อย่างที่บอกไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถใช้กำลังทหารปราบปรามการก่อจลาจลกดดันให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดงยอมยุติการชุมนุมที่อ้างว่า เพื่อขับไล่ระบอบอำมาตยาธิปไตยได้นั้น เป็นเพียงแค่ "การพ่ายศึก แต่ยังไม่แพ้สงคราม" ของกลุ่มเสื้อแดง
เพราะหลังเหตุการณ์สงบเพียง 2 วัน ก็มีกลุ่มมือปืนใช้อาวุธสงครามยิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะรอดตาย
แต่สัญญาณการใช้ความรุนแรงเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และมีทีท่าว่าจะลุกลามพัวพันคนหลายกลุ่มหลายพวก
ขณะเดียวกันแกนนำกลุ่มเสื้อแดงหลายคน อาทิ นายจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว ประกาศที่จะตั้งฐานต่อสู้กับรัฐบาลทุกวิถีทาง รวมถึงการใช้กำลังอาวุธโจมตีรัฐบาลด้วย
ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี "สัญลักษณ์" ในการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงก็ยังเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศโจมตีรัฐบาลและพาดพิงสถาบันไม่เว้นแต่ละวัน
นอกจากนั้นกลุ่มเสื้อแดงในประเทศไทยพยายามที่จะก่อหวอดจัดชุมนุมประท้วงในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
ด้านรัฐบาลเองก็พยายามทุกวิถีทางในการสกัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามด้วยการออกหมายจับแกนนำเป็นจำนวนมาก ปิดเว็บไซต์และวิทยุในเครือข่ายเสื้อแดง
พร้อมๆ กับรุกไล่ ปิดล้อมการเคลื่อนไหว พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการร่อนหมายจับคดีอาญาไปทั่วโลก เจรจากับประเทศซึ่งให้ที่พักพิงกับอดีตนายกฯ ส่งตัวกลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
การเปิดประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาแทนที่จะเป็นเวทีในการเสนอแนวทางออกจากวิกฤตกลับเป็นพื้นที่ในการโจมตีกันอย่างดุเดือดของทั้งสองฝ่าย
ปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายหวั่นว่า สองฝ่ายอาจต่อสู้ถึงขั้นนองเลือดหรือสงครามกลางเมืองอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาชนกว่า 20 องค์กร เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผู้แทนภาคธุรกิจ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนภาคประชาสังคม สถาบันพระปกเกล้าและหน่วยงานต่างๆ จึงร่วมกันจัดตั้งเครือข่าย "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ขึ้น เพื่อร่วมกันรณรงค์ในระดับชาติเพื่อแสดงให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใด ทั้งภาครัฐ พรรคหรือกลุ่มการเมือง และประชาชน ขณะเดียวกันต้องการแสดงให้เห็นว่า การเคารพกฎหมายและเสรีภาพของผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่อย่างสงบสุขของสังคม
เครือข่าย "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" กำหนดให้วันที่ 4 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30-09.30 น. เชิญชวนทุกองค์กร ทุกบริษัท ห้างร้าน ส่วนราชการ และทุกหน่วยงานที่เห็นด้วยกับแนวทาง ให้บุคลากรของตนเองชุมนุมโดยสงบสันติหน้าองค์กรฯของตนเอง โดยทุกคนถือธงชาติเป็นสัญลักษณ์
ขณะเดียวกันเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนบางส่วนมีเวทีแสดงพลังด้านบวก ในวันดังกล่าว ทางเครือข่ายฯจึงกำหนดว่า จะรวมตัวกันที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 หัวถนนสีลม ก่อนที่จะเดินรณรงค์ไปตามถนนสีลมด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงวันที่ 4 พฤษภาคม ทางเครือข่ายฯได้เชิญชวนให้แขวนธงชาติหน้าบริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน และบ้านที่อยู่อาศัย
ถ้าเป็นไปได้ให้แขวนป้าย "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" ไว้หน้าหน่วยงานด้วย จะทำให้เห็นการแสดงพลังอย่างต่อเนื่อง
อาจมีผู้ตั้งคำถามว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวมีลักษณะฉาบฉวยเหมือนการณรงค์ทั่วไปที่มีอยู่ดกดื่น
ความจริงแล้ว ข้อความ "หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง" เป็นเพียงการส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมา เตือนทุกๆ ฝ่ายที่คิดจะใช้ความรุนแรงในการต่อสู้กัน ต้องหยุดคิดว่า คนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย
แต่การที่จะทำให้สังคมมีความสงบสันติอย่างยั่งยืนได้ สังคมไทยต้องมาทบทวนและปรับเปลี่ยนตัวเองด้วยการสร้างความเป็นพลเมืองที่มีสำนึกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมีเนื้อหาหลักอยู่ 3 ประการ
หนึ่ง ประชาธิปไตยเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง
สอง ประชาธิปไตยต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น
สาม สร้างความยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคมไทย ทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ และไม่เลือกปฏิบัติ
แม้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพื่อให้สังคมไทยก้าวพ้นปากเหวแห่งหายนะ ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันขบคิด หากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างจริงจัง
องค์กรใดประสงค์จะเข้าร่วมเครือข่ายและกิจกรรม ติดต่อมาได้ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 0-2668-9422 โทรสาร 0-2668-7505 E-Mail : reporter@inet.co.th
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 เมษายน 2552

