prasong_lert@yahoo.com
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้รับเชิญจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.... สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ก่อนที่จะเข้าพิจารณาในวาระ 2 ต่อไป
ในการอภิปรายได้เสนอว่า ในการแก้ไขกฎหมายนั้นไม่ควรดูเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น
แต่ต้องดูกฎหมายองค์กรอื่นด้วย เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างระบบ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมืองได้ เช่น เงินบริจาคให้แก่พรรคการเมืองของ ส.ส.หรือรัฐมนตรีนั้น ต้องนำมาตรวจสอบกับบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นไว้แก่ ป.ป.ช.ด้วย
ในการจัดตั้งองค์กรอิสระนั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 พยายามออกแบบให้แต่ละองค์กรทำหน้าที่สอดประสานกันอย่างเป็นระบบ เช่น ในการกลั่นกรองนักการเมืองเข้าสู่อำนาจเป็นหน้าที่ของ กกต.
เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. และ คตง. รวมถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจในการทุจริตหรือไม่
นอกจากนั้นยังมีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา (ปัจจุบันเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน) ตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจเป็นไปตามกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
แต่ปรากฏว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ แต่ละองค์กรต่างสร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นอย่างใหญ่โตมโหฬาร เช่น กกต. มี กกต.จังหวัด กกต.เขต รวบอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างมาไว้ในมือ แต่การทำงานกลับไร้ประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. มีอำนาจสอบตั้งแต่ภารโรงยันนายกรัฐมนตรี จนคดีคั่งค้างนับหมื่นคดี จำนวนมากที่ค้างนานนับสิบปี
ศาลรัฐธรรมนูญในระยะแรกหลักการในวินิจฉัยชี้ขาดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาและถูกการเมืองแทรกแซงอย่างหนัก โดยเฉพาะคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แทนที่จะเล่นบทของผู้ตรวจสอบบัญชีและกำกับหน่วยงานของรัฐให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลับเล่นบทบาทการปราบปรามการทุจริตแข่งกับองค์กรอื่น
หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มีการนำการทุจริตของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นข้ออ้างในการขยายอำนาจขององค์กรอิสระและสร้างกลไกใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีก
หนึ่ง ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้ง "ผู้ไต่สวนอิสระ" ขึ้นมาไต่สวนการทุจริตของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภา และประธานวุฒิสภา กรณีผู้เสียหายไม่ไว้วางใจ ป.ป.ช. หรือกรณี ป.ป.ช.ไม่ยอมรับเรื่องที่ยื่นร้องไว้ไต่สวน
การแต่งตั้ง "ผู้ไต่สวนอิสระ" มาทำหน้าที่ดังกล่าว เท่ากับการขยายอำนาจของศาลฎีกา ให้มีอำนาจ (ทางอ้อม) ลงไปถึงพนักงานสอบสวนหรือทับซ้อนกับ ป.ป.ช. ทั้งๆ มีคดีที่ค้างอยู่ในศาลฎีกากว่า 30,000 คดี คดีจำนวนมากค้างนานเกิน 10 ปีที่ยังไม่มีหนทางสะสางให้หมดได้
สอง เพิ่มอำนาจให้ผู้ตรวจการแผ่นดินควบคุมดูแลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองและกรรมการองค์กรอิสระ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เคยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ใน 3 คน มีปัญหาถูก ป.ป.ช.ลงมติว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการขึ้นเงินเดือนตัวเอง แต่กลับนั่งอยู่ในตำแหน่งอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วจะไปตรวจสอบจริยธรรมผู้อื่นได้อย่างไร
สาม ให้มีการแต่งตั้ง ป.ป.ช.จังหวัด เป็นการขยายอาณาจักรของ ป.ป.ช.ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ ป.ป.ช.ยังมีปัญหาการบริหารภายในมากมาย ระบบสารสนเทศและการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนยังไร้ประสิทธิภาพ มีคดีค้างเป็นจำนวนมาก
และถ้าดูบทเรียนจาก กกต.แล้ว เกรงว่าผู้ที่จะมาเป็น ป.ป.ช.จังหวัด นอกจากข้าราชการเกษียณแล้ว อาจเต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่ต้องการฟอกตัวเอง
สี่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มีการเพิ่มอำนาจให้ คตง.อย่างมากมายเทียบเท่ากับ ป.ป.ช. ทั้งในการดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ภารโรงยันนายกรัฐมนตรี
ห้า ยกสถานะของอัยการให้เป็นองค์กรที่มีความอิสระจากฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกับตุลาการ แต่ไม่ยอมทิ้งผลประโยชน์ในการเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจ
การสร้างกลไกใหม่และเพิ่มอำนาจให้แก่องค์กรอิสระเหล่านี้เป็นการแก้ไขปัญหาที่มักง่าย เพราะไม่ต้องย้อนกลับไปสะสางองค์กรเก่าที่มีปัญหาหมักหมมมานาน ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเหมือนกับการซุกขยะไว้ใต้พรม
ดังนั้น นอกจากการปฏิรูประบบข้อมูลข่าวสารให้สาธารณชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกันแล้ว จะต้องปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการและศาลอย่างเร่งด่วน
มิเช่นนั้นจะมานั่งฝันหวานว่า เมื่อขยายมหาอาณาจักรให้องค์กรอิสระเหล่านี้แล้ว จะแก้ไขปัญหาทุจริตได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2552

