prasong_lert@yahoo.com
สัปดาห์ที่แล้ว เขียนถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ... ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ มีสาระสำคัญที่ให้อำนาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอย่างมากมายในด้านการปราบปรามการทุจริตเช่นเดียวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและมีอำนาจทับซ้อนกับ ป.ป.ช.จนเกิดความสับสนวุ่นวาย
ที่สำคัญ คตง.ไทยจะเป็นองค์กรตรวจเงินแผ่นดินแห่งเดียวในโลกที่มีอำนาจในการปราบปรามการทุจริตและดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐได้เองตั้งแต่ระดับภารโรงจนถึงนายกรัฐมนตรี
ในสังคมอำนาจนิยมนั้น มักคิดว่า การเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรใดองค์หนึ่งมากๆ แล้วจะแก้ไขปัญหาได้ เช่น การออกแบบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีอำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหารและวินิจฉัยชี้ขาดอย่างเบ็ดเสร็จภายในองค์กรเดียว สร้างปัญหาอย่างหนักหน่วงให้ กกต.และการจัดการเลือกตั้งในทุกระดับ
กกต.กลายเป็นแดนสนธยา เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรดที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ การสืบสวนสอบสวน การวินิจฉัยชี้ขาดไร้มาตรฐาน (สาหัสกว่า 2 มาตรฐาน)
เช่นเดียวกัน หากเพิ่มอำนาจให้แก่ คตง.โดยการทำงานยังขาดการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลจากสาธารณะแล้ว สภาพที่เกิดขึ้นจะไม่แตกต่างจาก กกต.
ความจริงแล้ว ปัญหาของ คตง.ไม่ใช่เรื่องร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯที่กำลังพิจารณาอยู่เท่านั้น
แต่ปัญหาอยู่ที่ คตง.ถูกฆ่าตัดตอนถ่วงน้ำไปตั้งแต่การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนบัดนี้แล้วยังไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเหมือนกับมี "คน" จงใจมิให้มีการสรรหา คตง.ชุดใหม่เกิดขึ้น
ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติให้มีการสรรหา คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ใหม่) ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านภายหลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 301)
ปรากฏว่า มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านไปตั้งแต่ต้นปี 2551 (24 มกราคม และ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ตามลำดับ) ซึ่งควรมีการสรรหา คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเสร็จสิ้นตั้งแต่ประมาณเดือนกรกฎาคม 2551 แล้ว แต่เวลาผ่านมาเกือบ 1 ปีครึ่งกลับยังไม่เริ่มกระบวนการสรรหา คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่เลย
อาจมีผู้อ้างว่า เป็นเพราะต้องรอให้มี ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฉบับใหม่บังคับใช้ก่อน เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ถูกแก้ไขโดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 28 (ลงวันที่ 20 กันยายน 2549) และมีการยกเลิกบทบัญญัติในส่วนที่ 1 หมวดที่ 1 ว่าด้วยการแต่งตั้ง และอำนาจหน้าที่ คตง.จนกว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ในประกาศ คปค.ฉบับเดียวกัน (ข้อ 3) ระบุว่า ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้ง คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ภายใน 90 วัน นับแต่ที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ซึ่งใช้อำนาจของ คตง.ด้วย) พ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2550
นอกจากนั้น เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีการกำหนดกระบวนการสรรหา และคุณสมบัติ คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและอำนาจหน้าที่ของ คตง.ไว้ด้วย (มาตรา 252 ประกอบมาตรา 243)
ดังนั้น บทบัญญัติใดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็สามารถใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในการสรรหา คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ทันที (ดูกรณีการดึงไม่ยอมให้มีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดใหม่ โดยอ้างว่า ต้องรอกฎหมายฉบับใหม่ จนศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา)
จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะยื้อการสรรหา คตง.และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (ใหม่) ไว้และต้องทำให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยไม่ต้องรอร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะได้ไม่มีใครสามารถรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป
งานนี้ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้โดยตรงต้องแสดงความกล้าหาญเรียกประชุมคณะกรรมการสรรหาโดยด่วน เพราะที่ผ่านมาผิดพลาดมามากแล้ว อย่าให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซากอีกต่อไปเลย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2552

