prasong_lert@yahoo.com
ข้ออ้างประการหนึ่งเกี่ยวกับความล้มเหลวหรือความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คือถูกผู้มีอำนาจทางการเมืองแทรกแซง
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว การออกแบบโครงสร้าง วิธีการทำงานและบุคลากรขององค์กรอิสระเองเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวดังกล่าว อาทิ
หนึ่ง การออกแบบให้องค์กรอิสระมีอำนาจรวมศูนย์ เช่น ป.ป.ช.มีปริมาณคดีที่ต้องไต่สวนและตรวจสอบทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมหาศาลกว่า 20,000 คดีในช่วง10 ปีที่ผ่านมา แต่สามารถชี้มูลความผิดไปได้ 4-5% เท่านั้น แม้จะมีการส่งคดีให้พนักงานสอบสวนไปดำเนินการ แต่ก็เกิดปัญหาตามมามากมายจนคดีหมดอายุความ บางคดีเรื่องค้างนานกว่า 10 ปี
ขณะที่ กกต.ต้องจัดการและวินิจฉัยคดีเลือกตั้งทุกระดับหลายหมื่นคดี จนคดีค้างจำนวนมหาศาล แค่คดีที่ยกคำร้องมีค้างกว่า 1,000 สำนวนมานานหลายเดือน
หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินต้องตรวจบัญชีหน่วยรับตรวจซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐทั้งหมด โดยไม่มีการกระจายไปให้เอกชน (ที่ได้รับอนุญาต) แบ่งเบาภาระ ทำให้ผลการตรวจสอบไม่ทันสมัย
สอง เจ้าหน้าที่ซึ่งโอนมาจากหน่วยงานต่างๆ ไม่มีคุณภาพ เช่น กกต. เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนส่วนใหญ่โอนมาจากตำรวจและกระทรวงมหาดไทยที่ไม่มีความก้าวหน้าในหน่วยงานเดิม ผลก็คือสำนวนสอบสวนไม่มีคุณภาพ สำนวนอ่อน ทำให้ศาลยกคำร้องของ กกต.กว่าร้อยละ 60
นอกจากนั้นยังมีปัญหาในการขายสำนวนหรือเตะถ่วงส่งสำนวนที่ กกต.มีมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) และให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ในการเลือกตั้งท้องถิ่นให้กับศาลอุทธรณ์ช้าประมาณ 6 เดือน (มีค้างอยู่ประมาณ 70-80 สำนวน) เพื่อให้นักการเมืองท้องถิ่นอยู่ในเก้าอี้นานขึ้นและมีข่าวว่า ไปเรียกเงินค่าดึงเรื่องสำนวนละ 1-2 แสนบาท
เช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่บุคลากรจำนวนหนึ่งไม่มีความสามารถในการไต่สวนและทำสำนวน การทำงานไม่มีระบบ ทำให้คดีล่าช้าและค้างจำนวนมาก
สาม การทำงานไม่โปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ ขาดการตรวจสอบจากสาธารณะและจากองค์กรอื่น ระบบสารสนเทศล้าหลัง
ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้บริหารองค์กรอิสระบางคนที่คิดว่า ตนเองมีอำนาจมาก จึงบิดเบือนการใช้อำนาจ และอาจถึงขั้นใช้อำนาจที่มีอยู่แสวงหาผลประโยชน์
เร็วๆ นี้ได้รับเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวพันกับผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งใน สตง. ได้ใช้เวลาพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลอยู่ระยะหนึ่ง คิดว่า เป็นเอกสารหลักฐานที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ ป.ป.ช.น่าจะเข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว
เอกสารหลักฐานที่ว่า เป็นรายการบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่หญิงในรัฐวิสาหกิจใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งทำธุรกิจด้านพลังงาน มีฐานะเป็น "สะใภ้" ของผู้บริหารระดับสูงของ สตง.
รายการบัญชีเงินฝาก(ประจำ)ดังกล่าว มีการนำเงินมาฝากเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เป็นจำนวน 20 ล้านบาท (หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่นาน)
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 (อีกประมาณ 1 เดือน) มีการนำเงินมาฝากอีก 26 ล้านบาท
รวมสองครั้งเป็นเงิน 46 ล้านบาท
ต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม 2549 (ประมาณครึ่งเดือน) มีการถอนเงิน 26 ล้านออกจากบัญชีนี้ โดยแบ่งส่วนหนึ่งจำนวน 11 ล้านบาท ไปฝากบัญชีออมทรัพย์ของตนเองอีกบัญชีในวันเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่า อีก 15 ล้านบาท นำไปใช้หรือเข้าบัญชีใด
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 ธันวาคม 2549 น้องสาว 2 คน และบุตรชายของผู้บริหารระดับสูงใน สตง.ได้ซื้อที่ดิน 3 แปลง แปลงละ 1 ไร่เศษ ย่านปากเกร็ด ในราคาเพียงไร่ละ 2 ล้านบาทเศษ รวม 6 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่ราคาประเมินไร่ละไม่น่าจะต่ำกว่า 8 ล้านบาท หรือรวมกว่า 24 ล้านบาท
ที่สำคัญสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 3 แปลงทำกัน ณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ทำให้สงสัยว่า ที่ดินทั้ง 3 แปลงเป็นของผู้บริหารระดับสูงใน สตง.หรือของน้องสาวทั้ง 2 คนกันแน่
ประเด็นคือ ทั้งสองเหตุการณ์คือ เงินฝากจำนวน 46 ล้านบาท ในบัญชีเงินฝากของ "สะใภ้" กับการซื้อที่ดิน 3 แปลงของน้องสาวและบุตรชายซึ่งเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการถอนเงิน 26 ล้านบาท เกี่ยวพันกันหรือไม่
ใครจะเป็นผู้ไขปริศนาเงินร้อนๆ 46 ล้านบาท ก้อนนี้ต้องติดตามกันต่อไป

