เขียนถึงปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกในสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมติดต่อกันมา 2 สัปดาห์แล้ว
เพื่อให้ "เด็ก" ตัวเองได้เลื่อนขั้นแซงหน้าคนอื่นถึงกับปลอมแปลงเอกสารการประชุม อ.ก.พ.กรมและระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคุณสมบัติและการประเมินผลงานของบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นอย่างเป็นขบวนการ
น่าเสียดายที่ผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรมเพิกเฉยทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน
อย่างที่บอกว่า ปรากฏการณ์ข้างต้นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาเท่านั้น เพราะยังมีสิ่งที่ซุกซ่อนภายใต้ยอดภูเขาน้ำแข็งอีกมากที่บุคคลกลุ่มนี้ซึ่งพยายามสร้างอิทธิพลและสร้างภาพ ก่อขึ้นโดยเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างทุกรูปแบบ
สิ่งที่หยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างหนึ่งเพื่อให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงยุติธรรมไต่สวนทวนความให้กระจ่างคือ การจัดซื้อ (ด้วยวิธีพิเศษ) วัสดุ เครื่องเขียน อุปกรณ์ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าพิมพ์เอกสาร และสิ่งตีพิมพ์ เพื่อใช้ในโครงการเครือข่ายยุติธรรมสัมพันธ์สมานฉันท์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสิงหาคม 2548 ของกลุ่มภารกิจด้านอำนวยความยุติธรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
เอกสารโครงการดังกล่าวระบุว่า การจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์เพื่อใช้ในการจัดอบรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 6 รุ่น (ต่อเนื่องกัน) รุ่นละ 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม-3 ตุลาคม 2548 ภายในวงเงินงบประมาณ 540,000 บาท
แทนที่จะมีการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ หรือพิมพ์เอกสารพร้อมกันไปในคราวเดียวเนื่องจากเป็นการฝึกอบรมต่อเนื่องเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะการจัดซื้อเป็นจำนวนมากย่อมราคาถูกกว่า แต่กลับแบ่งการจัดซื้อจัดจ้างออกเป็น 6 ครั้ง กล่าวคือ 3 ครั้งแรก จัดซื้อครั้งละ 60,000 บาท ส่วน 3 ครั้งหลัง จัดซื้อครั้งละ 120,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
-รุ่นที่ 1-3 ระหว่างวันที่ 6-24 สิงหาคม 2548 ระบุว่า ในแต่ละรุ่น ค่าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องเขียน 9 รายการ วงเงิน 30,000 บาท ค่าถ่ายเอกสาร 4 รายการ วงเงิน 30,000 บาท
-รุ่นที่ 4-6 ระหว่าง 3 กันยายน-3 ตุลาคม 2548 ระบุว่า ในแต่ละรุ่น ค่าวัสดุอุปกรณ์และเครื่องเขียน 9 รายการ วงเงิน 60,000 บาท, ค่าถ่ายเอกสาร 4 รายการ วงเงิน 60,000 บาท
แค่เอกสารเสนอโครงการก็เห็นพิรุธแล้ว เช่น การอบรมรุ่นที่ 1-3 และรุ่นที่ 4-6 โครงการเหมือนกันทุกประการ แต่ในการอบรม 3 รุ่นหลังกลับมีงบประมาณในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และค่าถ่ายเอกสารสูงกว่า การอบรม 3 รุ่นแรกถึง 2 เท่าตัวคือ ใช้งบประมาณจาก 60,000 บาท เป็น 120,000 บาท
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการก็สูงเกินจริงมาก เช่น การถ่ายเอกสาร 4 รายการ เป็นเงินถึง 30,000-60,000 บาท ถ้าค่าถ่ายเอกสารแผ่นละ 50 ส.ต. (ความจริงถูกกว่านี้) ก็ได้เอกสาร 60,000-120,000 แผ่น
อยากถามว่า เอาเอกสารมากมายเช่นนี้ไปทำอะไร
ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวมีการนำเสนอให้ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (พล.ต.ต.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์) พิจารณาอนุมัติ พร้อมกับการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุฯ วันที่ 1 สิงหาคม 2548 ก็ได้รับอนุมัติและมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการในวันเดียวกันทันที
จากนั้นจึงเริ่มมีการอบรมรุ่นแรกอย่างรวดเร็วในวันที่ 6 สิงหาคม หรืออีก 5 วันต่อมา
จากขั้นตอนการเสนอโครงการและการอนุมัติก็มาถึงขั้นการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์จำนวนมากเช่นนี้ น่าจะซื้อจากร้านค้าหรือผู้ผลิตโดยตรงเพื่อให้ได้สินค้าราคาถูกและได้มาตรฐาน
แต่ใบเสร็จรับเงิน (หนึ่งในจำนวนทั้งหมด) ในการจัดซื้อหรืออ้างว่า เป็นค่าถ่ายเอกสารนั้น เป็นเพียงใบเสร็จที่ซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป แล้วนำไปประทับตรา "มหาวชิราลงกรณ์ราชวิทยาลัย ศูนย์พัฒนาคุณธรรม" ระบุที่อยู่ 57/1 ต.สะหนับพฤกษ์ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โทร. 0-3572-1030 ลงชื่อนายสาโรจ อยู่ยา ผู้รับเงิน
นอกจากนั้น ในใบเสร็จมิได้ระบุรายละเอียดรายการที่จัดซื้อ เพียงแต่เขียนว่า "อุปกรณ์และเครื่องเขียนที่ใช้ในโครงการ" เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท
สิ่งที่น่าสงสัยเป็นอย่างมากคือ แทนที่จะไปซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียน ค่าถ่ายเอกสาร มูลค่าถึง 540,000 บาท จากร้านค้า หรือผู้ผลิตในพื้นที่ภาคใต้หรือจังหวัดใกล้เคียงโดยตรง เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
กลับไปซื้อจากวัดซึ่งตั้งอยู่ถึง อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วจึงขนอุปกรณ์เหล่านี้ไปใช้ในการอบรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ความจริงแล้ว ถ้าตรวจสอบเอกสารโครงการนี้อย่างละเอียดจะพบความไม่ชอบมาพากลมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีความเชี่ยวชาญในการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมาก (ในช่วงที่เป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน)
น่าจะไปสะสางผลประโยชน์ในแดนสนธยาแห่งนี้ให้โปร่งใส ไม่ต้องมามัวสร้างภาพหลอกลวงชาวบ้านอย่างทุกวันนี้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2552

