ทำลายหลักฐานปิดช้างตาย

 

มีความจำเป็นที่ต้องเขียนถึงเรื่องราวในสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมอีก เพราะเห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องราวเงียบไปโดยเฉพาะการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ วัสดุ อุปกรณ์ การจัดฝึกอบรมในโครงการเครือข่ายยุติธรรมสัมพันธ์สมานฉันท์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสิงหาคม 2548 ซึ่งใช้งบประมาณ 540,000 บาทจะมีการทำลายหลักฐานเกิดขึ้น

ที่สำคัญการงบประมาณในการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ มูลค่า 540,000 บาทเป็นงบประมาณเพียงส่วนเดียวของทั้งโครงการ 11,324,300.40 บาท ถ้าใครได้รายละเอียดโครงการทั้งหมดแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า เขียน (เต้า?) โครงการ (ย้อนหลัง?) ขึ้นมาถลุงเงินกันสนุกมือ

มาดูเรื่องหลักฐานการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์เครื่องเขียนในการฝึกอบรม ที่นอกจากจัดซื้ออย่างมีพิรุธ เช่น

- ใบสั่งจ้างวันที่ 18 สิงหาคม 2548 ที่ทำกันอย่างรีบร้อนและสงสัยว่า อาจมีการทำย้อนหลังจึงเกิดความผิดพลาด มีข้าราชการระดับ 7 รายหนึ่งลงลายมือชื่อในช่องที่ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (พล.ต.ต.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์) ต้องเป็นผู้ลงนาม

- ใบเสร็จรับเงินส่อพิรุธ เช่น เลขที่ใบเสร็จในเล่มเดียวกัน ซึ่งปกติต้องเรียงลำดับตามวันเวลาการจัดซื้อ แต่จัดซื้อที่หลัง กลับเลขที่น้อยกว่า การจัดซื้อก่อน

- การจัดซื้อจำนวนมาก (ลม) เกินความจำเป็น แทนที่จะซื้อร้านค้าหรือผู้ผลิตในภาคใต้กลับไป "มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ศูนย์พัฒนาคุณธรรม ระบุที่อยู่ 57/1 ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา" แล้วขนของลงไปภาคใต้

ทำให้สงสัยว่า ผู้บริหารสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ชอบพอ หรือเอื้อประโยชน์อะไรกับศูนย์พัฒนาคุณธรรม

มาถึงตอนนี้ถ้านายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีหน้าที่ในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ต้องการลงไปหาพยานหลักฐานที่ศูนย์พัฒนาคุณธรรม บอกได้ว่า อาจจะสายเกินไปแล้ว เพราะหลักฐานต่างๆ ได้ถูกทำลายหมดแล้ว รวมทั้งพยานบุคคลไม่รู้กระจัดกระจายไปอยู่ไหน

เพราะผู้สื่อข่าว "มติชน" ที่ลงไปหาข้อมูลเรื่องนี้ได้พบนายบัณฑูร บุญสนอง ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเล่าให้ฟังว่า ศูนย์พัฒนาคุณธรรม เดิมทีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิมหาวชิราลงกรณฯ ดำเนินการมาเกือบ 20 ปี เป็นสถานที่ฝึกอบรมพัฒนาพฤติกรรม คุณธรรมของเยาวชน

ต่อมาประมาณปี 2548 เกิดปัญหาในองค์กร จนกระทั่งศูนย์พัฒนาคุณธรรมถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนกระทั่งมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ได้ยกศูนย์ดังกล่าวให้กับมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ ซึ่งในฐานะผู้ช่วยอธิการบดีได้เข้ามาดูแลเมื่อปี พ.ศ.2550

เมื่อรับการถ่ายโอนแรกเริ่มพบว่ามีเฉพาะแต่อาคารร้าง สภาพพื้นที่ไร้การดูแล รกชัฏ ทุกอย่างเสื่อมโทรม ต่อมาทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าควรจะมีการพัฒนาให้กลับมาเป็นศูนย์เพื่อใช้ฝึกอบรม จึงได้เริ่มปรับปรุง และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นศูนย์ธรรมาภิบาล มีการเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2550

ดร.สำราญ โคตรสมบัติ ผู้จัดการศูนย์ธรรมาภิบาล กล่าวว่า ปัจจุบันมีการซ่อมแซมศูนย์ที่รับการถ่ายโอนมาได้ไม่ถึง 50% เพราะขาดงบประมาณ ทั้งหมดมีสภาพทรุดโทรมโดยก่อนการรับการถ่ายโอน ก็พบว่ามีกลุ่มบุคคลที่เคยดูแลศูนย์พัฒนาคุณธรรมเข้ามาเก็บเอกสารทั้งหมดออกไป รวมถึงอุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์การฝึกอบรม ที่นอนสำหรับการค้างแรม ทรัพย์สินต่างๆ มากมาย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการจัดฝึกอบรม เช่น เครื่องปรับอากาศ โต๊ะ เก้าอี้ เรียกได้ว่ามีการมาจัดเก็บออกไปทั้งหมด ไม่เหลือไว้เลย สิ่งที่เหลือไว้ให้มีเฉพาะอาคารที่โทรมๆ เท่านั้น

"คนที่เคยดูแล ก็มาขนเอาทรัพย์สินและเอกสารไปจนหมดสิ้น โดยข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครตรวจสอบ..เหตุการณ์ทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ในความเป็นจริงทางผู้บริหารชุดใหม่ก็อยากจะทราบเหมือนกัน" ดร.สำราญกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับศูนย์พัฒนาคุณธรรม เคยมีปัญหาการร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส่ในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณในการจัดฝึกอบรม เมื่อปี พ.ศ.2548 ซึ่งบริหารงานโดยพระสงฆ์รูปหนึ่งซึ่งสึกออกไป และผู้บริหารชายอีก 1 คนจนต้องมีการปิดศูนย์แบบกะทันหัน

ดังนั้น ถ้ากระทรวงยุติธรรมมัวแต่มะงุมมะงาหราอยู่ ไม่ยึดอายัดหลักฐานเอกสารไว้ก่อน เอกสารหลักฐานอาจถูกทำลายเพื่อปกปิดช้างตายก็เป็นได้

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2552