช่วงไม่กี่เดือนหลังจากได้รับเลือกตั้งครั้งแรกเมื่ออายุ 29 ปี ภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตพร้อมลูกสาวคนเล็กที่ยังเป็นทารก ขณะที่ลูกชายอีกสองคนอาการสาหัส เขาเคยคิดที่จะไม่รับตำแหน่งเพื่อทุ่มเทดูแลลูก ด้วยความคิดว่า ชาวเดลาแวร์สามารถเลือกวุฒิสมาชิกใหม่ได้ แต่ลูกของเขาไม่สามารถเลือกพ่อใหม่ได้ แต่สุดท้าย เมื่อได้รับการทัดทานจากผู้ใหญ่ในพรรค เขาจึงตัดสินใจเล่นการเมืองโดยสาบานตนเข้ารับตำแหน่งข้างเตียงพยาบาลของลูกชาย และทำงานในวอชิงตันดีซีโดยต้องนั่งรถไฟกลับไปดูแลลูกที่บ้านในเดลาแวร์ทุกวัน ชีวิตของไบเดนจึงเป็นเรื่องเล่าที่คนอเมริกันรู้สึกอินไปกับความฝันและความเชื่อแบบอเมริกาในตัวเขา
ในด้านการเมือง ประสบการณ์คร่ำหวอดทำให้เขาถึงพร้อมที่จะอยู่ในไลน์อันดับสองที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขาเองเคยลงชิงตำแหน่งนี้มาแล้วสองครั้งในปี 1988 และ 2008 และด้วยอายุที่ค่อนข้างมาก เขาจึงไม่คาดหวังที่จะต่อคิวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากโอบามาหากได้รับเลือก ดังนั้น จึงตัดประเด็นการชิงดีชิงเด่นในการทำงานไปได้ และผู้สนับสนุนคลินตันเองคงจะพอใจในตัวเลือกนี้ เพราะช่วยเปิดทางให้คลินตันลงสมัครต่อจากโอบามาได้อีกครั้งในอนาคต
ในแง่ของการรับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน ไบเดนเป็นคนพูดเก่ง โต้คารมเก่ง มีประเด็นชัดเจนและน่าฟัง เขาเป็นขาประจำของรายการสัมภาษณ์นักการเมืองทางโทรทัศน์ เพราะชอบออกสื่อ และช่างพูด นิสัยนี้กลายเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของเขา เพราะมักถูกวิจารณ์ว่าบ่อยครั้ง ‘พูดมากเกิน’ และบ่อยครั้ง ‘ปากพาจน’
การเลือกไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีถือว่าค่อนข้างลงตัวและตอบโจทย์ทางการเมืองที่โอบามาต้องการได้ดี จะมีจุดอ่อนก็ตรงอาจทำให้สาร ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่โอบามาต้องการสื่อดูด้อยไป เพราะดันเลือกนักการเมืองที่ใช้ชีวิตทำงานในวอชิงตันทั้งชีวิตมาเปลี่ยนแปลงวอชิงตัน
ซึ่งประเด็นท้ายสุดนี้ โอบามากล่าวแก้เกี้ยวตอนเปิดตัวไบเดนว่า ไบเดนเป็นนักการเมืองที่ได้นำการเปลี่ยนแปลงสู่วอชิงตันมาตลอด 35 ปี และวอชิงตันก็ไม่เคยเปลี่ยนตัวตนของเขาได้